ROSITACORRER

เว็ปไซต์รวมเรื่องสุขภาพและการออกกำลังกาย

ผักกาดหอม หรือ ผักสลัด

ผักกาดหอม ชื่อวิทยาศาสตร์ Lactuca sativa เป็นพืชในวงศ์ Asteraceae ลำต้นเตี้ย แต่ส่วนที่เจริญมากที่สุดคือใบ แต่ละสายพันธุ์ก็มีช่วงฤดูกาลที่เหมาะสมไม่เหมือนกัน มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชียและยุโรป ประเทศจีนปลูกผักกาดหอมมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 5 ผักกาดหอมมีชื่อเรียกอื่นๆ อีกเช่น ผักสลัด ผักกาดยี พังฉ้าย เป็นต้น

มนุษย์นำใบของ ผักกาดหอม มาบริโภค มักใช้เป็นส่วนประกอบของสลัด แซนด์วิช แฮมเบอร์เกอร์ ทาโก้ หรือรับประทานเป็นผักสด แกล้มกับอาหารรสจัดจำพวกยำหรือลาบ สาคูไส้หมู หรือข้าวเกรียบปากหม้อ หรือแม้แต่ใช้เป็นผักตกแต่งเพื่อความสวยงาม ผักกาดหอมมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ความต้องการใช้ผักกาดหอมของผู้บริโภคมีอยู่ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วงที่มีเทศกาลงานต่าง ๆ เช่น งานปีใหม่ จะขายดีเป็นพิเศษ

สายพันธุ์ของ ผักกาดหอม แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

  1. ผักกาดหอมที่ห่อหัวคล้ายกะหล่ำปลี (head lettuce)
  2. ผักกาดหอมชนิดธรรมดาไม่ห่อ (leaf lettuce)
  3. ผักกาดหอมที่มีลำต้นยาว (stem lettuce)

ในประเทศไทยนิยมปลูก 2 ประเภท ได้แก่

ผักกาดหอม
  1. คริสป์เฮด (Crisp Head) หรือไอซ์เบิร์ก (Iceberg) คือผักกาดหอมห่อหรือผักกาดแก้ว มีลักษณะใบบางกรอบและขอบใบหยัก ปลูกได้ในระหว่างเดือนตุลาคม-มกราคม แต่ปลูกได้ดีที่สุดในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายนพอปลูกได้บ้างในบริเวณที่สูงทางภาคเหนือบางเขต ต้องการอุณหภูมิในการเจริญเติบโตระหว่าง 15.5–21 องศาเซลเซียส พันธุ์คริสป์เฮดเช่น
    – เกรต เลก 659 (Great Lake 695 TARII) เป็นพันธุ์หนักปานกลาง ใบสีเขียวเข้มหยัก พันธุ์นี้ไม่ค่อยมีปัญหาใบไหม้ (Sun burn)
    – เกรต เลก 366 (Great Lake 366 TAII) เป็นพันธุ์ค่อนข้างเบา หัวห่อกลม มีใบสีเขียว รอบนอกใบหยัก มีความต้านทานโรคใบแห้วทิปเบิร์น (Tip Burn)
    – ซัมเมอร์ เลก (Summer Lake) เป็นพันธุ์เบา หัวห่อกลมสีเขียวอ่อน ใบหนัก
  1. ลีฟ (Leaf) หรือลูสลีฟ (Loose Leaf) คือผักกาดหอมใบหยิก ใบมีลักษณะหยิกเป็นคลื่นสีของใบ มีตั้งแต่สีเขียวอ่อนจนถึงสีแดง แต่เรามักจะพบเห็นใบสีเขียวอ่อนมากกว่า พันธุ์นี้สามารถปลูกได้ตลอดปี และจะปลูกได้ดีที่สุดในช่วงเดือนตุลาคม–เมษายน อุณหภูมิที่เหมาะสมประมาณ 21-26.6 องศาองศาเซลเซียส พันธุ์ลีฟเช่น
    – แกรนด์ แรปปิด (Grand Rapid) มีใบสีเขียวอ่อน ใบม้วนและหยักอัดกันแน่น ต้นใหญ่เป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกมากที่สุด
    – แบล็ก ซีดเดด ซิมป์สัน (Black Seeded Simpson) เมล็ดสีดำ มีต้นใหญ่ ใบหยักฝอยยู่ยี่อัดกันแน่นมาก

วิธีปลูก ผักกาดหอม หรือผักสลัด พืชมากคุณประโยชน์

การปลูกผักกาดหอมหรือผักสลัด เป็นผักที่ปลูกค่อนข้างยากเนื่องจากเป็นพืชที่จำเป็นต้องการสารเคมีเป็นจำนวนมาก ต้องดูแลเอาใจใส่ และเนื่องจากผักกาดหอมเป็นผักประเภทลำต้นเตี้ย ทำใบยอดของผักกาดหอมติดกับพื้นดิน จึงง่ายต่อแมลงศัตรูและโรค การปลูกผักกาดหอมหรือผักสลัด เป็นผักที่สามารถปลูกได้ทุกพื้นที่ แต่จะปลูกได้ดีในดินร่วน และเป็นพืชที่ชอบแดดจัด

ขั้นตอนการปลูกผักกาดหอมหรือผักสลัด

ผักกาดหอม
  1. การเตรียมดิน การปลูกผักกาดหอมหรือผักสลัด สามารถปลูกได้หลายแบบ นิยมปลูกในถุงดินก็ได้ หรือ ปลูกในถาดหลุมก็ได้แล้วแต่จะสะดวก จากนั้นนำดิน ปุ๋ยคอกและขุยมะพร้าว ผสมกันในอัตรา1:1 จากนั้นรดน้ำให้ชุ่มแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วทิ้งไว้ในที่ร่มเป็นเวลา 7 วัน
  2. นำปุ๋ยที่ผสมแล้ว มาใส่ในดินหรือถาดหลุม ให้เต็มแล้วใช้ไม้จิ้มลงกลางหลุมแล้วหยอดเมล็ด ผักกาดหอมลงไป1-2เมล็ด แล้วกลบด้วยดินหรือวัสดุบางๆ จากนั้นรดน้ำแล้วนำไปไว้ในที่ร่มรำไร
  3. การรดน้ำ ควรรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ วันละ2ครั้ง เช้าและเย็น
  4. เมล็ดผักกาดหอมจะงอกหลังจากหยอดเมล็ดประมาณ 3-5วัน
  5. เมื่อครบ7วัน หรือมีใบ3-5ใบ จากนั้นนำถุงดินไปวางที่แดด เพราะผักกาดหอมเป็นพืชที่ชอบแดด
  6. เมื่อครบ 40-45 ก็สามารถนำมาจำหน่าย หรือ รับประทานได้เลย *คำแนะนำควรรีบตัดผักกาดหอมอย่าปล่อยให้แก่เพราะจะทำให้แข็งและขมไม่น่ารับประทาน

การดูแลรักษาผักกาดหอม

ผักกาดหอม เป็นผักรากตื้น ดังนั้นการให้น้ำจึงควรให้อย่างสม่ำเสมอและเพียงพอ โดยระยะเวลา 2สัปดาห์แรกควรรดน้ำทุกวันเช้า-เย็น โดยพ่นน้ำเป็นละอองเล็กๆเพื่อไม่ให้น้ำชุ่มแฉะมากเกินไป ข้อควรระวังคือไม่ควรรดน้ำไปถูกหัวผักกาดหอมเพราะอาจจะทำให้เน่าได้ ส่วนการใส่ปุ๋ยผักกาดหอม ผักกาดหอมจะใส่ปุ๋ยครั้งเดียวตอนเตรียมดินเท่านั้น

สรรพคุณของผักกาดหอม

  1. ผักกาดหอมมีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด จึงช่วยในการป้องกันและต่อต้านมะเร็งได้ (ใบ)
  2. น้ำคั้นจากทั้งต้นนำมาใช้ปรุงเป็นยาบำรุงร่างกายได้ (ทั้งต้น)
  3. ช่วยในการนอนหลับ ทำให้จิตใจสงบและผ่อนคลาย แก้อารมณ์เสียง่าย โดย ดร.ดันแคน (แพทย์ยุคกลางชาวอังกฤษ) ระบุว่าในใบหรือก้านของผักกาดหอมจะมีสารรสขมที่มีชื่อว่า “แลกทูคาเรียม” (Lactucarium) ซึ่งสารนี้มีคุณสมบัติทำให้เกิดอาการง่วงนอน ทำให้จิตใจสงบและผ่อนคลาย การรับประทานผักกาดหอมแบบสด ๆ ก่อนนอนหรือรับประทานเป็นอาหารมื้อเย็น จึงช่วยทำให้เรานอนหลับได้สบายยิ่งขึ้นนั่นเอง
  4. ผักกาดหอมมีน้ำเป็นองค์ประกอบโดยส่วนมาก จึงเป็นผักที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน
  5. ผักกาดหอมอุดมไปด้วยธาตุเหล็กที่ช่วยเสริมการสร้างเม็ดเลือดหรือฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) จึงเหมาะอย่างมากสำหรับผู้ที่เป็นโรคโลหิตจาง และยังช่วยแก้อาการอ่อนเพลีย หรือมีสมาธิสั้น การเรียนรู้ลดลง
  6. น้ำคั้นจากใบช่วยแก้ไข้ได้ (ใบ)
  7. น้ำคั้นจากใบใช้เป็นยาแก้ไอได้เป็นอย่างดี (ใบ)
  8. เมล็ดผักกาดหอมตากแห้งประมาณ 5 กรัมนำมาชงกับน้ำร้อน 1 ถ้วยกาแฟ ใช้ดื่มก่อนอาหารเช้าและเย็น ถ้าหากใช้ต้นให้ใช้เพียงครึ่งต้นรับประทานเพื่อช่วยขับเสมหะและแก้อาการไอ และไม่ควรใช้มากเกินไป (เมล็ด, ต้น)
  9. น้ำคั้นจากใบมีสรรพคุณเป็นยาขับเหงื่อ (น้ำคั้นจากใบ)
  10. ช่วยแก้อาการกระหายน้ำ (น้ำคั้นจากทั้งต้น)
  11. การรับประทานผักกาดหอมจะช่วยในการขับถ่าย ช่วยป้องกันและบรรเทาอาการท้องผูกได้ (ทั้งต้น)
  12. น้ำคั้นจากทั้งต้นใช้เป็นยาระบายได้ (ทั้งต้น)
  13. ช่วยขับลมในลำไส้ (น้ำคั้นจากทั้งต้น)
  14. ช่วยขับพยาธิ (น้ำคั้นจากทั้งต้น)
  15. ช่วยขับปัสสาวะ (น้ำคั้นจากใบ, เมล็ด)
  16. ช่วยรักษาโรคริดสีดวงทวาร (เมล็ด)
  17. เมล็ดผักกาดหอมใช้รักษาโรคตับ (เมล็ด)
  18. น้ำคั้นจากทั้งต้นใช้ทาฝีมะม่วงที่รีดเอาหนองออกแล้วได้ (ทั้งต้น)
  19. ช่วยระงับอาการปวด (เมล็ด)
  20. ช่วยแก้อาการปวดเอว (เมล็ด)
  21. เมล็ดผักกาดหอมช่วยขับน้ำนมของสตรีหลังคลอดบุตร (เมล็ด)

คุณค่าทางโภชนาการของผักกาดหอม (ชนิดใบสีเขียว) ต่อ 100 กรัม

  • พลังงาน 15 กิโลแคลอรี
  • คาร์โบไฮเดรต 2.87 กรัม
  • น้ำ 94.98 กรัม
  • น้ำตาล 0.78 กรัมรูปผักกาดหอม
  • เส้นใย 1.3 กรัม
  • ไขมัน 0.15 กรัม
  • โปรตีน 1.36 กรัม
  • วิตามินเอ 7,405 หน่วยสากล
  • วิตามินบี 1 0.07 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 2 0.08 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 3 0.375 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 6 0.09 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 9 38 ไมโครกรัม
  • วิตามินซี 9.2 มิลลิกรัม
  • วิตามินอี 0.22 มิลลิกรัม
  • วิตามินเค 126.3 ไมโครกรัม
  • ธาตุแคลเซียม 36 มิลลิกรัม
  • ธาตุเหล็ก 0.86 มิลลิกรัม
  • ธาตุแมกนีเซียม 13 มิลลิกรัม
  • ธาตุฟอสฟอรัส 29 มิลลิกรัม
  • โพแทสเซียม 194 มิลลิกรัม
  • ธาตุโซเดียม 28 มิลลิกรัม
  • ธาตุสังกะสี 0.18 มิลลิกรัม

% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่

ผักสลัด

คุณค่าทางโภชนาการของผักกาดหอม (ชนิดใบสีแดง) ต่อ 100 กรัม

  • พลังงาน 16 กิโลแคลอรี
  • คาร์โบไฮเดรต 2.26 กรัม
  • น้ำ 95.64 กรัมผักสลัดสีแดง
  • น้ำตาล 0.48 กรัม
  • เส้นใย 0.9 กรัม
  • ไขมัน 0.22 กรัม
  • โปรตีน 1.33 กรัม
  • วิตามินเอ 7,492 หน่วยสากล
  • วิตามินบี 1 0.064 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 2 0.077 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 5 0.321 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 6 0.1 มิลลิกรัม
  • วิตามินซี 3.7 มิลลิกรัม
  • วิตามินอี 0.15 มิลลิกรัม
  • วิตามินเค 140.3 ไมโครกรัม
  • ธาตุแคลเซียม 33 มิลลิกรัม
  • ธาตุเหล็ก 1.2 มิลลิกรัม
  • ธาตุแมกนีเซียม 12 มิลลิกรัม
  • ธาตุฟอสฟอรัส 28 มิลลิกรัม
  • ธาตุโพแทสเซียม 187 มิลลิกรัม
  • ธาตุโซเดียม 25 มิลลิกรัม
  • ธาตุสังกะสี 0.2 มิลลิกรัม

% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่

คุณค่าทางโภชนาการของผักกาดหอม (ชนิดห่อหัวไม่แน่น) ต่อ 100 กรัม

  • พลังงาน 13 กิโลแคลอรี
  • คาร์โบไฮเดรต 2.23 กรัม
  • น้ำ 95.63 กรัม
  • น้ำตาล 0.94 กรัม
  • เส้นใย 1.1 กรัม
  • ไขมัน 0.22 กรัม
  • โปรตีน 1.35 กรัม
  • วิตามินเอ 3,312 หน่วยสากล 21%
  • เบตาแคโรทีน 1,987 ไมโครกรัม 18%ผักกาดหอมห่อ
  • ลูทีนและซีแซนทีน 1,223 ไมโครกรัม
  • วิตามินบี 1 0.057 มิลลิกรัม 5%
  • วิตามินบี 2 0.062 มิลลิกรัม 5%
  • วิตามินบี 5 0.15 มิลลิกรัม 3%
  • วิตามินบี 6 0.082 มิลลิกรัม 6%
  • วิตามินบี 9 73 ไมโครกรัม 18%
  • วิตามินซี 3.7 มิลลิกรัม 4%
  • วิตามินอี 0.18 มิลลิกรัม 1%
  • วิตามินเค 102.3 ไมโครกรัม 97%
  • ธาตุแคลเซียม 35 มิลลิกรัม 4%
  • ธาตุเหล็ก 1.24 มิลลิกรัม 10%
  • ธาตุแมกนีเซียม 13 มิลลิกรัม 4%
  • ธาตุแมงกานีส 0.179 มิลลิกรัม 9%
  • ธาตุฟอสฟอรัส 33 มิลลิกรัม 5%
  • โพแทสเซียม 238 มิลลิกรัม 5%
  • ธาตุโซเดียม 5 มิลลิกรัม 0%
  • ธาตุสังกะสี 0.2 มิลลิกรัม 2%

% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่

ประโยชน์ของผักกาดหอม

  1. ผักกาดหอมเป็นผักที่มีแคลอรีต่ำ จึงเหมาะอย่างมากสำหรับผู้ที่ต้องลดน้ำหนักหรือควบคุมน้ำหนัก
  2. การรับประทานผักกาดหอมร่วมกับแคร์รอตและผักโขมจะช่วยบำรุงสีของเส้นผมให้สวยงามได้
  3. ผักกาดหอมเป็นผักที่นิยมบริโภคใบ เพราะมีคุณค่าทางอาหารสูง เป็นผักที่นิยมบริโภคมากที่สุดในบรรดาผักสลัด และยังนิยมนำมารับประทานสด ๆ หรือนำมาประกอบอาหารได้อย่างหลากหลาย สำหรับคนไทยแล้วจะนิยมใช้รับประทานกับอาหารจำพวกยำต่าง ๆ เช่น ข้าวเกรียบปากหม้อ สาคูไส้หมู เป็นต้น
  4. นอกจากจะมีคุณค่าทางอาหารที่ดีแล้ว ยังนิยมนำมาใช้ตกแต่งอาหารเพื่อให้มีสีสันสวยงามน่ารับประทานยิ่งขึ้น
  5. ปัจจุบันมีการใช้ยาง (Latex) ที่สกัดจากผักกาดหอมออกมาจำหน่ายในรูปแบบยา มีทั้งชนิดน้ำและแบบชนิดเม็ด
ผักสลัด

ผักกาดหอมเป็นพืชที่ใช้สารเคมีในการปลูกค่อนข้างมาก เพราะมีแมลงศัตรูพืชและโรคเยอะ อีกทั้งต้นยังเจริญเติบโตใกล้ผิวดิน ก่อนจะกินหรือนำมาปรุงอาหาร จึงควรฉักแยกแต่ละใบออกจากลำต้น แล้วล้างให้สะอาด อีกปัญหาที่พบบ่อยของผักกาดหอมก็คือ มีรสขมจนต้องทิ้ง ซึ่งความขมก็ขึ้นอยู่กับระยะการเก็บผลผลิตและสภาพอากาศตอนปลูก โดยความขมของผักกาดหอม เกิดจากสารแลคทูคาเรียม (Lactucarium) ที่อยู่ในยางสีขาว ซึ่งมีประโยชน์ตรงที่มีฤทธิ์ช่วยให้ผ่อนคลาย แก้ไอ และแก้ปวด

อัพเดตข่าวสารเกี่ยวกับ สุขภาพและการออกกำลังกาย ได้ที่นี้ก่อนใคร

หาเงินออนไลน์ได้ง่ายๆ แค่คลิก : PG SLOT

สุขภาพและการออกกำลังกาย

20 เมนูไข่ >>

admin

Back to top