ROSITACORRER

เว็ปไซต์รวมเรื่องสุขภาพและการออกกำลังกาย

ผักกาดขาว หรือ Chinese Cabbage

ผักกาดขาว หรือ Chinese Cabbage เป็นที่รู้จักว่า ผักกาดขาว เป็นผักกาดชนิดหนึ่งของ ผักกาดจีน ถิ่นกำเนิดใกล้กับปักกิ่ง และบริโภคกันอย่างแพร่หลายในอาหารเอเชียตะวันออก แต่ส่วนใหญ่ในโลกก็ ผักกาดชนิดนี้ก็เข้าใจว่า “ผักกาดจีน” ผักกาดจีนจะมีสีจางกว่าผักกาดจีนชนิดอื่น ๆ อย่างเช่น บ๊อกชอย ซึ่งก็ถูกเรียกว่าผักกาดจีนเช่นเดียวกัน ในสหราชอาณาจักร ผักชนิดนี้รู้จักกันในชื่อ “Chinese Leaf” ในนิวซีแลนด์รู้จักกันในชื่อ”Wong Bok” หรือ”Won bok” ในออสเตรเลียและฟิลิปปินส์รู้จักกันในชื่อ”wombok”

ชื่อ “nappa” มาจากภาษาพูดและภาษาถิ่นในภาษาญี่ปุ่น ซึ่งมักจะใช้เรียกใบของผักต่าง ๆ โดยเฉพาะใบผักที่ใช้ทำอาหาร ชื่อในภาษาญี่ปุ่นที่เอาไว้เจาะจงผักกาดประเภทนี้ว่า “ผักกาดขาว” โดยเป็นคำอ่านออกเสียงแบบจีน ในภาษาญี่ปุ่น

ผักกาดขาวถูกบริโภคอย่างแพร่หลายในจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี และที่ได้รับความนิยมอย่างยิ่งในจังหวัดกังวอน ทางตอนเหนือของเกาหลีใต้ ผัดกาดขาวถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แทนความเจริญรุ่งเรืองในจีน และในภาพลักษณ์นี้เองจึงมักพบเห็นรูปจำลองที่ทำจากแก้วและกระเบื้องเคลือบ รูปสลักผักกาดที่มีชื่อเสียง Jadeite Cabbage ที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติไต้หวัน ก็เป็นรูปสลักของผักกาดขาวด้วยเช่นเดียวกัน เนื่องจากมีผู้อพยพจากไต้หวันนี้เอง จึงสามารถพบเห็นรูปสลักผักกาดได้ในหลายเมืองของ อเมริกาเหนือ ยุโรปและออสเตรเลีย

ผักกาดขาว

ในอาหารเกาหลี ผักกาดถูกใช้เป็นส่วนผสมหลักของ baechu kimchi ที่เป็นชนิดของกิมจิ ทั่วไป แต่ก็ยังกินสด ๆ โดยเอาไปห่อเนื้อหมูหรือหอยนางรม แล้วจิ้มกับโกชูจัง แต่คนทั่วไปก็มักใส่ใบที่แก่กว่าในซุป ด้วยรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เมื่อเทียบกับผักกาดชนิดอื่น ๆ เช่น บ๊อกชอย หรือ กะหล่ำ และผักกาดขาวยังสามารถเอาไปผัดน้ำมันกับส่วนผสมอื่น ๆ เช่นเต้าหู้ เห็ด หรือซูกินี ผักกาดขาวยังเป็นส่วนผสมพื้นฐานในการกินอาหารหม้อไฟอีกด้วย

ลักษณะ

ผักกาดขาวปลีเป็นผักที่มีอายุปีเดียว ผักกาดขาวขึ้นได้ในดินเกือบทุกประเภท ชอบดินร่วนที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง ในดินต้องชื้นตลอดฤดูปลูก ผักกาดขาวปลีต้องการน้ำมากสม่ำเสมอ และควรพรวนดินบ่อยๆ ในระยะที่เริ่มเข้าปลี ในประเทศไทยสามารถปลูกได้ตลอดปี และปลูกได้ผลดีที่สุดอยู่ในช่วงเดือนตุลาคม – กุมภาพันธ์

ผักกาดขาวที่นิยมปลุกมี 3 ชนิดคือ
  1. พันธุ์เข้าปลียาว มีลักษณะสูง รูปไข่ เช่นพันธุ์ ผักกาดโสภณ ผักกาดขาวปลีฝรั่ง
  2. พันธุ์เข้าปลีกลมแน่น ลักษณะทรงสั้น อ้วนกลมกว่า
  3. พันธุ์เข้าปลีหลวมหรือไม่ห่อปลี ใช้ปลูกอยู่ทั่วไปในบ้านเรา เช่น ผักกาดขาวใหญ่ ผักกาดขาวธรรมดา เหมาะสำหรับปลูกในเขตที่ฝนตกชุก

คุณค่าทางอาหาร ผักกาดขาว

ผักกาดขาวมีสารอาหารต่าง ๆ ค่อนข้างครบ เช่น โปรตีน ไขมัน น้ำตาล ที่สำคัญคือผักกาดขาวมีแคลเซี่ยมและวิตามินซีในปริมาณสูง ซึ่งแคลเซี่ยมนอกจากจะมีหน้าที่เสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรงแล้ว ยังทำให้กล้ามเนื้อทำงานเป็นปกติ ปัจจุบันยังพบว่า แคลเซี่ยมมีบทบาทในการลดความดันโลหิตสูง และป้องกันมะเร็งในลำไส้อีกด้วย ส่วนวิตามินซีจะมีบทบาทในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เสริมสร้างความแข็งแรงของผนังหลอดเลือด ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน ป้องกันมะเร็ง และกำจัดสารพิษและโลหะหนักให้แก่ร่างกาย

สารสำคัญที่พบ

ในหัวผักกาดขาวสดส่วนที่ใช้เป็นอาหารได้ 100 กรัม มีน้ำ 91.7 กรัม โปรตีน 0.6 กรัม คาร์โบไฮเดรต 5.7 กรัม ความร้อน 250,000 แคลอรี่ เส้นใยหยาบ 0.8 กรัม ash 0.8 กรัม คาโรทีน (Carotene) 0.02 มก.วิตามินบีหนึ่ง 0.02 มก. วิตามินบีสอง 0.04 มก. กรดนิโคตินิค (Nicotinic acid) 0.5 มก. วิตามินซี 30 มก. แคลเซียม 49 มก. ฟอสฟอรัส 34 มก. เหล็ก 0.5 มก. โปแตสเซียม 196 มก.ซิลิกอน 0.024 มก. แมงกานีส 1.26 มก. สังกะสี 3.21 มก. โมลิบดีนัม 0.125 มก. โบรอน 2.07 มก.ทองแดง 0.21 มก. นอกจากนี้ยังมีกลูโคส (Glucose) ซูโครส (Sucross) Fructose Coumaric acid,Ferulic acid, Gentisic acid, Phenylpyruvic acid และกรดอะมิโนหลายชนิด

ผักกาดขาว

เมล็ด มีไขมัน เช่น: -Erucic acid, Linolenic acid และ Glycerol sinapate เป็นต้น น้ำมันหอมระเหยที่สำคัญคือ Methyl mercaptan นอกจากนี้ยังมีสารที่ยับยั้งแบคทีเรีย คือ Raphanin

สรรพคุณของ ผักกาดขาว

  1. ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
  2. มีแคลเซียมช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟัน
  3. ช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง
  4. ช่วยให้เจริญอาหาร รับประทานอาหารได้มากขึ้น
  5. ช่วยแก้กระหาย
  6. ช่วยทำให้กล้ามเนื้อทำงานเป็นปกติ
  7. แคลเซียมมีส่วนช่วยในการลดความดันโลหิตสูง
  8. ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้ผนังหลอดเลือด
  9. ช่วยขับน้ำนม (ใบ)
  10. ผักกาดขาวมีออร์กาโนซัลไฟด์ (Organosulffide) และฟลาโวนอยด์ ที่ช่วยป้องกันมะเร็งและโรคหลอดเลือดหัวใจ
  11. ช่วยป้องกันโรคมะเร็งในลำไส้
  12. ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง
  13. มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคตาบอดตอนกลางคืน
  14. ช่วยป้องกันและรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน
  15. มีส่วนช่วยกำจัดสารพิษ ของเสีย และโลหะหนักออกจากร่างกาย
  16. ผักกาดอุดมไปด้วยโฟเลตซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ในช่วง 3 เดือนแรก
  17. ช่วยทำให้เม็ดเลือดแดงแข็งแรงมากขึ้น
  18. ช่วยแก้หืด (เมล็ด)
  19. ช่วยแก้อาการหวัด ด้วยการต้มหัวผักกาดดื่มเป็นน้ำ
  20. ช่วยแก้อาการไอและเสมหะ ด้วยการใช้หัวผักกาดพอประมาณ ใส่ขิงและน้ำผึ้งเล็กน้อยแล้วต้มกับน้ำดื่ม (หัวผักกาด, เมล็ด)
  21. ช่วยแก้อาการเสียงแห้ง ไม่มีเสียง ด้วยการคั้นน้ำหัวผักกาดขาว เติมน้ำขิงเล็กน้อยแล้วนำมาดื่ม
  22. ช่วยแก้เลือดกำเดาออก
  23. ช่วยแก้อาเจียนเป็นเลือด
  24. ช่วยรักษาแผลในปาก ด้วยการคั้นน้ำจากหัวผักกาดขาวแล้วนำมาใช้บ้วนปากเป็นประจำ
  25. ช่วยแก้อาการเรอเปรี้ยว ด้วยการนำหัวผักกาดขาวดิบมาหั่นประมาณ 3-4 แว่นแล้วนำมาเคี้ยวกินแก้อาการ
  26. ช่วยแก้อาการเจ็บคอ (ใบ)
  27. ช่วยในการย่อยอาหาร (หัวผักกาด, ใบ)
  28. แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ
  29. ช่วยแก้ท้องเสีย (หัวผักกาด, เมล็ด, ใบ)
  30. ช่วยแก้และบรรเทาอาการท้องผูก
  31. ช่วยขับปัสสาวะ
  32. ช่วยแก้พิษสุรา
  33. ช่วยแก้อาการบวมน้ำ
  34. ช่วยรักษานิ่วในทางเดินปัสสาวะ
  35. ช่วยป้องกันและรักษาโรคเหน็บชา
  36. ช่วยแก้อาการอักเสบ
  37. ช่วยรักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกหรือแผลโดนสะเก็ดไฟ ด้วยการใช้หัวผักกาดนำมาตำให้แหลกแล้วนำมาพอกบริเวณที่เป็นแผล หรือจะใช้เมล็ดนำมาตำให้แหลกแล้วพอกก็ใช้ได้เช่นกัน (หัวผักกาด, เมล็ด)
  38. ช่วยแก้อาการฟกช้ำดำเขียว ด้วยการใช้หัวผักกาดหรือใบ นำมาตำให้ละเอียดแล้วพอกบริเวณที่ฟกช้ำ หรือจะใช้เมล็ดประมาณ 60 กรัมนำมาตำให้ละเอียดแล้วนำมาคลุกกับเหล้า (อุ่นให้ร้อน) แล้วนำมาพอกบริเวณที่เป็น (หัวผักกาด, ใบ, เมล็ด)

ประโยชน์ของ ผักกาดขาว

ผักกาดขาว
  • ใช้ประกอบอาหาร เมนูผักกาดขาว ได้แก่ ผัดผักกาดขาว, แกงจืดผักกาดขาว, ต้มจืดผักกาดขาวยัดไส้ ฯลฯ
  • คำแนะนำในการรับประทานผักกาดขาว
  • สำหรับผู้ที่มีอาการม้ามพร่อง คือ มีอาการท้องอืดท้องเฟ้อ แน่นท้องเป็นประจำ อาหารไม่ค่อยย่อย มีแก๊สในกระเพาะอาหารเยอะ ไม่ควรรับประทานผักกาดขาวในปริมาณมากเกินไป แต่ถ้าเป็นแค่ชั่วคราวก็ไม่เป็นอะไร
  • สำหรับผู้ที่รับประทานอาหารจำพวกเนื้อสัตว์หรือของมันแนะนำให้รับประทานหัวผักกาดสักเล็กน้อย เพราะหัวผักกาดขาวมีน้ำมันมัสตาร์ด (Mustard oil) ซึ่งมีรสเผ็ด เมื่อรวมกับเอนไซม์ในหัวผักกาดจึงมีฤทธิ์ช่วยกระตุ้นกระเพาะอาหารและลำไส้ให้เคลื่อนไหว จึงช่วยทำให้รับประทานอาหารได้มากขึ้นและยังช่วยย่อยได้อีกด้วย
  • การรับประทานหัวผักกาดขาวดิบจะมีประโยชน์มากกว่ารับประทานแบบปรุงสุกหรือผ่านความร้อน เนื่องจากวิตามินซีและเอนไซม์อะไมเลส (Amylase) ในหัวผักกาดขาวจะไม่ทนต่อความร้อนมากนัก และจะถูกทำลายที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส
  • สำหรับการรับประทานผักกาดขาว ในการเลือกซื้อผักกาดขาวควรระวังในเรื่องของสารปนเปื้อนหรือยาฆ่าแมลงให้ดี เพราะการรับประทานเข้าไปในปริมาณมากอาจจะไปขัดขวางการทำงานของเอนไซม์ในร่างกาย ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย มึนงง ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน หายใจลำบาก ชัก และหมดสติได้

อัพเดตข่าวสารเกี่ยวกับ สุขภาพและการออกกำลังกาย ได้ที่นี้ก่อนใคร

หาเงินออนไลน์ได้ง่ายๆ แค่คลิก : PG SLOT

สุขภาพและการออกกำลังกาย

หญ้าหวาน >>

admin

Back to top