วิธีเล่น DRAGON TIGER หนึ่งในเกมเซ็กซี่บาคาร่า
สนันสนุนโดย : Sexy Baccarat

วิธีเล่น DRAGON TIGER หนึ่งในเกมเซ็กซี่บาคาร่า

วิธีเล่น DRAGON TIGER หนึ่งในเกมเซ็กซี่บาคาร่า เรามาต่อจากครั้งที่แล้ว ในเรื่องของ วิธีเล่นบาคาร่า UFASTAR ฉบับเซียน ที่จะเปลี่ยนเงินร้อยให้เป็นเงินล้าน !! หลายๆ ท่านคงได้ทราบถึงวิธีการเล่นบาคาร่า และ คำศัพท์เกมบาคาร่าที่คุณควรรู้ งั้นวันนี้เราจะมาดูเกี่ยวกับ เกมหนึ่งใน Sexy Baccarat ก็คือออออ

>> DRAGON TIGER <<

วิธีเล่น DRAGON TIGER หนึ่งในเกมเซ็กซี่บาคาร่า

เสือ มังกร

เสือมังกรเป็นหนึ่งในเกมบาคาร่า ที่จั่วไพ่เพียงใบเดียวแล้วจบ ย้ำ!! จั่วใบเดียวแล้วจบ ไม่มีการจั่วเพิ่ม เป็นเกมที่เหมาะกับคนใจร้อน ไม่ชอบการรอคอย

ท่านสามารถกดเลือกเปลี่ยนภาษาได้
ท่านสามารถกดดูวิธีการเล่นและเทคนิคการเรียงไพ่

วิธีการเล่นนั้นก็จะคล้ายๆกับบาคาร่า แต่เกมไพ่เสือมังกร จะเล่นง่าย รวดเร็ว ได้ง่าย และ เสียง่ายมากกว่าเกมบาคาร่า เกมบาคาร่านั้นจะจั่ว 2-3 ใบ แต่ ไพ่เสือ มังกร จั่วเพียงฝั่งละใบ โดยให้ผู้เล่นเลือกฝั่งที่จะวางเดิมพัน ก็คือระหว่าง เสือ และ มังกร ว่าฝั่งไหนจะมีแต้มสูงกว่ากัน หรือ อาจจะเลือกเล่นเสมอ ด้วยก็ได้เพื่อเป็นการทำกำไร 2 เท่า!! แทงบอลออนไลน์ (เดี๋ยวจะมากระซิบบอกว่ามันทำกำไรยังไง) และผู้เล่นจะต้องเลือกจำนวนเงินที่จะวางเดิมพันด้วย ว่าจะลงเท่าไหร่แต่ละเกมไม่จำเป็นต้องลงเหมือนกันก็ได้

ที่มา : PG SLOT

พอท่านเลือกฝั่งได้แล้ว ก็นำชิปไปวางฝั่งที่ท่านเลือก เสือ มังกร หรือ เสมอ ในตารางเกม พอเลือกวางเดิมพันแล้วดีลเลอร์จะเริ่มแจกไพ่ตามเวลาที่กำหนด คือ 21 วินาที ภายใน 21 วินาทีนั้น ผู้เล่นทั้งหลายจะต้องวางเดิมพันให้เรียบร้อย แต่ถ้าลงไม่ทันเกมนั้นท่านก็ถือว่าสละสิทธิ์ในการเดิมพัน!!

ดีลเลอร์จะเริ่มแจกไพ่ 2 ใบคือ เริ่มแจกฝั่งมังกรก่อน 1 ใบ และถึงตามด้วยฝั่งเสือ 1 ใบ แล้วจึงหงายไพ่เพื่อดูว่าแต้มฝั่งไหนสูงกว่า บาคาร่า สูตรบาคาร่า

วิธีเล่น DRAGON TIGER หนึ่งในเกมเซ็กซี่บาคาร่า

กฎของไพ่เสือมังกร

1. การวัดกันที่แต้มไพ่ ถ้าฝั่งใดแต้มมากกว่าก็ถือว่าชนะเกมนั้น หรือ ถ้าแต้มเท่ากันก็ถือว่าเสมอ ผู้เดิมพันจะได้รับเงินที่ลงเดิมพันเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ( กรณีที่ไม่ได้ลงเดิมพันเสมอ ) บาคาร่าเช่น ถ้าไพ่ฝั่ง เสือ ออกมาคือ 9 และ ฝั่งมังกร ออกมาคือ 9 แต่ท่านลงเดิมพันฝั่งมังกรไป 1,000 บาท ท่านจะโดนหักเงินที่ลงเดิมพันไป 500 บาท เป็นต้น

2. ดีลเลอร์จะแจกไพ่ฝั่งมังกร ก่อนทุกครั้งแล้วถึงแจกไพ่ฝั่งเสือ

วิธีการนับแต้มเกมเสือมังกร

K เป็นไพ่ที่มีค่าสูงที่สุด คือ 13 แต้ม

Q มีค่าเท่ากับ 12 แต้ม

2 – 10 มีค่าเท่ากับ จำนวนตัวเลขที่อยู่บนไพ่

J มีค่าเท่ากับ 11 แต้ม

A เป็นไพ่ที่มีค่าน้อยที่สุดคือ 1 แต้ม

อัตราการจ่าย

DRAGON อัตราการจ่ายคือ 1:1 เช่นถ้าลงเดิมพัน 1,000 บาท จะได้กลับมา 1,000 บาท ( แต่ท่านจะเสียเงินครึ่งนึงถ้าแต้มเสมอกัน )

วิธีเล่น DRAGON TIGER หนึ่งในเกมเซ็กซี่บาคาร่า

TIGER อัตราการจ่ายคือ 1:1 เช่นถ้าลงเดิมพัน 1,000 บาท จะได้กลับมา 1,000 บาท ( แต่ท่านจะเสียเงินครึ่งนึงถ้าแต้มเสมอกัน )

TIE อัตราการจ่ายคือ 1:8 เช่นถ้าลงเดิมพัน 1,000 บาท จะได้กลับมา 8,000 บาท

อัตราการลงเดิมเดิมพัน

อัตราการลงเดิมพันต่ำสุดและสูงสุด นั้นจะขึ้นอยู่กับแต่ละโต๊ะกำหนด แต่ในส่วนของเซ็กซี่บาคาร่านั้นจะกำหนดตามนี้ (แต่ท่านสามารถปรับเปลี่ยนอัตราเดิมพันได้เอง)

DRAGON ขั้นต่ำจะอยู่ที่ 20 บาท สูงสุดจะอยุ่ที่ 5,000 บาท

TIGER ขั้นต่ำจะอยู่ที่ 20 บาท สูงสุดจะอยุ่ที่ 5,000 บาท

TIE ขั้นต่ำจะอยู่ที่ 2 บาท สูงสุดจะอยุ่ที่ 500 บาท

แต่อัตราของชิปนั้นท่านสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามใจชอบ

วิธีการดูเค้าหลัก 10 แบบ

“เค้า” คือ ฟังก์ชั่นที่จะคอยแจ้งเตือนผู้เล่นเมื่อ “เค้า” นั้นได้แสดงขึ้นมาในตารางบาคาร่า ทุกๆ การแจ้งเตือนนั้นจะแสดงขึ้นตามเวลาจริง และ จะทำให้เล่นสามารถที่จะวางเดิมพันในหน้าจอเกมเดียวกัน ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาในการเปลี่ยนโต๊ะ และป้องกันการเสียโอกาสในการลงเดิมพันjoker !!

ข้อมูลจาก : Ufastar , Ufabet , Seo

เกมสนุกแถบได้ตัง : Slotxo , PGSLOT

โรค "นอนไม่หลับ" ปัญหาโลกแตกที่กวนใจคนส่วนใหญ่

โรค “นอนไม่หลับ” ปัญหาโลกแตกที่กวนใจคนส่วนใหญ่

โรค “นอนไม่หลับ” ปัญหาโลกแตกที่กวนใจคนส่วนใหญ่

นอกจากนี้ในบางรายยังพบว่าเป็นกลุ่มของผู้ที่สมองตื่นตัวง่าย สมองยังตื่นตัวในขณะที่มีการนอนหลับ ผลก็คือจะรู้สึกเหมือนรู้สึกตัวตลอดเวลา ไม่ได้หลับเลย ทั้งๆ ที่คนที่นอนข้างคุณสังเกตว่าคุณนอนหลับตลอดคืน ก็เป็นไปได้และเป็นไปแล้ว ถ้ามีอาการดังกล่าวควรรีบปรึกษาแพทย์ แพทย์จะทำการค้นหาสาเหตุที่แท้จริงเพื่อแก้ไขให้ตรงจุด บาคาร่า สูตรบาคาร่า

ส่วนในรายที่นอนหลับได้ แต่มักตื่นกลางดึก จากนั้นนอนหลับต่อไม่ได้อีก สาเหตุที่พบบ่อยมี 2 สาเหตุ คือ 1.โรคซึมเศร้า 2.เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ก่อนนอน โดยผู้ป่วยที่มีอาการของโรคซึมเศร้า อาจไม่ได้สังเกตอาการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของตัวเองที่จะมีลักษณะหดหู่ เบื่อหน่าย ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร แทงบอลออนไลน์ หากสังเกตได้ว่าเมื่อตื่นแล้วหลับต่อไม่ได้ หรือหลับต่อได้ยาก

ที่มา : PG SLOT

“โรคซึมเศร้าเกิดขึ้นเพราะสารเคมีบางตัวในสมองทำงานไม่สมดุลกัน สารเคมีเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการนอนหลับของเราด้วย จึงทำให้มีอาการดังกล่าว เช่นเดียวกับการดื่มแอลกอฮอล์ที่ทำให้มีอาการในลักษณะเดียวกัน ถ้าการตื่นนอนของคุณเกี่ยวข้องกับการดื่มแอลกอฮอล์ คุณต้องงดและเลิกดื่ม เพื่อให้การนอนกลับมาเป็นปกติ”

นอกจากนี้ การนอนไม่หลับในบางรายเป็นผลจากภาวะโรคที่เป็นอยู่ โรคที่ทำให้นอนไม่หลับพบบ่อยใน 2 กลุ่มอาการ คือ 1.การหยุดหายใจในระหว่างหลับ (Sleep Apnea) เป็นการหยุดหายใจเป็นพักๆ ในระหว่างหลับ เป็นโรคที่พบได้บ่อยมาก โดยเฉพาะในผู้ชายที่มีน้ำหนักตัวค่อนข้างมากและนอนกรนเสียงดัง อาจมีผลต่อการเกิดปัญหาโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น ความดันโลหิตสูง หรือหลอดเลือดในสมอง รวมทั้งมีปัญหาต่างๆ ตามมาได้อีกหลายโรค

สาเหตุของการนอนไม่หลับ

ปัจจัยภายนอก หรือ ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม (Environment Factors) การได้รับ ยา สารเคมี หรือ การอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นอุปสรรคต่อการนอน ได้แก่

  • การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จะทำให้ร่างกายหลับไม่ปกติ เช่น ทำให้ตื่นบ่อย หลับไม่สนิท หลับๆ ตื่นๆ
  • แสงหรือเสียงรบกวน เพราะการนอนหลับที่ดีที่สุด joker ที่จะทำให้สมองได้พักผ่อนเต็มที่ คือ เสียงที่เงียบที่สุด และแสงสว่างที่น้อยที่สุด
  • บรรยากาศที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการนอน เช่น เครื่องนอน ที่นอนที่อบอุ่น ไม่นุ่มและไม่แข็งจนเกินไปรองรับสรีระในการนอนและส่งเสริมการพักผ่อน เครื่องนอนที่สะอาดและเพียงพอ เหมาะสมต่อการใช้งานจึงมีความจำเป็นมาก

ช่วงเวลาไหนที่ควรนอนมากที่สุด

  • การหลับสนิทในช่วง 3 ทุ่ม – 5 ทุ่ม : จะช่วยให้ระบบน้ำเหลืองขับของเสียได้ดีขึ้น พร้อมทั้งเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงขึ้นด้วย
  • การหลับสนิทในช่วง 5 ทุ่ม – ตี 1 : จะช่วยให้ตับขับของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ กระตุ้นให้เซลล์ผิวซ่อมแซมตัวเองและมีการผลัดเซลล์ใหม่เร็วกว่าปกติถึง 8 เท่า
  • การหลับสนิทในช่วงเที่ยงคืน – ตี 4 : จะช่วยให้ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การหลับสนิทในช่วงตี 1 – ตี 3 : จะกระตุ้นให้ถุงน้ำดีขับพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การหลับสนิทในช่วงตี 3 – ตี 5 : จะส่งเสริมให้ปอดขับพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โรค "นอนไม่หลับ" ปัญหาโลกแตกที่กวนใจคนส่วนใหญ่

วิธีทำให้นอนหลับเป็นเวลา

1. เลิกดื่มกาแฟอย่างเด็ดขาด เพราะกาแฟเป็นสาเหตุหนึ่งของการนอนไม่หลับ ไม่ว่าจะดื่มช่วงไหนของวันก็ตาม

2. เลิกกินยาที่เป็นสาเหตุของการนอนไม่หลับ โดยเฉพาะยาลดความดันในกลุ่มยากั้นเบต้า กรณีต้องกินยาที่ทำให้นอนไม่หลับหลายชนิด ต้องทดลองเลิกทีละชนิด โดยต้องใช้เวลาหยุดยาแต่ละชนิดอย่างน้อย 1 เดือน แล้วจึงสรุปว่า เป็นเพราะยาชนิดไหน แม้แต่ยาช่วยนอนหลับ เช่น Alprazolam (Xanax) ถ้ากินมากๆก็ทำให้นอนไม่หลับด้วยเช่นกัน

3. ควรไปตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์ (FT4 และ TSH) ถ้าคุณเคยกินยา Amiodarone (ยารักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ) เพราะอาจทำให้ระดับฮอร์โมนไทรอยด์สูงขึ้นจนเป็นเหตุของโรคนอนไม่หลับได้

4. เข้านอนและตื่นนอนเป็นเวลา จัดตารางชีวิตประจำวันให้เป็นเวลา เมื่อไรควรกินอาหาร กินยา ออกกำลังกาย เพื่อให้ร่างกายคุ้นเคย หากนอนผิดเวลาบ่อยๆ อาจนอนไม่หลับเอาได้ง่ายๆ

5. ไม่นอนอ้อยอิ่งบนเตียงหลังจากตื่นนอนแล้ว

6. ตื่นเมื่อรู้สึกว่านอนพอแล้ว อย่าพยายามนอนต่อเพื่อชดเชยการอดนอน หรือนอนไม่หลับในวันก่อนๆ

7. หลีกเลี่ยงการงีบตอนกลางวัน ถ้าจำเป็นให้งีบช่วงสั้นๆ อย่านอนกลางวันนานกว่า 1 ชั่วโมง และอย่านอนหลังเวลา 15.00 น.ไปแล้ว เพราะเมื่อถึงเวลาที่ต้องนอน จะนอนไม่หลับได้

8. หยุดงานทั้งหมดก่อนเวลานอนสัก 30 นาที ทำอะไรให้ช้าลง พักผ่อนอิริยาบถ ทั้งร่างกาย จิตใจ ฟังเพลงเบาๆหรืออ่านหนังสือที่ทำให้ผ่อนคลาย อย่าดูหนังที่มีเนื้อหาตื่นเต้นก่อนนอน ไม่คุยเรื่องเครียด ไม่ออกกำลังกายหนักๆ ก่อนนอน จะทำให้นอนไม่หลับ

9. ไม่กินอาหารมื้อใหญ่ก่อนนอน แต่ก็อย่าเข้านอนทั้งๆที่รู้สึกหิว จะนอนไม่หลับเอา 

10. ออกกำลังกายให้ถึงระดับหนักพอควร ทุกวัน ถ้าเลือกเวลาได้ ให้ออกกำลังกายตอนบ่ายหรือเย็นดีที่สุด แต่ไม่ควรเกิน 19.00 น. เพราะถ้าออกกำลังกายใกล้เวลานอน ร่างกายจะตื่นตัว ทำให้นอนไม่หลับ

11. อย่าบังคับให้ตัวเองหลับ ถ้าไม่หลับใน 15-30 นาทีให้ลุกขึ้นมาทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย เช่น อ่านหนังสือในห้องที่แสงไม่จ้ามาก ทำสมาธิ จนกว่าจะรู้สึกง่วง อย่าเฝ้าแต่มองนาฬิกาแล้วกังวลว่าพรุ่งนี้จะแย่ขนาดไหนถ้าคืนนี้นอนไม่หลับ

12. นำสิ่งที่ก่อความกังวลระหว่างหลับออกไปให้หมด เช่น นาฬิกาปลุก โทรศัพท์

13. ฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ (Relaxation Therapy) ผ่อนคลายความคิดและอารมณ์ด้วยการฝึกสติ สมาธิ หรือฝึกวิปัสสนา จำไว้ว่า ไม่ว่าร่างกายหรือความคิด หากยัง “ตึง”อยู่ก็จะทำให้นอนไม่หลับ การฝึกผ่อนคลายนี้ต้องฝึกบ่อยๆ ทุกวันและฝึกไปนานๆ กว่าจะเห็นผลก็หลายสัปดาห์

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

เกมสนุกแถบได้ตัง : PGSLOTGAME

ประโยชน์ กีฬาในร่มลีลาศ (BALLROOM DANCE)

ประโยชน์ กีฬาในร่มลีลาศ (BALLROOM DANCE)

ประโยชน์ กีฬาในร่มลีลาศ (BALLROOM DANCE) หมายถึง การเต้นรำประเภทหนึ่ง โดยเฉพาะ ซึ่งใช้ในงานราตรีสโมสรต่าง ๆ ซึ่งจะต่างกับ SOCIAL DANCE ตรงที่ว่าถ้าเป็น SOCIAL DANCE จะหมายถึงการเต้นรำทุกประเภทที่จัดขึ้นเพื่อให้คนมาร่วมกิจกรรมกันเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน บาคาร่า สูตรบาคาร่า

ที่มา : PG SLOT

ประเภทของลีลาศ

การลีลาศแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. ลาตินอเมริกัน (LATIN AMERICAN) ลีลาศประเภทนี้ลักษณะของการเคลื่อนที่ของเท้าจะยกสูงกว่าประเภทบอลรูม เช่น บีกิน รุมบ้า ชะชะช่า เป็นต้น

2. บอลรูม (BALL ROOM) ลีลาศประเภทนี้การเคลื่อนที่ของเท้าจะลากเลียดใปกับพี้น เช่น วอลซ์ แทงโก เป็นต้น

จังหวะบีกิน (BEQUINE)

การก้าวเท้า  การเต้นในจังหวะบีกินเป็นการเดินแบบธรรมดา เดินหน้า 3 ก้าว และ ถอยหลัง 3 ก้าว ตามจังหวะดนตรี เมื่อก้าวเท้าใดไปข้างหน้า ถอยหลัง ให้ถ่ายน้ำหนักตัวไปลงที่เท้านั้น

การจับคู่  จับคู่แบบปิด

จังหวะดนตรี เป็นแบบ 4/4 ซึ่งโดยทั่วไปทำนองดนตรีจะช้าเลียงเบสและกลองจะชัดเจน

การนับจังหวะ ควรนับ 1-2-3 พร้อมเดินตามจังหวะเสียงเบสและกลองใหญ่ ซึ่ง จะดัง 3 จังหวะเช่นเดียวกัน

พื้นฐานการเดินในจังหวะบีกินสำหรับผู้ชาย

การเดินหน้า

จังหวะที่ 1 ก้าวเท้าซ้ายตรงไปข้างหน้า 1 ก้าว

จังหวะที่ 2 ก้าวเท้าขวาตรงไปข้างหน้า 1 ก้าว โดยให้เลยเท้าซ้ายเล็กน้อย

จังหวะที่ 3 ก้าวเท้าซ้ายตรงไปข้างหน้าอีก 1 ก้าว โดยให้เลยเท้าขวา เล็กน้อย พร้อมทั้งลากเท้าขวาให้ปลายเท้าแตะพี้นข้างส้นเท้าซ้าย ส่วนส้นเท้าเปิด

การถอยหลัง

จังหวะที่ 1 ถอยเท้าขวาตรงมาข้างหลัง 1 ก้าว

จังหวะที่ 2 ถอยเท้าซ้ายตรงมาข้างหลัง 1 ก้าวโดยให้เลยเท้าขวาเล็กน้อย

จังหวะที่ 3 ถอยเท้าขวาตรงมาข้างหลังอีก 1 ก้าว โดยให้เลยเท้าซ้ายให้ปลายเท้า ขวาส่วนส้นเท้าเปิด

พื้นฐานการเดินในจังหวะบีกินสำหรับผู้หญิง

การถอยหลัง

จังหวะที่ 1 ถอยเท้าขวาตรง ๆ ไปข้างหลัง 1 ก้าว

จังหวะที่ 2 ถอยเท้าซ้ายตรง ๆ ไปข้างหลัง 1 ก้าว โดยให้เลยเท้าขวาเล็กน้อย

จังหวะที่ 3 ถอยเท้าขวาตรงไปข้างหลังอีก 1 ก้าว โดยให้เลยเท้าซ้ายเล็กน้อย พร้อมทั้งลากเท้าซ้ายข้างปลายเท้าขวา ส่วนส้นเท้าเปิด

การเดินหน้า

จังหวะที่ 1 ก้าวเท้าซ้ายตรงไปข้างหน้า 1 ก้าว

จังหวะที่ 2 ก้าวเท้าขวาตรงไปข้างหน้า 1 ก้าว โดยให้ปลายแลยเท้าซ้ายเล็กน้อย จังหวะที่ 3 ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า อีก 1 ก้าว โดยให้เลยเท้าขวาเล็กน้อย พร้อมทั้งลากเท้าขวาให้ปลายเท้าแตะพื้นข้างส้นเท้า ส่วนส้นเท้าเปิดufabet

จังหวะรุมบ้า (RUMBA)

การจับคู่      จับคู่แบบปิด

จังหวะดนตรี เป็นแบบ 2/4 หรือ 4/4 ซึ่งโคยทั่วไป จังหวะรุมบ้าเป็นจังหวะเร็ว

เสียงกลองจะดังให้จังหวะชัดเจน ซึ่งจะดัง แท๊ก-แท๊ก-พั่ม

การนับจังหวะ ควรนับ 1 2-3 1 หรือ ช้า เร็ว-เร็ว ช้า ตามจังหวะกลอง

โดยจังหวะ 1 จะเป็นจังหวะช้า ส่วน 2,3 จะเป็นจังหวะเร็ว ซึ่งจังหวะแท๊กจะเป็นจังหวะเร็ว พั่มจะเป็นจังหวะช้า

การก้าวเท้า  การก้าวเท้าต้องถ่ายน้ำหนักตัวลงเท้าที่ก้าวออกไปโดยเริ่มออกใน

จังหวะพั่ม และก้าวเร็วอีก 2 ก้าวในจังหวะแท๊ก-แท๊ก

พื้นฐานการเดินจังหวะรุมบ้าสำหรับผู้ชาย

การเริ่มด้วยเท้าซ้าย

จังหวะที่ 1 ก้าวเท้าซ้ายตรงไปข้างหน้า 1 ก้าวประมาณ 1 ฟุต

จังหวะที่ 2 ก้าวเท้าขวาเฉียงไปทางขวาวางเท้าแนวเดียวกับเท้าซ้ายให้ห่างจากเท้าซ้ายประมาณ 1 ฟุต

จังหวะที่ 3 รวบเท้าซ้ายมาชิดเท้าขวา

การเริ่มด้ายเท้าขวา

จังหวะที่ 1 ก้าวเท้าขวาตรงไปข้างหน้า 1 แทงบอลออนไลน์ ก้าวประมาณ 1 ฟุต

จังหาะที่ 2 ก้าวเท้าซ้ายเฉียงไปยังทางซ้าย แล้ววางเท้าแนวเดียวกับเท้าขวาให้ห่างจากเท้าขวา ประมาณ 1 ฟุต

จังหวะที่ 3 รวบเท้าขวามาชิดเท้าซ้าย

หมายเหตุ    การเริ่มต้นสำหรับผู้ชายจะเริ่มด้วยเท้าซ้ายในชุดแรก 3 จังหวะก่อน ต่อไปก็จะเริ่มชุดใหม่ด้วยเท้าขวาสลับกันไป หรือในช่วงการเริ่มด้วยเท้าขวาอาจจะเปลี่ยนมาเป็นการถอยหลังก็ได้ ซึ่งก็จะปฎิบัติเช่นเดียวกับการเดินถอยหลังด้วยเท้าขวาของผู้หญิง

พื้นฐานการเดินจังหวะรุมบ้าสำหรับผู้หญิง

การถอยด้วยเท้าขวา

จังหวะที่ 1 ถอยเท้าขวาตรง ๆ 1 ก้าว   ประมาณ 1 ฟุต

จังหวะที่ 2  ถอยเท้าซ้ายเฉียงไปทางซ้ายแล้ววางเท้าแนวเดียวกับเท้าขวาให้ห่างจากเท้าขวาประมาณ 1 ฟุต

การถอยด้วยเท้าซ้าย

จังหวะที่ 1  ถอยเท้าซ้ายตรง ๆ 1 ก้าว ประมาณ 1 ฟุต

จังหวะที่ 2  ถอยเท้าขวาเฉียงไปทางขวา แล้ววางเท้าแนวเดียวกับเท้าซ้ายให้ห่างจากเท้าซ้ายประมาณ 1 ฟุต

จังหวะที่ 3  รวบเท้าซ้ายมาชิดเท้าขวา

หมายเหตุ    การเริ่มต้นสำหรับผู้หญิงจะเริ่มด้วยการถอยเท้าขวาในชุดแรก 3 จังหวะก่อน ต่อไปก็จะเริ่มถอยด้วยเท้าซ้ายสลับกันไป หรือในช่วงการถอยด้วยเท้าซ้ายอาจจะเปลี่ยนมาเป็นการเดินหน้าก็ได้ ซึ่งก็จะปฎิบัติเช่นเดียวกับการเดินด้วยเท้าซ้ายของผู้ชาย

ประโยชน์ กีฬาในร่มลีลาศ (BALLROOM DANCE)

จังหวะ ชะ ชะ ช่า (CHA CHA CHA)

การจับคู่      จับคู่แบบปิด

จังหวะดนตรี เป็นแบบ 4/4 ซึ่งโดยทั่วไปจังหวะ ชะ ชะ ช่า เป็นจังหวะเร็วเสียงกลองจะดังทึ่ง-ทึ่ง-ต้ง-ต้ง-ทึ่ง

การนับจังหวะ ควรนับ 1-2-ชะ-ชะ-ช่าหรือ1-2-3-4-5ตามจังหวะกลองคือ

1-2 เท่ากับ ทึ่ง ทึ่ง และ ชะ-ชะ-ช่า หรือ 3-4-5 จะเท่ากับ ต้ง – ต้ง – ทึ่ง

การก้าวเท้า  เริ่มก้าวเท้าจังหวะกลองทึ่งแรกเป็นจังหวะ 1 ทึ่งที่ 2 เป็นจังหวะ 2

แล้วก้าว 3-4-5 หรือ ชะ-ชะ-ช่า เป็นจังหวะกลอง ต้ง-ต้ง-ทึ่ง

พื้นฐานการเดินในจังหวะ ชะ ชะ ช่า สำหรับผู้ชาย

ครึ่งแรก (การเดินหน้า)

จังหวะที่ 1 ก้าวเท้าซ้ายเฉียงไปข้างหน้า 1 ก้าวให้เยื้องกับเท้าขวาเล็กน้อย พร้อมเปิดส้นเท้าขวาขึ้น

จังหวะที่ 2 วางส้นเท้าขวาลงพร้อมเปิดปลายเท้าซ้าย

จังหวะที่ 3 ถอยเท้าซ้ายลงมาแนวเดียวกับเท้าขวาในตำแหน่งเดิมของเท้าซ้ายของท่าเตรียม

จังหวะที่ 4 ลากเท้าขวามาชิดกับซ้าย

จังหวะที่ 5 ก้าวเท้าซ้ายไปทางซ้ายแนวเดียวกับเท้าขวา 1 ก้าว

ครึ่งหลัง (การถอนหลัง)

พื้นฐานการเดินในจังหวะ ชะ ชะ ช่า สำหรับผู้หญิง

ครึ่งแรก (การถอยหลัง)

จังหวะที่ 1 ถอยเท้าขวาเฉียงไปทางซ้าย ให้เยื้องกับเท้าขวาเล็กน้อย พร้อมเปิดปลายเท้าซ้ายขึ้น

จังหวะที่ 2 วางปลายเท้าซ้ายลงพร้อมเปิดส้นเท้าขวา

จังหวะที่ 3 ก้าวเท้าขวากลับมาอยู่ในตำแหน่งที่เท้าขวาวางในท่าเตรียม

จังหวะที่ 4 ลากเท้าซ้ายเข้ามาชิดเท้าขวา

จังหวะที่ 5 ก้าวเท้าขวาไปทางขวาแนวเดียวกับเท้าซ้ายอีก 1 ก้าว

ครึ่งหลัง (การเดินหน้า)

จังหวะที่ 6 ก้าวเท้าซ้ายเฉียงไปข้างหน้า ให้เยื้องกับเท้าขวาเล็กน้อย พร้อมเปิดส้นเท้าขวาขึ้น

จังหวะที่ 7 วางส้นเท้าขวาลงพร้อมเปิดปลายเท้าซ้าย

จังหวะที่ 8 ถอยเท้าขวากลับมาอยู่ในตำแหน่งที่เท้าขวาในจังหวะที่ 4

จังหวะที่ 9 ลากเท้าขวามาชิดเท้าซ้ายโดยเท้าขวาจะกลับมาอยู่ในตำแหน่งเดิมของท่าเตรียม

จังหวะที่ 10 ก้าวเท้าซ้ายไปทางซ้ายในตำแหน่งเดิมที่เท้าซ้ายวางในท่าเตรียม

จังหวะบอลรูม

เป็นจังหวะลีลาศที่เคลื่อนไหวด้วยการลากเท้าเลียดไปกับพื้นได้แก่

แทงโก้

จังหวะวอลซ์ (WALTZ)

การจับคู่      จับคู่แบบปิด

จังหวะดนตรี เป็นแบบ 3/4 ซึ่งโดยทั่วไปทำนองดนตรีจะช้า เสียงเบสและ

กลองจะชัดเจน ซึ่งจังหวะวอลซ์จะดัง พั่ม-แท๊ก-แท๊ก

การนับจังหวะ อาจจะใช้วิธีก้าวเท้าลีลาศตามจังหวะดนตรี พั่ม-แท๊ก-แท๊ก หรือ

จะใช้วิธีนับ 1-2-3 ก็ได้

การก้าวเท้า  จังหวะพั่ม หรีอ 1 ให้ก้าวด้วยปลายเท้าแล้วลงเต็มเท้า ส่วน

จังหวะแท๊ก-แท๊ก หรีอ 2-3 ให้ก้าวเท้าด้วยปลายเท้าเสร็จแล้วให้ยืดตัวขึ้น

พื้นฐานการเดินในจังหวะวอลซ์สำหรับผู้ชาย

การเริ่มด้วยเท้าซ้าย

จังหวะที่ 1 ก้าวเท้าซ้ายตรงไปข้างหน้า 1 ก้าวประมาณ 1 ฟุต

จังหวะที่ 2 ก้าวเท้าขวาเฉียงไปทางขวา แล้ววางเท้าแนวเดียวกับเท้าซ้ายให้ห่างจากเท้าซ้ายประมาณ 1 ฟุต

จังหวะที่ 3 รวบเท้าซ้ายมาชิดเท้าขวา

การเริ่มด้วยเท้าขวา

จังหวะที่ 1 ก้าวเท้าขวาไปข้างหน้า 1 ก้าว ประมาณ 1 ฟุต

จังหวะที่ 2 ก้าวเท้าซ้ายเฉียงไปทางซ้าย แล้ววางเท้าแนวเดียวกับเท้าขวาให้ห่างจากเท้าขวา ประมาณ 1 ฟุต

จังหวะที่ 3 รวบเท้าขวามาชิดเท้าซ้าย

หมายเหตุ  การเริ่มต้นสำหรับผู้ชายจะเริ่มด้วยเท้าซ้ายในชุดแรก 3 จังหวะก่อน ต่อไปก็จะเริ่มชุดใหม่ด้วยเท้าขวาสลับกันไป หรือในช่วงการเริ่มด้วยเท้าขวาอาจจะเปลี่ยนมาเป็น การถอยหลังก็ได้โดยปฏิบัติเช่นเดียวกับการถอยหลังด้วยเท้าขวาของผู้หญิง

พื้นฐานการเดินในจังหวะวอลซ์สำหรับผู้หญิง

การถอยด้วยเท้าขวา

จังหวะที่ 1 ถอยเท้าขวาตรง ๆ 1 ก้าว ประมาณ 1 ฟุต

จังหวะที่ 2  ถอยเท้าซ้ายเฉียงไปทางซ้ายแล้ววางเท้าแนวเดียวกับเท้าขวาให้ห่างจาก เท้าขวาประมาณ 1 ฟุต

จังหวะที่ 3 รวบเท้าขวามาชิดเท้าซ้าย

การถอยด้วยเท้าซ้าย

จังหวะที่ 1  ถอยเท้าซ้ายตรง ๆ 1 ก้าวประมาณ 1 ฟุต

จังหวะที่ 2  ถอยเท้าขวาเฉียงไปทางขวาแล้ววางเท้าแนวเดียวกับเท้าซ้ายให้ห่างจากเท้าซ้ายประมาณ 1 ฟุต

จังหวะที่ 3  รวบเท้าซ้ายมาชิดเท้าขวา

หมายเหตุ    การเริ่มต้นสำหรับผู้หญิงจะเริ่มด้วยการถอยเท้าขวาในชุดแรก 3 จังหวะก่อนต่อไปก็จะเริ่มถอยด้วยเท้าสลับกันไป หรือในช่วงการถอยด้วยเท้าซ้ายอาจจะเปลี่ยนมาเป็น การเดินหน้าก็ได้ ซึ่งก็จะปฏิบัติเช่นเดียวกับการเดินหน้าด้วยเท้าซ้ายของผู้ชาย

จังหวะแทงโก้ (TANGO)

การจับคู่  จับคู่เริ่มต้นแบบพรอมเมอนาด

จังหวะดนตรี  เป็นแบบ 2/4 ซึ่งโดยทั่วไปทำนองดนตรีจะมีจังหวะทั้งช้า และเร็ว เสียงกลองจะดังชัดเจนมีเสียง ดังนี้ แท๊ก แท๊ก แท๊ก แทร่ แท๊ก

การจับจังหวะ  โดยทั่วไปพื้นฐานแทงโก้จะมี 8 จังหวะ ซึ่งจะใช้วิธีนับ 1-8 ก็ได้โดยแบ่ง 1 2-3-4 5-6-7 8 หรือ ช้า เร็ว-เร็ว-ช้า เร็ว-เร็ว-ช้า ช้า ซึ่งสรุปแล้ว จังหวะ 1,4,7,8 จะเป็นจังหวะ ช้า และจังหวะ 2,3,5,6 จะเป็นจังหวะเร็ว

การก้าวเท้า  ให้ก้าวเท้าเลียดพื้นช้า ๆ ในลักษณะทอดน่องในจังหวะช้า และก้าวเท้าในจังหวะเร็วโดยเริ่มออกในจังหวะแท๊กสุดท้าย เป็นจังหวะช้าทั้งหมด ระหว่างจังหวะช้าแต่ละช่วงให้ก้าวเร็ว ในจังหวะ 2,3 และ 5,6

พื้นฐานการเดินในจังหวะแทงโก้สำหรับผู้ชาย

จังหวะที่ 1 ก้าวเท้าซ้ายไปทางซ้ายตามแนวทิศทางของการเต้นรำ

จังหวะที่ 2 ก้าวเท้าขวาข้ามผ่านหน้าเท้าซ้ายไปในทิศทางเดิม

จังหวะที่ 3 ก้าวเท้าซ้ายไปทางซ้ายอีกก้าวหนึ่ง

จังหวะที่ 4 ก้าวเท้าขวาเฉียงไปทางขวา พร้อมบิดลำตัวหันหน้าเฉียงเข้าหาด้านข้างฟลอร์

จังหวะที่ 5 ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้าตามแนวเฉียงฟลอร์เช่นเดิมเหมือนจังหวะที่ 4 จังหวะที่ 6 ก้าวเท้าขวามาวางใกล้ ๆ เท้าซ้ายให้ห่างกันเล็กน้อย

จังหวะที่ 7 ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า

จังหวะที่ 8 ยกส้นเท้าขวาบิดไปทางขวาพร้อมดึงเท้าซ้ายมาคู่เท้าขวาพร้อมบิดลำตัวไปตามแนวทิศทางของการเต้นรำ

พื้นฐานการเดินในจังหวะแทงโก้สำหรับผู้หญิง

จังทวะที่ 1   ก้าวเท้าขวาไปทางขวาตามแนวทิศทางของการเต้นรำ

จังหวะที่ 2   ก้าวเท้าซ้ายข้ามผ่านหน้าเท้าขวาไปในทิศทางเดิม

จังหวะที่ 3   ก้าวเท้าขวาพร้อมบิดส้นเท้าหันหลังเฉียงเข้าข้างฟลอร์

จังหวะที่ 4   ถอยเท้าซ้ายไปตามแนวเฉียงเข้าข้างฟลอร์

จังหวะที่ 5   ถอยเท้าขวาตรงไปอีก 1 ก้าว

จังหวะที่ 6   ถอยเท้าซ้ายมาคู่เท้าขวาห่างกันเล็กน้อย

จังหวะที่ 7   ถอยเท้าขวาตรงไปอีก 1 ก้าว

จังหวะที่ 8   ยกส้นเท้าซ้ายบิดไปทางซ้ายพร้อมดึงเท้าขวามาคู่เท้าซ้ายพร้อมบิดลำตัว ไปตามแนวทิศทางของการเต้นรำ

กีฬาลีลาศจึงเหมาะสมกับผู้คนทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุ เพราะกีฬาลีลาศเป็นกีฬาที่ไม่มีความหนักจนเกินไป แถมยังได้พบปะผู้คนอื่น ๆ อีกมากมาย

ช่วยผ่อนคลายความเครียด

ลีลาศ นอกจากจะมีความสนุกสนานที่เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะได้ดีแล้ว การเต้นไปตามจังหวะท่ามกลางเสียงเพลง ก็จะช่วยให้กล้ามเนื้อที่หดตึงเกิดการคลายตัวออก จึงทำให้รู้สึกผ่อนคลายและลดความเครียดได้ดีในระดับหนึ่งอีกด้วย เพราะฉะนั้นสำหรับใครที่มักจะรู้สึกเคร่งเครียดบ่อยๆ ลองมาเล่นลีลาศเพื่อความผ่อนคลายดูสิ

เสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง   

แม้ว่าจะไม่ใช่กีฬาที่ต้องเล่นอย่างหนักหน่วงเหมือนกับกีฬาประเภทอื่นๆ แต่ก็สามารถเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงและมีความยืดหยุ่นได้ดีเหมือนกัน เพราะจะต้องเคลื่อนไหวร่างกายแทบทุกส่วน ทั้งขา ข้อเท้า แขนและลำตัว ดังนั้นผู้ที่เล่นลีลาศบ่อยๆ จึงมักจะมีความแข็งแรงอยู่เสมอ และเป็นกีฬาที่เหมาะกับผู้สูงอายุหรือผู้ที่ป่วยด้วยโรคที่หมอห้ามไม่ให้ออกกำลังกายหนักๆ อีกด้วย

ฝึกการเข้าสังคมกับผู้อื่น    

การเล่นลีลาศ สามารถฝึกการเข้าสังคมกับผู้อื่นได้ ทำให้รู้จักการวางตัวเมื่อเข้าสังคมได้อย่างเหมาะสม และไม่เกิดความเขินอายจนเกินไปเมื่ออยู่ในกลุ่มคนเยอะๆ อีกด้วย เป็นกีฬาที่เหมาะกับผู้ที่เข้าสังคมไม่เก่งหรือคนที่ขี้อายขาดความมั่นใจในตัวเองที่สุด

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer
เกมสนุกแถบได้ตัง : Slotxo , PGSLOT , PGSLOTGAME

เกลือ ( Salt ) สารพัดประโยชน์ เคล็ดลับผิวสวย

เกลือ ( Salt ) สารพัดประโยชน์ เคล็ดลับผิวสวย

เกลือ ( Salt ) สารพัดประโยชน์ เคล็ดลับผิวสวย เกลือโซเดี่ยมเป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญต่อปริมาณน้ำในเลือด ภาวะเป็นกรดด่าง การทำงานของระบบประสาท การทำงานของเซลล์ การหดตัวของกล้ามเนื้อ แต่การรับประทานเกลือมากเกินไปก็อาจจะเกิดผลเสียต่อสุขภาพ เช่น ความดันโลหิตสูง มะเร็งกระเพาะอาหาร โรคไต บาคาร่า สูตรบาคาร่า

ในปัจจุบันทั้งประเทศไทยและต่างประเทศได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับเกลือ และสุขภาพกันค่อนข้างมากเนื่องจากทั้งคนไทย และต่างประเทศบริโภคเกลือกันมากเกินไป บางประเทศบริโภคเกลือโซเดี่ยมปริมาณ 3400 มกซึ่งคนปกติบริโภคไม่เกิน 1500 มก ซึ่งจะเป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง การบริโภคเกลือน้อยลงนอกจากลดการเกิดโรคความดันโลหิตสูงแล้วยังลดการเกิด โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ กระดูกพรุน มะเร็งกระเพาะอาหาร และโรคไต

เกลือ ( Salt ) สารพัดประโยชน์ เคล็ดลับผิวสวย

อาบน้ำเกลือ หรือ มาส์กเกลือ

          มาส์กเกลือเหมาะมาก ๆ สำหรับผู้ที่มีผิวมัน หรือผิวที่เป็นสิวง่าย เกลือจะช่วยลดอาการอักเสบของผิว รักษาสมดุลการผลิตน้ำมัน รวมทั้งช่วยให้สิวหายเร็วขึ้นด้วย เพียงแค่ผสม เกลือ 1 ส่วน น้ำอุ่น 3 ส่วน และน้ำผึ้ง 3 ช้อนชา ทาทั่วใบหน้า แทงบอลออนไลน์ ทิ้งไว้ 15 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำอุ่น

น้ำยาบ้วนปาก

          นอกจากจะใช้เป็นยาสีฟันได้แล้ว ก็ยังใช้เป็นน้ำยาบ้วนปากได้ดีไม่แพ้กันด้วย เป็นน้ำยาบ้วนปากที่ลดการก่อตัวของแบคทีเรียในช่องปากได้ดี ที่สำคัญยังราคาสบายกระเป๋าอีกต่างหาก คุณสามารถผสมน้ำเกลือใช้บ้วนปากเองได้ แทงบอล รวมทั้งหยดเอสเซนเชียลออย์ที่หอมเย็นลงไป เพื่อเพิ่มความสดชื่นหลังบ้วนปากได้ด้วย

คุณรู้หรือไม่ว่าเกลือที่เราใช้ในการปรุงอาหารกันอยู่ทุกวันนี้ ไม่ได้มีประโยชน์แค่เพียงช่วยเพิ่มรสชาติให้อาหารเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เกลือยังอุดมไปด้วยสรรพคุณมากมายมหาศาล 

ใช้ในห้องครัว

ทำให้อาหารสุกเร็วขึ้น

          เพราะเกลือช่วยให้อุณหภูมิของน้ำเดือดเพิ่มขึ้นได้ ดังนั้น ถ้าคุณจะลวกไข่สักฟอง ให้ใส่เกลือลงไปด้วย จะทำให้ไข่สุกเร็วขึ้น และทำให้อาหารอื่น ๆ สุกเร็วขึ้นเช่นกัน

 ล้างผลไม้

          โดยมากแล้วเรามักจะใช้น้ำมะนาว หรือน้ำส้มสายชู ในการล้างผลไม้ให้สดอยู่เสมอ แต่หากไม่มีทั้งสองอย่างนั้น ก็สามารถใช้น้ำที่ผสมเกลือล้างผลไม้แทนได้นะ

 แกะเปลือกถั่วได้ง่ายขึ้น

          แช่ถั่วไว้ในน้ำที่ผสมเกลือไว้หลาย ๆ ชั่วโมงก่อนรับประทาน จะช่วยให้แกะเปลือกถั่วได้ง่ายขึ้นเยอะเลย

 กันไม่ให้น้ำตาลติดกันเป็นก้อน

          เหยาะเกลือเพียงเล็กน้อยบนน้ำตาลไอซิ่ง จะทำให้น้ำตาลไอซิ่งไม่จับตัวกันเป็นก้อน

 ขจัดกลิ่นที่ติดมือ

          หากล้างมือด้วยสบู่ หรือน้ำสะอาดแล้วยังมีกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ติดมืออยู่ล่ะก็ ให้ใช้เกลือผสมกับน้ำส้มสายชูล้างมือแทน จะทำให้กลิ่นหายไปได้

 ยืดอายุชีส

          หากมีชีสเหลืออยู่จากการทำอาหาร วิธีที่ทำให้วันหมดอายุของชีสยืดออกไปอีก ก็คือการนำชีสมาแช่ด้วยน้ำเกลือ ก่อนที่จะนำไปแช่เก็บไว้ในตู้เย็นต่อไป

ลดคราบสกปรกบริเวณก้นหม้อได้

          หลังการทำอาหาร บริเวณก้นหม้อมักจะเกิดคราบสกปรกอยู่เสมอ ดังนั้น จึงควรใส่เกลือหนึ่งกำมือ จะทำให้ลดคราบสิ่งสกปรกออกไปได้ และยังทำให้กลิ่นไม่พึงประสงค์จางหายไปด้วยเช่นกัน

ใช้เกี่ยวกับร่างกาย

ใช้กับแปรงสีฟันก็มีประโยชน์

          แช่แปรงสีฟันในน้ำผสมเกลือ ก่อนที่จะใช้งานครั้งแรกจะทำให้ขนแปรงมีความนิ่มและคงทนมากยิ่งขึ้น

ช่วยทำความสะอาดฟัน

          ยาสีฟันหลากหลายยี่ห้อต่างก็มีสูตรที่ผสมเกลือด้วยกันทั้งนั้น เพราะในเกลือมีสารที่ช่วยให้ฟันขาว สะอาด และแข็งแรงมากขึ้น

ทำความสะอาดช่องปากก็ได้ผล

          ผสมเกลือกับน้ำโซดา แล้วใช้บ้วนปากจะช่วยขจัดกลิ่นปากได้ นอกจากนั้นแล้วยังช่วยลดปัญหาการเกิดโรคและอาการในช่องปาก เช่น ฟันกร่อน เสียวฟัน ได้ดีอีกด้วย

บรรเทาความปวดอันเนื่องมาจากการถูกผึ้งต่อย

          ถ้าโดนผึ้งต่อยให้นำเกลือในปริมาณเล็กน้อยมาทาในบริเวณที่ถูกต่อย จะช่วยบรรเทาความปวดได้

ป้องกันพิษจากยุงและไม้เลื้อยที่ทำให้คัน

          แช่น้ำเกลือ และพอกด้วยเกลือผสมน้ำมันมะกอกในบริเวณที่ถูกยุงกัด หรือไปสัมผัสกับไม้เลื้อย จะช่วยให้ลดอาการคันเป็นอย่างดี

 ขัดผิวก็เข้าท่า

          เกลือช่วยขจัดผิวให้มีความกระจ่างใสได้ ดังนั้นหลังจากที่อาบน้ำแล้ว นำเกลือมาขัดผิวและนวดคลึงเบา ๆ จะทำให้ผิวดูกระจ่างขึ้นมาทันที

บรรเทาอาการเจ็บคอได้ด้วย

          ผสมเกลือกับน้ำอุ่น แล้วกลั้วคอ จะช่วยบรรเทาอาการเจ็บได้ดี

ใช้ในบริเวณบ้าน

ขวางทางเดินของมด

          เพื่อไม่ให้มดเดินเข้าไปทำรังในบ้านของคุณ โรยเกลือไว้ตามบริเวณประตู หน้าต่างหรือในที่ต่าง ๆ ที่มดสามารถเดินผ่านได้ แค่นี้มดก็จะลดน้อยลงนะ

 ป้องกันการเกิดเพลิงไหม้

          ให้เก็บกล่องที่ใส่เกลือไว้ใกล้ ๆ กับอุปกรณ์เครื่องครัวและตู้อบต่าง ๆ เพราะหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เกลือสามารถที่จะดับไฟได้

ที่มา : PG SLOT

ลดการละลายของเทียน

          ถ้าหากคุณนำเทียนแท่งใหม่ ๆ ที่ยังไม่ได้ใช้มาแช่ในน้ำที่ผสมเกลือ จากนั้นเมื่อเทียนแห้ง เทียนจะละลายได้น้อยลงเมื่อคุณจุดเทียนใช้ ถ้าไม่เชื่อลองดูได้เลย

 รักษาความสดของดอกไม้

          เพื่อรักษาความสดของดอกไม้ให้ใส่เกลือลงไปในแจกัน วิธีนี้จะทำให้ดอกไม้มีความสดที่ยาวนานขึ้น

 ซ่อมกำแพง

          กำแพงมีรอย หรือมีรู เกลือก็เป็นตัวช่วยที่ดีของคุณ ผสมเกลือ 2 ช้อนโต๊ะเข้ากับแป้งข้าวโพดอีก 2 ช้อนโต๊ะ ตามด้วยน้ำในปริมาณที่พอเหมาะ คนให้เข้ากัน เท่านี้ก็สามารถนำไปปิดรูหรือลบรอยบนกำแพงได้เลย

 กำจัดวัชพืชที่ไม่พึงประสงค์

          กำจัดวัชพืชที่ขึ้นรกรุงรังตามลานบ้าน ทางเดิน ด้วยการโรยเกลือให้ทั่ว แล้วรดน้ำตามให้ทั่วหรือจะรอให้ฝนตกก็ได้ เพราะเกลือจะยับยั้งไม่ให้วัชพืชเจริญเติบโต 

ลดควันที่เกิดจากการย่างบาร์บีคิว

          ถ้าการปาร์ตี้บาร์บีคิวสร้างควันมากมาย มาทำลายบรรยากาศให้เสียลงแล้วละก็ ใส่เกลือลงไปในกองไฟที่ใช้ย่างบาร์บีคิว จะช่วยให้ควันที่ออกมาลดน้อยลงไป

ใช้เพื่อการทำความสะอาด

ทำความสะอาดอ่างล้างจาน

          เทเกลือผสมกับน้ำร้อนแล้วทำความสะอาดอ่างล้างจาน จะทำให้อ่างมีความสะอาด ไม่มีคราบของความสกปรก และกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์

ทำความสะอาดแหวน

          หากแหวนที่คุณสวมไม่เงาเหมือนแต่ก่อน ให้ใช้เกลือผสมกับน้ำมันพืชเช็ดแหวน เท่านี้แหวนของคุณก็จะกลับมาเงางามเช่นเดิม

 คราบในตู้เย็นก็จัดการได้

          ผสมเกลือกับน้ำโซดาเข้าด้วยกัน ก็จะทำให้เช็ดล้าง ขจัดคราบที่อยู่ในตู้เย็นที่ไม่ได้ทำความสะอาดมานานออกได้ ซึ่งเป็นการป้องกันอาหารในตู้เย็นของคุณให้ห่างไกลจากเชื้อโรคได้เป็นอย่างดี

ทำความสะอาดทองเหลืองหรือทองแดง รวมไปถึงคราบสนิมก็ได้เช่นกัน

          ขนาดคราบของสิ่งสกปรกตามกระทะ หม้อ และภาชนะอื่น ๆ ยังสามารถทำความสะอาด เครื่องครัวที่เป็นทองเหลือง ทองแดง หรือเป็นสนิมก็สามารถใช้เกลือทำความสะอาดได้เช่นกัน

จัดการหม้อกาแฟให้สะอาดเอี่ยมก็เป็นเรื่องง่าย

          ใส่เกลือและน้ำแข็งก้อนลงไปในหม้อกาแฟ จะช่วยให้ขัดคราบที่ติดอยู่ออกได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

ใช้ซักรีดเสื้อผ้า

ขจัดคราบน้ำที่หกเลอะเสื้อ

          โรยเกลือบริเวณคราบที่เลอะทิ้งไว้ก่อนที่จะนำไปซัก โดยเกลือจะทำหน้าที่ซึมซับคราบสกปรกเหล่านั้นออกไป จะทำให้ซักคราบส่วนนั้นออกได้ง่ายยิ่งขึ้น

ช่วยเพิ่มให้สีเสื้อของผ้าสว่างมากยิ่งขึ้น

          เกลือจะช่วยขจัดคราบสิ่งสกปรกที่ฝังอยู่ในเนื้อผ้า และจะทำให้สีเสื้อของผ้าสว่างมากยิ่งขึ้น

จัดการกับคราบเหงื่อไคลที่ติดอยู่ได้อย่างชะงัด

          ใส่เกลือ 4 ช้อนโต๊ะกับน้ำร้อนอีก 1 ส่วน และใช้ฟองน้ำเช็ดทำความสะอาด คราบเหงื่อไคลที่ติดอยู่ก็จะหลุดออกไปได้ง่ายมากขึ้น

ผ้าที่มีคราบเลือด

          จัดการกับคราบเลือดด้วยการแช่ในน้ำเย็นที่ผสมเกลือไว้แล้ว จากนั้นนำไปซักด้วยน้ำสบู่อุ่น ๆ และล้างด้วยน้ำเดือดอีกหลังจากซัก แต่วิธีนี้ควรใช้เฉพาะกับเนื้อผ้าที่เป็นคอตตอน ลินิน หรือเนื้อผ้าที่มีเส้นใยธรรมชาติเท่านั้น ถึงจะทนความร้อนที่สูงได้

กำจัดเชื้อราก็ไม่ใช่ปัญหา

          วิธีแก้ปัญหานี้ทำได้ไม่ยาก ด้วยการผสมน้ำมะนาวกับเกลือเข้าด้วยกันจากนั้นเทลงไปบริเวณที่เป็นเชื้อรา จากนั้นนำไปตากแดด ซักทำความสะอาด และแห้งตามปกติ

ช่วยทำความสะอาดรอยเตารีด

          หากคุณเผลอลืมวางเตารีดค้างบนเสื้อไว้นานเกินไป จนทำให้เสื้อเกิดรอยเตารีด ก็ไม่ต้องตกใจไป วิธีแก้ง่าย ๆ ก็คือโรยเกลือลงบนแผ่นกระดาษและใช้เตารีด รีดทับรอยนั้นอีกที

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

เกมสนุกแถบได้ตัง : PGSLOTGAME

สรรพคุณ "พริก" ที่คุณทราบแล้วต้องจี๊ดดดด

สรรพคุณ “พริก” ที่คุณทราบแล้วต้องจี๊ดดดด

สรรพคุณ “พริก” ที่คุณทราบแล้วต้องจี๊ดดดด พริกเป็นสมุนไพรไทยที่มีรสชาติจัดจ้าน ช่วยเพิ่มรสชาติอาหารให้ดีขึ้น พริกขี้หนูนั้นมีประโยชน์มากมายหลายข้อ เช่น ช่วยลดน้ำหนัก ป้องกันโรคมะเร็ง เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรง วันนี้เรามาทำความรู้จักกับพริกขี้หนูกันให้มากขึ้นได้เลยดังนี้

ทำความรู้จักกับพริก!!

พริกมีรสชาติเผ็ดร้อน โดยมีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกา แต่ในปัจจุบันได้รับความนิยมปลูกกันหลายประเทศทั่วโลก เป็นพืชที่มีมาแต่โบราณ มีสรรพคุณทางยาหลายอย่าง จัดว่าเป็นเครื่องเทศชนิดหนึ่งที่ค่อยข้างได้รับความนิยมและยังมีการปลูกกันอย่างแพร่หลายในประเทศไทย ที่สำคัญสามารถนำไปใช้ประกอบอาหารได้แทบทุกเมนู

พริก ประวัติและความเป็นมา

          มีการบันทึกว่าพริกถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อประมาณ 7,000 ปีก่อนที่อเมริกากลางและอเมริกาใต้ โดยคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส จากนั้นก็มีการนำพริกมาปลูกและเผยแพร่ไปทั่วยุโรป และลามไปทั่วโลก ทำให้พริกมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปมากมาย เช่น พริก ภาษาอังกฤษคือ Chili หรือ Chili peppers ซึ่งก็มาจากคำว่าพริกในภาษาสเปน บาคาร่า หรือ chile โดยพริกจัดอยู่ในวงศ์ Solanaceae สกุล Capsicum ซึ่งพริกมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Capsicum spp.

          ส่วนประเทศไทยของเราก็รู้จักและคุ้นเคยกับการปลูกพริกมานานแล้ว และสายพันธุ์ของพริกในประเทศไทยก็มีอยู่ไม่น้อย รวมทั้งหมดประมาณ 831 สายพันธุ์ สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ตามชนิดของพริก ได้แก่ พริกชี้ฟ้า พริกขี้หนูเม็ดใหญ่ และพริกขี้หนูเม็ดเล็ก บาคาร่า สูตรบาคาร่า

พริก ลักษณะทางพฤกษศาสตร์เป็นอย่างไรบ้าง ?

         โดยทั่วไปแล้วพริกเป็นได้ทั้งพืชล้มลุก ไม้พุ่ม และไม้ยืนต้นขนาดเล็กซึ่งจะกระจายอยู่ทั่วโลก และด้วยความที่พริกมีหลายสายพันธุ์ ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของพริกจึงจะอธิบายในส่วนของพริกที่คุ้นเคยกันเป็นส่วนใหญ่ แทงบอลออนไลน์ ซึ่งลักษณะของต้นพริกก็มีดังนี้

          ราก : ระบบรากของพริกมีทั้งรากแก้วและรากฝอย โดยรากแก้วจะหากินลึกมาก ส่วนรากฝอยจะหากินอย่างหนาแน่นรอบ ๆ ต้น ถ้าต้นพริกยังไม่โตเต็มที่รากฝอยจะหากินลึกประมาณ 60 เซนติเมตร แต่หากต้นพริกโตเต็มที่แล้ว รากฝอยจะแผ่ออกไปหากินด้านข้างในรัศมีกว้างกว่า 1 เมตร และลึกกว่า 1.20 เมตร

          ลำต้นและกิ่ง : ลำต้นพริกตั้งตรง สูงประมาณ 1-2.5 ฟุต โดยจะมีกิ่งเจริญจากต้นเพียงกิ่งเดียว แล้วค่อยแตกออกเป็น 2 กิ่ง 4 กิ่ง 8 กิ่ง 16 กิ่งไปเรื่อย ๆ ซึ่งในระยะแรกทั้งลำต้นและกิ่งจะเป็นไม้เนื้ออ่อน แต่พอมีอายุมากขึ้น ลำต้นจะแข็งแรงมากขึ้น แต่กิ่งยังเป็นไม้เนื้ออ่อนที่เปราะหักง่ายเหมือนเดิม joker

          ใบ : เป็นใบเลี้ยงคู่ มีลักษณะแบนราบเป็นมัน มีขนเล็กน้อย โดยจะมีรูปร่างตั้งแต่รูปไข่ไปจนถึงทรงเรียวยาว โดยพริกแต่ละชนิดก็จะมีขนาดแตกต่างกันออกไป เช่น ใบพริกหวานมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ใบพริกขี้หนูทั่วไปมีขนาดเล็กในช่วงเป็นต้นกล้า แต่พอโตเต็มที่ก็จะมีขนาดค่อนข้างใหญ่

          ดอก : เป็นดอกสมบูรณ์เพศ คือมีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ภายในดอกเดียวกัน โดยปกติมักพบเป็นดอกเดี่ยว แต่อาจจะพบหลายดอกเกิดตรงจุดเดียวกันได้ โดยส่วนประกอบของดอก ประกอบไปด้วยกลีบรองดอก 5 พู กลีบดอกสีขาว 5 กลีบ แต่บางพันธุ์อาจมีสีม่วง และอาจมีกลีบตั้งแต่ 4-7 กลีบ มีเกสรตัวผู้ 5 อัน ซึ่งแตกจากตรงโคนของชั้นกลีบดอก ซึ่งอับเกสรตัวผู้เป็นสีน้ำเงิน แยกตัวเป็นกระเปาะเล็ก ๆ ยาว ๆ ส่วนเกสรตัวเมียชูสูงขึ้นไป

ที่มา : PG SLOT

พริก คุณค่าทางโภชนาการที่ควรรู้

หนังสือคู่มือเกษตรกร ระบุว่า พริกขี้หนูและพริกชี้ฟ้า 100 กรัม มีคุณค่าทางโภชนาการ ดังนี้

พลังงาน 103 กิโลแคลอรี
ไขมัน 2.4 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 19.9 กรัม
ใยอาหาร 6.5 กรัม
โปรตีน 4.7 กรัม
แคลเซียม 45 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 85 มิลลิกรัม
เหล็ก 2.5 มิลลิกรัม
วิตามินเอ 11,050 I.U.
วิตามินบี 1 (ไธอะมีน) 0.24 มิลลิกรัม
วิตามินบี 2 (ไรโบเฟลวิน) 0.29 มิลลิกรัม
วิตามินบี 3 (ไนอะซีน) 2.10 มิลลิกรัม
วิตามินซี 70 มิลลิกรัม

7 ประโยชน์ดี ๆ ของการกินเผ็ด !

1. ช่วยลดน้ำหนัก

นอกจากนี้ยังพบว่า วิตามินซีที่สูงมากในพริกสามารถขยายเส้นเลือดในลำไส้และกระเพาะอาหาร ช่วยให้ร่างกายดูดซึมอาหารได้ดีและทำให้ระบบขับถ่ายของเราดีขึ้นอีกด้วยนะคะ

2. ทำให้อารมณ์ดี 

สารแคปไซซินในพริกสามารถกระตุ้นให้สมองหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด อีกทั้งยังลดการสร้างฮอร์โมนที่ทำให้เครียด ช่วยให้เราอารมณ์ดี สดชื่น ทำให้ความดันโลหิตลดลง รู้สึกผ่อนคลาย และมีความสุขมากขึ้นได้

3. ช่วยให้เจริญอาหาร

นอกจากสารเอ็นดอร์ฟินจะช่วยทำให้เราอารมณ์ดีขึ้นแล้ว ยังทำให้เรารู้สึกว่าอาหารอร่อยขึ้นได้อีกต่างหาก อีกทั้งพริกจะไปทำให้ต่อมน้ำลายทำงานมากขึ้น จนไปกระตุ้นปลายประสาทให้สมองส่วนกลางรับรู้การอยากอาหาร ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจเลย ถ้าคนส่วนมากจะชอบทานอาหารรสเผ็ด หรือรู้สึกว่าอาหารที่มีรสเผ็ด ยิ่งเผ็ดก็ยิ่งกินอร่อย

4. เสริมสร้างภูมิต้านทาน   

     พริกมีวิตามินเอและวิตามินซีสูงมาก ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าวิตามินเอและวิตามินซีเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันและช่วยป้องกันโรคไข้หวัดได้ แถมในพริกยังมีเบต้าแคโรทีนและสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราให้แข็งแรงขึ้นได้อีกด้วย

5. ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น

        การทานพริกเป็นประจำช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น เพราะสารแคปไซซินสามารถยับยั้งการหดตัวของหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดขยายตัว ส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่าง ๆ ได้ดี อีกทั้งในพริกยังมีเบต้าแคโรทีนและวิตามินซี ที่ช่วยเพิ่มการยืดตัวของผนังหลอดเลือดให้รับกับแรงดันต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม และช่วยเสริมสร้างผนังหลอดเลือดให้แข็งแรงขึ้น ลดอาการหลอดเลือดอุดตันและหลอดเลือดตีบได้

6. ควบคุมคอเลสเตอรอล  

          นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยพบว่า สารแคปไซซินมีสรรพคุณช่วยยับยั้งไม่ให้ร่างกายสร้างคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี ในขณะที่ช่วยส่งเสริมให้ร่างกายสร้างคอเลสเตอรอลชนิดดีเพิ่มขึ้นได้ ทำให้เรามีปริมาณไตรกลีเซอไรด์ต่ำลงอีกด้วย

7. ป้องกันโรคโลหิตจาง

          โรคโลหิตจางมีสาเหตุหลักมาจากการขาดธาตุเหล็ก เนื่องจากธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง โดยช่วยผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงรวมทั้งฮีโมโกลบินให้มีปริมาณเพิ่มขึ้น ซึ่งในพริกก็มีธาตุเหล็กประกอบอยู่พอสมควร รวมถึงยังมีทองแดงที่ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีกรดโฟลิกที่ช่วยเสริมให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแข็งแรง ดังนั้น พริกจึงถือเป็นอีกหนึ่งอาหารที่ช่วยป้องกันโลหิตจางได้ค่ะ

พริก โทษไม่ดีที่ต้องระวัง

          ส่วนคนที่มีอาการสำลักง่าย เช่น เด็กและคนแก่ก็ควรหลีกเลี่ยงการทานพริกเช่นกัน เพราะหากสำลักพริกเข้าไปในหลอดลม กรดในพริกอาจจะไปกัดหลอดลม ทำให้หลอดลมหดเกร็ง ตีบ บวม หายใจไม่ออก เป็นอันตรายถึงชีวิตได้เลย

แก้เผ็ดจากพริก ต้องทำยังไง ??

          สังเกตไหมคะ ว่าการดื่มน้ำเปล่าไม่ได้ช่วยให้เราหายเผ็ดสักเท่าไร สาเหตุก็เป็นเพราะว่าสารแคปไซซินไม่ละลายในน้ำ แต่จะละลายในสารละลาย เช่น แอลกอฮอล์ อีเทอร์ และไขมัน แต่อย่างไรก็ตาม จะดื่มแอลกอฮอล์แก้เผ็ดก็คงไม่ค่อยดี เราจึงนำทางเลือกอื่นมาช่วยแก้เผ็ดจากพริก ดังนี้

 – ดื่มนม : การดื่มนมสามารถแก้เผ็ดได้ เพราะในนมมีโปรตีนน้ำนม (casein) และไขมัน ที่ช่วยละลายสารแคปไซซินได้ดี

 – ดื่มน้ำมะนาว : สารแคปไซซินในพริกเป็นด่าง แต่น้ำมะนาวเป็นกรด ฉะนั้นเมื่อเราดื่มน้ำมะนาวลงไป จึงช่วยบรรเทาความเผ็ดลงได้

– อมน้ำมันมะกอก : การอมหรือเคี้ยวอาหารที่มีไขมันเคลือบอยู่จะช่วยละลายแคปไซซินได้

– อมน้ำเกลือเจือจาง : ถ้าทำวิธีไหนแล้วไม่หายเผ็ดให้นำเกลือเพียงเล็กน้อยมาละลายน้ำ แล้วอมไว้สักพัก รับรองว่ารสเค็ม ๆ ของเกลือช่วยให้อาการเผ็ดหายไปได้แน่นอน

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

เกมสนุกแถบได้ตัง : PGSLOT

สรรพคุณ “ธัญพืชเต็มเมล็ด VS กับธัญพืชขัดสี”

สรรพคุณ “ธัญพืชเต็มเมล็ด VS กับธัญพืชขัดสี” แตกต่างอย่างไร ธัญพืช คือ พืชที่ผู้คนทั่วโลกนิยมนำมาทำเป็นอาหารมากที่สุดมากว่าพืชชนิดอื่นๆ จึงจัดว่าเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญ โดยการรับประทานเป็นอาหารหลัก หรือ นำไปแปรรูปเป็นอาหารคาว อาหารหวาน แต่ถ้าจะให้ประโยชน์อย่างสูงสุดคือต้องไม่นำไปแปรรูป หรือ ขัดสี บี้ และบด

สรรพคุณ "ธัญพืชเต็มเมล็ด VS กับธัญพืชขัดสี"

1. ลูกเดือย

สำหรับท่านที่ชื่นชอบการดื่มน้ำเต้าหู้นั้น อาจเคยเห็นลูกเดือยผ่านๆ ตามาบ้าง เพราะลูกเดือยเป็นหนึ่งในเครื่อง ที่ร้านนำมาใส่ในน้ำเต้าหู้ ไม่ได้มีแค่นั้น ลูกเดือยยังมีการนำไปแปรรูปหลายอย่าง เช่น ลูกเดือยอบกรอบ น้ำลูกเดือย แทงบอลออนไลน์ และที่สำคัญลูกเดือยนั้นมีเส้นใยอาหารสูงและที่สำคัญคือ ยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรคเบาหวาน และเหน็บชา เป็นต้น

ที่มา : PG SLOT

2. เม็ดบัว

เชื่อว่าหลายๆ ท่านอาจจะไม่ค่อยเห็น “เม็ดบัว” ในเมนูทั่วไป แต่ถ้าอยากจะหามาลองทานแบบสดและแบบแห้ง ก้มีให้ท่านเลือก ซึ่งเม็ดบัวนั้นสามารถนำไปครีเอทกับการทำของหวานได้ เพราะแค่ต้มให้นิ่มก็นำไปใส่ในของหวานได้แล้ว แถมเม็ดบัวนั้นยังช่วยเรื่องอาการร้อนในและรักษา ท้องเสีย ท้องร่วง ได้อีกด้วย

สรรพคุณ "ธัญพืชเต็มเมล็ด VS กับธัญพืชขัดสี"

3. เม็ดมะม่วงหิมพานต์

ในเม็ดมะม่วงหิมพานต์นั้นมีสารอาหารหลากหลายชนิดมากๆ ที่เราอาจคาดไม่ถึง แต่เราก็ควรกินในปริมาณที่เหมาะสม และ ท่านควรจะระมัดระวังในเรื่องการบริโภค สารปรุงแต่งที่เพิ่มลงไปในผลิตภัณฑ์เม็ดมะม่วงหิมพานต์ด้วย บาคาร่าเช่น น้ำตาล เนย หรือ เกลือ และนอกจากนั้น การสัมผัสกับเม็ดมะม่วงหิมพานต์นั้น เป็นสิ่งที่อันตรายมากๆ สำหรับเม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่ไม่ผ่านความร้อน หรือการปรุงสุกมาก่อน ยังอาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อผิวหนังได้เพราะเป็นผงๆ 

สรรพคุณ "ธัญพืชเต็มเมล็ด VS กับธัญพืชขัดสี"

4. เมล็ดทานตะวัน

ทานตะวันนอกจากจะให้ดอกสวยงามสะดุดตาแล้ว ยังให้ผลผลิตเป็นเมล็ดรูปหยดน้ำที่ใช้เป็นอาหารและสกัดเอาน้ำมันด้วย น้ำมันจากเมล็ดทานตะวันจัดเป็นน้ำมันพืชคุณภาพดี มีคุณค่าทางโภชนาการสูงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อร่างกาย อัดแน่นไปด้วยโปรตีน ธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ วิตามินบี 2 วิตามินดี และวิตามินอี

เมื่อสกัดเอาน้ำมันออกไปแล้ว ผลพลอยได้ที่เหลืออยู่คือ กากเมล็ดทานตะวัน ซึ่งนำไปเป็นส่วนผสมของอาหารสัตว์ที่มีคุณค่าทางอาหารสูงอีกชนิดหนึ่ง เพราะมีโปรตีนอยู่ถึงร้อยละ 34-37 มีวิตามินบีรวม ธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูง อีกทั้งยังไม่มีสารพิษที่เป็นอันตรายต่อสัตว์

5.เมล็ดฟักทอง

เมล็ดฟักทองนั้น เป็นของกินเล่นที่หาทาน หาซื้อได้ง่ายมากๆ เป็นของว่างที่เคี้ยวเพลิน และท่านยังสามารถพกไปที่ต่างๆ ได้สะดวก ไม่ว่าเป็นบนรถ ในห้องพัก หรือแม้แต่ที่ทำงาน มีทั้งแบบซองพกพาหรือแบบถุง รสชาติเมล็กฟักทองนั้นหวาน อร่อย และมีประโยชน์ โดยเฉพาะ สาวๆ ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก นั้นควรรีบไปหามาทานด่วน!! เพราะเมล็ดฟักทองนั้นมีใยอาหารสูง ทำให้อิ่มเร็วขึ้นและยังลดระดับ คอเลสเตอรอล อีกด้วย joker

6.ถั่วลิสง

สรรพคุณ "ธัญพืชเต็มเมล็ด VS กับธัญพืชขัดสี"

ถั่วลิสงนั้นเป็นพืชตระกูลถั่ว ซึ่งสรรพคุณนั้นจะคล้ายๆ กับเมล็ดฟักทอง ที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก แต่ที่มากกว่าคือ ยังสามารถช่วยในเรื่องระบบเผาผล่ญไขมันอีกด้วย แต่แนะนำว่าต้องเป็นแบบต้ม หรือ คั่ว เท่านั้น และยังหมดเพียงเท่านี้ ถั่วลิสงยังมีสามารถรักษาโรคตับอักเสบ โรคเบาหวาน เพราะถั่วลิสงสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและอินซูลินได้ด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม การที่จะเลือกรับประทานธัญพืชเต็มเมล็ด หรือ ธัญพืชแบบไม่ขัดสี ก็จะมาสรรพคุณไม่เหมือนกัน โดยบางชนิด อาจรักษาโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงได้

ธัญพืชเต็มเมล็ด VS กับธัญพืขขัดสี

การที่เราเลือกรับประทานธัญพืชแบบเต็มเมล็ดนั้น เราจะได้รับสารอาหารจากพืชอย่างถ้วน!! และเมล็ดพืชที่ไม่ขัดสีประกอบด้วย 3 ส่วน ซึ่งแต่ละส่วนมีสรรพคุณที่ไม่เหมือนกัน ดังนี้

เยื่อหุ้มเมล็ด หรือ ที่เรียกว่าเปลือก เป็นส่วนที่ห่อหุ้มเมล็ดธัญพืช ส่วนนี้จะอุดมไปด้วยพฤกษเคมี เส้นใยอาหาร วิตามิน สารต้านอนุมูลอิสระ และแร่ธาตุ ต่างๆ เช่น สังกะสี ทองแดง ธาตุเหล็ก เป็นต้น

เนื้อข้าว หรือเอนโดสเปิร์ม จะเป็นส่วนของเนื้อเมล็ดที่อยู่ตรงกลาง และประกอบด้วย โปรตีนคาร์โบไฮเดรต วิตามินบีและแร่ธาตุอีกเล็กน้อย บาคาร่า สูตรบาคาร่า

จมูกข้าว คือ ส่วนด้านล่างของเมล็ดธัญพืชที่อยู่ติดกับก้านดอก ส่วนนี้จะอุดมไปด้วย ไขมัน แหล่งของ วิตามินC วิตามินB และสารต้านอนุมูลอิสระ

วิธีเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากธัญพืช

วิธีการเลือกผลิตภัณฑ์ ที่ทำมาจากธัญพืชเต็มเมล็ดนั้น อาจมีบางครั้งที่ทำให้ท่านรู้สึกสับสน โดยเฉพาะการเลือกซื้อขนมปัง เนื่องจากขนมปังที่มีสีน้ำตาล อาจจะไม่ได้มีส่วนผสมของธัญพืช แต่เป็นเพียงการปรุงแต่งสีผสมอาหาร ดังนั้น ถ้าหากท่านต้องการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ ที่ทำมาจากธัญพืชเต็มเมล็ดนั้น ควรดูที่ฉลากโภชนาการว่าระบุ ส่วนผสมอะไรบ้าง ธัญพืชเต็มเมล็ด หรือ โฮลเกรน 100 %

เคล็ด (ไม่) ลับในการรับประทานธัญพืช

เคล็ดลับต่อไปนี้อาจจะช่วยทำให้ท่านสามารถรับประทานธัญพืชได้อย่างอร่อย และไม่น่าเบื่ออีกด้วย สามารถรับประทานได้หลายรูปแบบแถมมีประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย!!

  • รับประทานข้าวกล้องหรือควินัวแทนข้าวขาว
  • รับประทานซีเรียลที่มีส่วนผสมของธัญพืชเต็มเมล็ด เช่น รำข้าว เมล็ดข้าวสาลีบด หรือข้าวโอ๊ต เป็นต้น
  • รับประทานป๊อปคอร์นแบบธรรมดาเป็นอาหารว่าง
  • โรยเมล็ดธัญพืชขนาดเล็กลงบนซีเรียลหรือโยเกิร์ต
  • เลือกใช้แป้งที่ทำจากธัญพืชเต็มเมล็ดในการทำขนม
  • เลือกใช้ขนมปังจากธัญพืชเต็มเมล็ดแทนขนมปังขาวในการทำแซนด์วิช
  • ปรุงอาหารประเภทซุป สลัด หรือเนื้อตุ๋นด้วยการใส่ข้าวบาร์เลย์เป็นส่วนประกอบ

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

เกมสนุกแถบได้ตัง : PGSLOT


สรรพคุณ "สาลี่" เป็นพืชที่จัดอยู่ในสกุล Pyrus

สรรพคุณ “สาลี่” เป็นพืชที่จัดอยู่ในสกุล Pyrus

สรรพคุณ “สาลี่” เป็นพืชที่จัดอยู่ในสกุล Pyrus ผลไม้อย่างสาลี่เป็นผลไม้ที่มีให้กินตลอดทั้งปี สาลี่เลยเป็นหนึ่งในผลไม้มงคลที่คนนิยมนำมาไหว้เจ้ากัน เพราะสาลี่มีความหมายถึงโชคลาภ อีกทั้งผิวเปลือกสีเหลืองทองยังเป็นสีที่ค่อนข้างมงคลอีกด้วย แต่นอกจากประโยชน์ของสาลี่ในเรื่องความมีโชคมีลาภแล้ว สาลี่ ประโยชน์ต่อสุขภาพก็มีไม่น้อย

สาลี่ เป็นพืชที่จัดอยู่ในสกุล Pyrus เช่นเดียวกับแพร์ โดยแพร์จะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ แพร์ยุูโรป เปลือกสีเขียวเนื้อนุ่มและแพร์เอเชียซึ่งก็คือสาลี่นี่เอง สาลี่มีเปลือกสีเหลือง เนื้อกรอบ ขณะที่แพร์จะมีเนื้อนิ่มกว่า บาคาร่า และทรงผลมีลักษณะโค้งเว้ามากกว่า ส่วนสาลี่จะทรงผลค่อนข้างกลมมีเนื้อกรอบ สีขาว มีกลิ่นหอม รสชาติหวานฉ่ำ สาลี่มีหลากหลายพันธุ์ เช่น สาลี่เป็ด สาลี่น้ำผึ้ง สาลี่หิมะ สาลี่หอม

สาลี่เป็นแหล่งที่ดีของเส้นใยอาหารที่จำเป็นต่อระบบขับถ่ายแก้อาการท้องผูก ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ จึงควรกินสาลี่ทั้งเปลือกเพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุด น้ำตาลธรรมชาติในสาลี่จะช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงาน โดยเนื้อสาลี่ 100 กรัม ให้พลังงาน 61 แคลอรี่ แต่ประกอบด้วยน้ำปริมาณค่อนข้างมากถึง 82.3 เปอร์เซ็นต์ ผู้ป่วยโรคไตที่ต้องจำกัดปริมาณน้ำควรระวังการกินสาลี่ บาคาร่า สูตรบาคาร่า

สาลี่ คุณค่าทางโภชนาการดี ๆ ต่อสุขภาพ

          ข้อมูลจากกองอนามัย กระทรวงสาธารณสุขเผยข้อมูลทางโภชนาการของสาลี่ 4 พันธุ์อันได้แก่ สาลี่ก้านยาว สาลี่หอม สาลี่น้ำผึ้ง  และสาลี่หิมะ ไว้ดังนี้

ที่มา : PG SLOT

>> คุณค่าทางโภชนาการของสาลี่ก้านยาว ปริมาณ 100 กรัม <<

          – พลังงาน 64 กิโลแคลอรี

          – น้ำ 110 กรัม

          – โปรตีน 0.4 กรัม

          – ไขมัน 0.1 กรัม

          – คาร์โบไฮเดรต 16.4 กรัม

          – ใยอาหาร 2.1 กรัม

          – เถ้า 0.2 กรัม

          – โซเดียม 2 มิลลิกรัม

          – โพแทสเซียม 174 มิลลิกรัม

          – แมกนีเซียม 8 มิลลิกรัม

          – แคลเซียม 1 มิลลิกรัม

          – ฟอสฟอรัส 14 มิลลิกรัม

          – เหล็ก 0.17 มิลลิกรัม

          – สังกะสี 0.04 มิลลิกรัม

          – ไอโอดีน 1.1 ไมโครกรัม

          – วิตามินซี 4 มิลลิกรัม

          – น้ำตาล 10 กรัม

>> คุณค่าทางโภชนาการของสาลี่น้ำผึ้ง ปริมาณ 100 กรัม <<

          – พลังงาน 48 กิโลแคลอรี

          – น้ำ 88 กรัม

          – โปรตีน 0.3 กรัม

          – ไขมัน 0.1 กรัม

          – คาร์โบไฮเดรต 11.6 กรัม

          – ใยอาหาร 1.5 กรัม

          – เถ้า 0.3 กรัม

          – โซเดียม 2 มิลลิกรัม

          – โพแทสเซียม 189 มิลลิกรัม

          – แมกนีเซียม 22 มิลลิกรัม

          – แคลเซียม 1 มิลลิกรัม

          – ฟอสฟอรัส 12 มิลลิกรัม

          – เหล็ก 0.04 มิลลิกรัม

          – สังกะสี 0.06 มิลลิกรัม

          – ไอโอดีน 0.8 ไมโครกรัม

          – วิตามินซี 3 มิลลิกรัม

          – น้ำตาล 7 กรัม

>> คุณค่าทางโภชนาการของสาลี่หอม ปริมาณ 100 กรัม <<

          – พลังงาน 57 กิโลแคลอรี

          – น้ำ 85 กรัม

          – โปรตีน 0.3 กรัม

          – ไขมัน 0.1 กรัม

          – คาร์โบไฮเดรต 13.9 กรัม

          – ใยอาหาร 1.7 กรัม

          – เถ้า 0.3 กรัม

          – โซเดียม 2 มิลลิกรัม

          – โพแทสเซียม 176 มิลลิกรัม

          – แมกนีเซียม 6 มิลลิกรัม

          – แคลเซียม 1 มิลลิกรัม

          – ฟอสฟอรัส 8 มิลลิกรัม

          – เหล็ก 0.03 มิลลิกรัม

          – สังกะสี 0.01 มิลลิกรัม

          – ไอโอดีน 1.0 ไมโครกรัม

          – วิตามินซี 3 มิลลิกรัม

          – น้ำตาล 8 กรัม

สรรพคุณ "สาลี่" เป็นพืชที่จัดอยู่ในสกุล Pyrus

>> คุณค่าทางโภชนาการของสาลี่หิมะ ปริมาณ 100 กรัม <<

          – พลังงาน 56 กิโลแคลอรี

          – น้ำ 86 กรัม

          – โปรตีน 0.4 กรัม

          – ไขมัน 0.1 กรัม

          – คาร์โบไฮเดรต 13.4 กรัม

          – ใยอาหาร 1.2 กรัม

          – เถ้า 0.2 กรัม

          – โซเดียม 1 มิลลิกรัม

          – โพแทสเซียม 142 มิลลิกรัม

          – แมกนีเซียม 7 มิลลิกรัม

          – แคลเซียม 1 มิลลิกรัม

          – ฟอสฟอรัส 14 มิลลิกรัม

          – เหล็ก 0.12 มิลลิกรัม

          – สังกะสี 0.05 มิลลิกรัม

          – ไอโอดีน 0.6 ไมโครกรัม

          – วิตามินซี 4 มิลลิกรัม

          – น้ำตาล 9 กรัม

          จะเห็นได้ว่าสาลี่เป็นผลไม้ฉ่ำน้ำจริง ๆ และเป็นผลไม้ที่ค่อนข้างให้พลังงานต่ำ ไขมันก็ต่ำ ทว่าปริมาณแร่ธาตุต่าง ๆ รวมไปถึงน้ำตาลของสาลี่แต่ละพันธุ์นั้นต่างกันเล็กน้อยถึงปานกลาง ซึ่งจุดนี้สาลี่พันธุ์น้ำตาลต่ำที่สุดก็คือ สาลี่น้ำผึ้ง ซึ่งมีปริมาณน้ำตาลอยู่ที่ 7 กรัมต่อสาลี่ 100 กรัม นั่นเอง

สาลี่ ประโยชน์ไม่น้อย กินก็อร่อยอีกต่างหาก

          สรรพคุณของสาลี่ที่นอกจากจะเป็นผลไม้มงคลแล้ว สาลี่ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพตามนี้เลยค่ะ

1. แก้กระหาย คลายร้อน

          สาลี่เป็นผลไม้ที่มีปริมาณน้ำมากเกือบทุกชนิด และยังมีรสหวานจากน้ำตาลธรรมชาติพอประมาณ ดังนั้นใครได้กินสาลี่ก็จะได้รับความสดชื่นจากสาลี่ในทันทีทันใด ยิ่งถ้านำสาลี่ไปแช่เย็นหน่อยนะ อย่างฟินเลยล่ะ

2. ช่วยในกระบวนการย่อยอาหารและการขับถ่าย

          สรรพคุณของสาลี่ในด้านฉ่ำ แทงบอลออนไลน์ น้ำส่งผลดีต่อระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายของเราด้วยนะคะ ที่สำคัญสาลี่ยังเป็นผลไม้ที่มีไฟเบอร์ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญของระบบขับถ่ายอีกด้วย ดังนั้นเมื่อรับประทานสาลี่เข้าไป น้ำจากสาลี่ก็จะช่วยให้อาหารที่ย่อยเคลื่อนที่ไปตามลำไส้ได้คล่องตัวขึ้น ส่วนไฟเบอร์ก็จะช่วยให้เราขับถ่ายง่ายยิ่งขึ้น ใครที่มีปัญหาท้องผูก อุจจาระแข็งเพราะร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอ สาลี่จะช่วยแก้ปัญหาสุขภาพตรงจุดนี้ให้เราได้ค่ะjoker

3. กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

          วิตามินซีในสาลี่เป็นวิตามินสำคัญที่ช่วยในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ร่างกายเรามีภูมิต้านทานต่อโรคภัยได้ดีขึ้น นอกจากนี้สาลี่ยังเป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระชนิดฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดการอักเสบของเซลล์ สาเหตุหลัก ๆ ของการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ด้วยนะคะ

4. ช่วยให้ผิวเปล่งปลั่ง

          ไฟเบอร์ วิตามินซี และปริมาณน้ำในสาลี่ยังมีส่วนช่วยฟื้นฟูความอ่อนล้าของเซลล์ผิว ที่สำคัญในผลสาลี่ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันความเสื่อมของเซลล์ พวกริ้วรอย จุดด่างดำที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิวจึงอาจจะลดโอกาสเกิดลงได้ หากเรารับประทานผัก-ผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระอย่างสาลี่ และผัก-ผลไม้ชนิดอื่น ๆ สลับกันเป็นประจำทุกวัน เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระหลากหลายชนิดค่ะ

5. ช่วยลดความดันโลหิต

          สาลี่เป็นผลไม้ที่มีปริมาณโพแทสเซียมค่อนข้างสูง มีสรรพคุณช่วยปรับสมดุลระดับความดันโลหิตในร่างกายได้ แถมยังมีธาตุเหล็กช่วยในกระบวนการสร้างเม็ดเลือด ส่งผลให้เลือดลมหมุนเวียนได้ดียิ่งขึ้น

6. ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

          เมื่อระดับความดันในเลือดมีความสมดุล รวมทั้งร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันความเสื่อมของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย มีไฟเบอร์ที่ช่วยดักจับไขมันในกระแสเลือด สาลี่ก็จัดเป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณช่วยลดโอกาสเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอควบคู่กันไปด้วยนะคะ

7. เป็นผลไม้ที่กินก่อนออกกำลังกายก็ดี กินหลังออกกำลังกายก็เหมาะ

          สาลี่จัดเป็นผลไม้ที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ แต่ในสาลี่ก็มีน้ำตาลที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้เป็นพลังงานได้ทันที นอกจานี้สาลี่ก็มีคาร์โบไฮเดรตในตัวเองพอสมควร ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจถ้าเราจะแนะนำให้คนที่ออกกำลังกายเลือกกินสาลี่เป็นของว่างก่อนออกกำลังกาย เพื่อเพิ่มสมรรถภาพในการออกกำลังกายได้ดีขึ้น ส่วนหลังออกกำลังกายที่นอกจากจะได้ความสดชื่นแล้ว คาร์บที่มีอยู่ในสาลี่ประมาณหนึ่งยังจะช่วยเติมไกลโคเจนให้กล้ามเนื้อไม่อ่อนล้ามากจนเกินไปด้วยนะคะ

8. ต้านมะเร็ง

          ผลไม้เนื้อสีขาวอย่างสาลี่มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง ต้านการอักเสบที่อาจเกิดขึ้นกับเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย ยิ่งถ้ากินสาลี่ทั้งเปลือก (ไม่ปอกเปลือก) เรายังจะได้รับเบต้าแคโรทีนจากเผลือกสีเหลือง ๆ ของสาลี่เพิ่มขึ้นด้วยนะคะ และสารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้แหละที่จะปกป้องร่างกายเราให้ห่างไกลจากโรคมะเร็งได้

สาลี่กินแล้วอ้วนไหม

          เป็นคำถามยอดฮิตเลยทีเดียวสำหรับคนที่กลัวว่ากินสาลี่แล้วจะอ้วน ซึ่งเราต้องขออธิบายตามนี้ค่ะว่า สาลี่ 1 ผล ให้พลังงานราว ๆ 53-120 กิโลแคลอรี (ขึ้นอยู่กับแต่ละสายพันธุ์) ดังนั้นหากอยากกินสาลี่แบบไม่อ้วน แนะนำให้กินสาลี่ครั้งละครึ่งลูกก็พอค่ะ และควรกินอาหารที่หลากหลาย เน้นผัก-ผลไม้น้ำตาลต่ำ รวมทั้งหมั่นออกกำลังกายอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ด้วยนะคะ

คนท้องกินสาลี่ได้ไหม

          คนท้องกินสาลี่ได้ค่ะ เพราะสาลี่เป็นผลไม้ค่าดัชนีน้ำตาลต้ำ มีน้ำมาก ให้ความสดชื่นกับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ได้โดยไม่ได้เสี่ยงต่อภาวะได้รับปริมาณน้ำตาลมากจนเกินไป (เสี่ยงเบาหวานขณะตั้งครรภ์) ทว่าทางที่ดีก็ควรกินสาลี่มื้อละครึ่งผล และไม่ควรกินสาลี่เกินวันละ 1 ผลนะคะ ส่วนคุณแม่ที่เพิ่งคลอดบุตรใหม่ ๆ มีข้อมูลทางแพทย์แผนจีนเตือนมาว่าไม่ควรทานสาลี่นะคะ เพราะสาลี่มีฤทธิ์เย็น จะทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี ดังนั้นคุณแม่หลังคลอดควรทานอาหารร้อน ๆ เพื่อบำรุงโลหิตไปก่อนค่ะ

 อย่างไรก็ดี สาลี่จัดเป็นผลไม้ที่มีโพแทสเซียมค่อนข้างสูง ซึ่งไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคไต ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคไตหรือมีความผิดปกติทางไตก็ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานสาลี่จะดีกว่า

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

เกมสนุกแถบได้ตัง : PGSLOT


tasty summer fruits on a wooden table

สรรพคุณมากมาย 9 ผลไม้ตระกูล “เบอร์รี่”

สรรพคุณมากมาย 9 ผลไม้ตระกูล “เบอร์รี่” เบอร์รี่ที่เรารู้จักมีมากมายหลายสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นสตรอว์เบอร์รี่, บลูเบอร์รี่, มัลเบอร์รี่ และเชอร์รี่ลูกสีแดงสดหน้าตาน่ากิน รสชาติเปรี้ยวนิด ๆ หวานหน่อย ๆ แต่จะมีใครทราบบ้างว่าเบอร์รี่มีประโยชน์มากกว่าหน้าตา และรสชาติมากขนาดไหน 

เพิ่มระบบภูมิต้านทาน

เบอร์รี่เป็นผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามินมากมาย เช่น A, B, C, E, K และโพแทสเซียม ฯลฯ ที่ร่างกายต้องการเพื่อช่วยให้เซลล์ในร่างกายสามารถซ่อมแซมตัวเองจากโรคต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ทั้งการรักษาบาดแผล การป้องกันโรคมะเร็ง ลดการเป็นโรคลักปิดลักเปิด ตลอดจนโรคเกาต์หรืออาการปวดตามข้อ

          อีกทั้งเบอร์รี่ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง โดยพบมากที่สุดในบลูเบอร์รี่ ซึ่งมีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ให้ดียิ่งขึ้น ลดการอักเสบของหลอดเลือดอันเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ โรคทางประสาทและสมอง ufabet ตลอดจนสารสีแดงในเบอร์รี่ช่วยต้านความเสื่อมของร่างกายและชะลอความชรา ฟื้นฟูการสร้างคอลลาเจนในผิว ช่วยให้ผิวแลดูอ่อนเยาว์ ริ้วรอยดูลบเลือนลง ให้ผิวแลดูอ่อนกว่าวัย

เสริมความจำให้แม่นยำ

นอกจากสารต้านอนุมูลอิสระในเบอร์รี่จะช่วยในเรื่องของผิวพรรณแล้ว ยังช่วยในเรื่องของระบบประสาทด้วย โดยจะช่วยให้เซลล์สมองสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ดีขึ้น ทำให้ความสามารถในการจำของเราดีขึ้น ดังนั้นใครที่ขี้หลงขี้ลืมลองกินเบอร์รี่เป็นประจำดูสิ

ต้านโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ

โดยเฉพาะในแครนเบอร์รี่ที่สามารถป้องกันโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบได้มากกว่าเบอร์รี่ตัวอื่น ๆ เพราะมันสามารถป้องกันเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า อีโคไลน์ ต้นต่อของโรค รวมทั้งมีสารแทนนินที่มีส่วนช่วยหยุดการสะสมตัวและการเกาะตัวของแบคทีเรียในบริเวณผนังทางเดินปัสสาวะอันเป็นบ่อเกิดของโรคได้

ประโยชน์ของเบอร์รี่ 9 ชนิด

1. บลูเบอร์รี่ (Blueberry)

บลูเบอร์รี่ (Blueberry) เป็นผลไม้เพื่อสุขภาพ สีม่วง ผลเล็ก กลม แป้น มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน รับประทานง่าย บลูเบอรรี่นั้นมากด้วยวิตามิน ช่วยลดการเสื่อมของร่างกาย ช่วยเรื่องความจำ และหากรับประทานเป็นประจำจะช่วยลดอัตราการเกิดโรคหัวใจได้เป็นอย่างดี ส่วนใหญ่มักจะพบเห็นบลูเบอร์รี่ในเมนูขนมเป็นส่วนมาก เช่น บลูเบอร์รี่ชีสเค้ก แยมบลูเบอร์รี่ รวมทั้งทานกับซีเรียลเป็นอาหารเช้าได้อย่างดี บาคาร่า สูตรบาคาร่า

ที่มา : PG SLOT

2. ราสเบอร์รี่ (Raspberry)

ราสเบอร์รี่ (Raspberry) เ สีแดงอมชมพูเข้ม อุดมด้วยกรดเอลลาจิก (Ellagic) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แถมยังช่วยป้องกันมะเร็งได้เป็นอย่างดี โดยมีหลายเมนูที่สามารถใช้ราสเบอร์รี่เป็นส่วนประกอบ เช่น ไอศกรีมราสเบอร์รี่ คัพเค้กราสเบอร์รี่ คุ้กกี้ราสเบอร์รี่ แยมราสเบอร์รี่ และใช้มิกซ์กับสลัดผักก็อร่อยให้รสชาติดี

3. แบล็คเคอร์แรนท์ (Blackcurrant)

แบล็คเคอร์แรนท์ ถูกขนานนามให้เป็นที่สุดของตระกูลเบอร์รี่ ผลเล็ก ๆ กลม ๆ ผิวเรียบเกลี้ยง เนื้อชุ่มฉ่ำน้ำ เปรี้ยวอมหวาน มีกลิ่นหอม และเมล็ดทรงรี ซึ่งแบล็คเคอร์แรนท์นี้มีสรรพคุณที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ป้องกันโรคมะเร็ง ป้องกันโรคหัวใจ ช่วยบำรุงเลือด และบำรุงประสาท ฯลฯ เครื่องดื่ม สามารถรับประทานได้ทันที ยิ่งแช่เย็นยิ่งอร่อย บางครั้งแช่ฟรีซแล้วรับประทานก็มี

4. แบล็กเบอร์รี่ (Blackberry)

แบล็กเบอร์รี่ มีผลสีดำมีเมล็ดเป็นกลุ่ม แบล็กเบอร์รี่มีรสชุ่มฉ่ำเปรี้ยวอมหวาน มีเส้นใยอาหาร วิตามินซี วิตามินเค วิตามินบี และเกลือแร่ นิยมคั้นน้ำปั่นปั่นสมูทตี้เพื่อสุขภาพ รั ใส่เครป ทำเป็นไอศกรีม หรือทำแยมทาขนมปังก็อร่อย รับประทานเป็นประจำช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ และโรคหัวใจ มีประโยชน์ต่อสุขภาพ

5. แครนเบอร์รี่ (Cranberry)

แครนเบอร์รี่ (Cranberry) เป็นผลไม้รสเปรี้ยวสีแดงสด เป็นไม้เลื้อยปลูกในอเมริกาและแคนาดา นิยมใช้เป็นยาสมุนไพร และรับประทานป้องกันโรคหัวใจ ไข้หวัด ช่วยป้องกันโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบและโรคไตได้เป็นอย่างดี อุดมด้วยวิตามินซี มีประโยชน์ ดีต่อสุขภาพ รับประทานสด ๆ และคั้นน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพได้เช่นกัน นิยมอบแห้งเพื่อรับประทานด้วยเช่นกัน

6. กูสเบอร์รี่ (Gooseberry)

สรรพคุณมากมาย 9 ผลไม้ตระกูล "เบอร์รี่"

กูสเบอร์รี่สีเหลืองทอง มีชื่อไทยว่า โทงเทงฝรั่ง เนื้อนุ่มฉ่ำน้ำผลไม้ ลักษณะกลมเกลี้ยง หวานอมเปรี้ยวเหมือนรับประทานมะเขือเทศพร้อมกับสับปะรด มีกลีบเลี้ยงห่อหุ้มไว้ ผลไม้จิ๋วแต่แจ๋วอุดมด้วยวิตามินซี มีประโยชน์มากๆ ป้องกันไข้หวัด ช่วยดูแลสายตา สามารถปรุงเป็นของหวาน แยม ซอส พาย พุดดิ้ง สลัดผลไม้ รับประทานกับน้ำผึ้งก็ดีเยี่ยม เลือกได้ตามความชอบเป็นหลัก

7. มัลเบอร์รี่ (Mulberry)

สรรพคุณมากมาย 9 ผลไม้ตระกูล "เบอร์รี่"


จัดเป็นผลไม้ของคนรักสุขภาพโดยแท้ ต้องยกให้มัลเบอร์รี่ (Mulberry) หรือคนไทย เรียกว่า ลูกหม่อน มีทั้งสีม่วงเข้มจะมีรสหวาน สีแดงอมม่วงรสชาติหวานเปรี้ยว นิยมคั้นน้ำ ทำเป็นแยม และรับประทานสด ๆ เช่นเดียวกับเบอร์รี่อื่น ๆ มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ช่วยให้ความจำดีขึ้น ดีต่อสุขภาพ แถมยังต้านมะเร็งอีกด้วย ใบของมัลเบอร์รี่สามารถปรับนำมาตากแห้งชงเป็นชาร้อนได้เช่นกัน ให้กลิ่นหอมอ่อน ๆ รสชาติดี

8. องุ่น (Grape)

สรรพคุณมากมาย 9 ผลไม้ตระกูล "เบอร์รี่"


องุ่น (Grape) จัดเป็นหนึ่งในประเภทผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ สำหรับสรรพคุณ และประโยชน์ขององุ่นนั้นมีหลากหลาย เช่น ช่วยต้านมะเร็ง ลดไขมันในเลือด ช่วยบำรุงหัวใจ บำรุงสมอง บำรุงกำลัง อีกทั้งยังช่วยให้ร่างกายแข็งแรงได้เนื่องจากน้ำตาลในองุ่นสามารถดูดซึมได้อย่างรวดเร็วทำให้รู้สึกสดชื่นและยังช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายได้อีกด้วย

9. สตรอเบอร์รี่ (Strawberry)

สรรพคุณมากมาย 9 ผลไม้ตระกูล "เบอร์รี่"

มาถึงคิวสตรอเบอร์รี่ (Strawberry) ผลไม้เพื่อสุขภาพที่เรารู้จักกันดี แม้จะเป็นพืชสังกัดสกุลไม้ดอกในวงศ์กุหลาบ ไม่ถูกจัดว่าเป็นกลุ่มเบอร์รี่ในทางพฤกษศาสตร์ (เป็นแค่ชื่อเท่านั้น) อย่างไรก็ดี เรามักจะคุ้นชินกับสตรอเบอร์รี่เป็นอย่างดี ถูกขนานนามว่าเป็นราชาของผลไม้สีแดง และเป็นผลไม้โปรดของใครหลายคน หารับประทานง่าย เป็นผลไม้เมืองหนาวมาพร้อมกับความอร่อยและคุณค่าทางโภชนาการ มีหลากหลายสายพันธุ์ มากด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ กากใยสูง ช่วยทำให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรง ลดความดันโลหิต สามารถทานสด ทำน้ำสตรอเบอร์รี่ปั่น หรือฝานบาง ๆ ใส่น้ำแร่เป็นน้ำอินฟิวส์ (Infused Water) และเมนูของหวานแสนอร่อยหลากหลาย
จากที่เล่ามาข้างต้น มีผลไม้เพื่อสุขภาพตระกูลเบอร์รี่ชนิดไหนบ้างที่คุณชื่นชอบ คงจะต้องบอกว่า รับประทานอร่อยและดีต่อสุขภาพจริงเชียว

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

เกมสนุกแถบได้ตัง : PGSLOTGAME

องุ่น (Grape) ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ประโยชน์ที่แตกต่าง

องุ่น (Grape) ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ประโยชน์ที่แตกต่าง

องุ่น (Grape) ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ประโยชน์ที่แตกต่าง

ประโยชน์ขององุ่นแดง

  • ในองุ่นแดงประกอบไปด้วยสารเรสเวอราทรอล สารซาโปนิน สารฟลาโวนอยด์ สารโพลีฟีนอล สารแอนโทไซยานิน ซึ่งสารเหล่านี้จะมีสรรพคุณที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
  • ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง ช่วยยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็ง ทำลายพิษของสารก่อมะเร็ง
  • ป้องกันโรคหัวใจ
  • ช่วยชะลอวัย ช่วยในการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว ทำให้ผิวขาวอมชมพู
  • ช่วยลดการดูดซึมของคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด
  • ช่วยต้านแบคทีเรียไวรัส แทงบอลออนไลน์ ป้องกันเนื้องอก
  • ช่วยเพิ่มระดับไขมันดี (HDL) ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ลดระดับไขมันเลว (LDL)
  • ควบคุมการทำงานของระบบประสาท ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เพิ่มการไหลเวียนเลือด ขยายหลอดเลือด
  • บำรุงสายตา
  • ช่วยในการเผาผลาญอาหารให้เป็นพลังงาน
  • มีแคลเซียมที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง
  • บำรุงโลหิต เพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างเม็ดเลือดแดง
  • ป้องกันโรคโรคเหน็บชา

ประโยชน์ขององุ่นเขียว

องุ่นเขียวมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์หลายชนิด ได้แก่ สารคาเตชิน สารเทอร์ซอทิลบีน สารแอนตี้ออกซิแดนท์ สารเหล่านี้จะมีสรรพคุณที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย บาคาร่า สูตรบาคาร่า

  • ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ
  • ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ โรคทางระบบประสาท
  • ช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อราหรือเชื้อไวรัสได้เป็นอย่างดี
  • ช่วยป้องกันมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมลูกหมาก
  • ป้องกันการเกิดโรคลูคีเมีย
  • ช่วยบำรุงผิวพรรณ ช่วยผลัดเซลล์ผิวทำให้ผิวพรรณดูเปล่งปลั่ง สดใส
  • ช่วยแก้หวัด ป้องกันการเกิดโรคหวัด
  • ช่วยลดความดันโลหิตสูง

ประโยชน์ขององุ่นสีดำ

  • ช่วยในการลดน้ำหนัก ลดไขมันในเส้นเลือด อุดมไปด้วยไฟเบอร์ที่จะทำให้รู้สึกอิ่มเร็วและมีแคลอรีต่ำ
  • ช่วยการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ
  • ช่วยเพิ่มการสร้างเกล็ดเลือดและเพิ่มการผลิตไนตริกออกไซด์เพื่อช่วยปกป้องเส้นเลือดแดง
  • ช่วยลดความเครียดได้
  • ประโยชน์สรรพคุณขององุ่นดำ
  • ช่วยขับล้างสารพิษในลำไส้ ทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ปกติ

องุ่นกับประโยชน์ด้านสุขภาพ

ที่มา : PG SLOT

การรักษาด้วยองุ่นที่เป็นไปได้ แต่ยังมีหลักฐานสนับสนุนมากพอ

องุ่น (Grape) ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ประโยชน์ที่แตกต่าง

นอกจากนี้ ยังงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งแบ่งอาสาสมัครกลุ่มอาการทางเมตาบอลิกออกเป็น 3 กลุ่ม และสุ่มให้รับประทานยาหลอก หรือสารสกัดจากเมล็ดองุ่นขนาด 150 มิลลิกรัม หรือสารสกัดจากเมล็ดองุ่นขนาด 300 มิลลกรัม เป็นเวลา 4 สัปดาห์ โดยวัดระดับไขมันและน้ำตาลในเลือดทั้งก่อนและหลังการทดลอง พบว่าความดันโลหิตของกลุ่มที่รับประทานสารสกัดจากเมล็ดองุ่นต่ำกว่ากลุ่มที่รับประทานยาหลอก แต่ระดับไขมันและน้ำตาลในเลือดไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ บาคาร่า สูตรบาคาร่า

ไขมันพอกตับ เนื่องจากวิธีการรักษาโรคไขมันพอกตับยังค่อนข้างจำกัด ในขณะที่คุณสมบัติต้านสารอนุมูลอิสระของผักและผลไม้มีมากขึ้น ทำให้มีการวิจัยเกี่ยวกับการใช้สารสกัดจากเมล็ดองุ่นเพื่อช่วยปรับปรุงระบบการทำงานของตับในผู้ป่วยไขมันพอกตับ โดยสุ่มให้กลุ่มตัวอย่างกลุ่มละ 15 คน รับประทานอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากเมล็ดองุ่นหรือวิตามินซีขนาด 1,000 มิลลิกรัมทุก 12 ชั่วโมง เป็นเวลา 3 เดือน โดยตรวจการทำงานของตับในกลุ่มตัวอย่างก่อนการทดลอง และตรวจซ้ำในเดือนที่ 1, 2 และ 3 พบว่าสารสกัดจากเมล็ดองุ่นอาจช่วยทำให้ผู้ป่วยไขมันพอกตับมีอาการดีขึ้นหากมีการติดตามผลเป็นระยะเวลานาน

การรักษาด้วยองุ่นที่อาจไม่ได้ผล

คลื่นไส้และอาเจียนจากเคมีบำบัด หลายคนเชื่อว่าผักหรือผลไม้ที่อุดมไปด้วยฟลาโวนอยด์อาจมีส่วนช่วยในการป้องกันอาการคลื่นไส้และอาเจียนจากเคมีบำบัด ซึ่งเป็นการลดต้นทุนและประหยัดค่าใช้จ่ายอีกทางหนึ่ง ทั้งนี้ได้มีการทดลองชิ้นหนึ่งให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่รักษาด้วยยาเคมีบำบัดแบบที่ทำให้เกิดอาการแพ้ได้ปานกลางและแบบที่ทำให้เกิดอาการแพ้ได้มากจำนวนทั้งสิ้น 77 คน บริโภคน้ำองุ่นสายพันธุ์คอนคอร์ดในปริมาณ 4 ออนซ์หรือยาหลอก ก่อนมื้ออาหารเป็นเวลา 1 สัปดาห์ หลังจากรักษาด้วยยาเคมีบำบัดในแต่ละรอบ โดยบันทึกความถี่และระยะเวลาที่เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน และขย้อนเป็นประจำทุกวัน พบว่าความถี่และระยะเวลาที่เกิดอาการข้างเคียงจากยาเคมีบำบัดอยู่ในระดับต่ำกว่ากลุ่มตัวอย่าง แต่ไม่พบว่ามีนัยสำคัญทางสถิติ  ดังนั้นประสิทธิภาพของฟลาโวนอยด์ในน้ำองุ่นคอนคอร์ดยังจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมในอนาคตด้วยกลุ่มตัวอย่างที่มีจำนวนมากขึ้นเพื่อสนับสนุนการทดลอง

ความปลอดภัยในการรับประทานองุ่น

การรับประทานองุ่นเป็นอาหารในปริมาณที่เหมาะสมค่อนข้างมีความปลอดภัย หรือรับประทานในรูปแบบยารักษาโรคก็อาจจะปลอดภัยเช่นกัน แต่หากรับประทานองุ่นรวมถึงลูกเกดในปริมาณที่มากเกินไป อาจเป็นสาเหตุของอาการท้องเสีย ในบางรายอาจมีอาการแพ้องุ่นหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากองุ่นได้ ซึ่งอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ระคายเคืองกระเพาะอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน อาหารไม่ย่อย ไอ ปากแห้ง เจ็บคอ ปวดศีรษะ เกิดการติดเชื้อ หรือมีปัญหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ เป็นต้น

>> ข้อควรระวังในการรับประทานองุ่น <<

  • ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือผู้ที่อยู่ในช่วงให้นมบุตร ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าการรับประทานองุ่นในรูปแบบอาหารเสริม ยารักษาโรค หรือในปริมาณที่มากกว่าปกติ จะมีความปลอดภัยมากน้อยเพียงใด ดังนั้นควรรับประทานองุ่นในปริมาณที่เหมาะสมหรืองดการรับประทานองุ่นในระหว่างตั้งครรภ์
  • ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับเลือด การรับประทานองุ่นอาจส่งผลให้เลือดแข็งตัวช้าลง เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดแผลฟกช้ำหรือเลือดออกได้ง่ายในผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับเลือดหรือภาวะเลือดออกผิดปกติ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการรายงานปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นในมนุษย์
  • ผู้ที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด ควรหยุดรับประทานองุ่นก่อนการผ่าตัดอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพราะอาจส่งผลให้เลือดแข็งตัวช้าลง หรือทำให้มีเลือดออกมากในระหว่างหรือหลังการผ่าตัด
  • ผู้ที่รับประทานยาบางชนิดเป็นประจำ เพราะอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาที่ไม่พึงประสงค์ หากรับประทานองุ่นร่วมกับการใช้ยาต่อไปนี้
    • ยาที่ถูกเปลี่ยนแปลงโดยเอนไซม์ที่ตับ (P450) เนื่องจากการบริโภคน้ำองุ่นอาจเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือการทำลายยาที่ตับ และส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของยาลดลง ดังนั้น ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทานองุ่นร่วมกับยาดังต่อไปนี้
      • โคลซาปีน 
      • ไซโคลเบนซาพรีน
      • ฟลูวอกซามีน 
      • ฮาโลเพอริดอล 
      • อิมิพรามีน 
      • โอแลนซาปีน 
      • เพนตาโซซีน
      • โพรพราโนลอล 
      • ทีโอฟิลลีน 
      • ซอลมิทริปแทน
    • ยาต้านการแข็งตัวของเลือดวาร์ฟาริน เนื่องจากการรับประทานองุ่น อาจส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด และหากรับประทานร่วมกับวาร์ฟารินอาจทำให้เสี่ยงต่อการเกิดแผลฟกช้ำหรือเลือดออกได้ง่าย อาจต้องปรับขนาดยาเพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว และควรตรวจเลือดเป็นประจำ

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

เกมสนุกแถบได้ตัง : PGSLOTGAME

ไอเดียสุขภาพ "กระเจี๊ยบแดง" ตามตำรายา

ไอเดียสุขภาพ “กระเจี๊ยบแดง” ตามตำรายา

 ไอเดียสุขภาพ “กระเจี๊ยบแดง” ตามตำรายา เป็นพืชล้มลุกปีเดียว ปลูกง่าย ทั่วทุกภูมิภาคในประเทศไทยมักปลูกกันตามบ้านเรือน มีลักษณะเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 1-2 เมตร กิ่งมีสีม่วงแดง ใบมีหลายใบ ขอบใบเรียบ บางครั้งมีหยัก 3-5 หยัก ใบกว้างและยาวใกล้เคียงกัน 8-15 เซนติเมตร ดอกเดี่ยวออกที่ซอกใบ กลีบดอกสีชมพูแดง เกสรดอกไม้สีม่วงแดง เกสรตัวผู้เชื่อมกันเป็นหลอด ผลเป็นผลแห้งแตก กลีบเลี้ยงสีแดงฉ่ำน้ำหุ้มอยู่ด้านนอกของดอก

ชื่อวิทยาศาสตร์ Hibiscus sabdariffa L.

ชื่อวงศ์MALVACEAE

ชื่ออังกฤษ Jamaica sorrel, Red Sorrel, Roselle

ชื่อท้องถิ่น กระเจี๊ยบแดง กระเจี๊ยบเปรี้ยว ผักเก็งเค็ง ส้มเก็งเค็ง ส้มตะเลงเครง ส้มปู

ทำความรู้จักกับกระเจี๊ยบแดง

  • กระเจี๊ยบแดง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hibiscus sabdariffa L. เป็นพืชล้มลุก อายุสั้น ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศซูดาน และแถบประเทศในทวีปแอฟริกา
  • ลักษณะลำต้นเป็นไม้พุ่ม สูงประมาณ 50-180 เซนติเมตร มีสีม่วงอมแดง เป็นใบเลี้ยงเดี่ยว ลักษณะใบคล้ายรูปฝ่ามือมี 3 แฉก หรือ 5 แฉก ขอบใบเป็นฟันเลื่อย ความกว้างและยาวประมาณ 8-15 เซนติเมตร
  • ออกดอกเป็นดอกเดี่ยวตามซอกใบ กลีบดอกชมพู หรือเหลือง ก้านดอกสั้น มีกลีบประมาณ 8-12 กลีบ เมื่อดอกกระเจี๊ยบแดงเจริญเติบโตเต็มที่จะมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6 เซนติเมตร และผลจะมีปลายแหลม ยาวประมาณ 2.5 เซนติเมตร
  • ผลของกระเจี๊ยบแดง ผลอ่อนจะเป็นสีเขียว ส่วนผลแก่จะแตกออกเป็น 5 แฉก เมล็ดสีน้ำตาล ตัวผลจะมีกลีบเลี้ยงสีแดงหนาชุ่มน้ำหุ้มเอาไว้
ไอเดียสุขภาพ "กระเจี๊ยบแดง" ตามตำรายา

ที่มา : PG SLOT

คุณค่าทางโภชนาการของกระเจี๊ยบแดง

ในกระเจี๊ยบแดง 100 กรัม เต็มไปด้วยสารอาหารหลายชนิด ซึ่งประกอบไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการดังนี้ แทงบอลออนไลน์

  • พลังงาน 49.00 กิโลแคลอรี่
  • ไขมัน 0.6 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 11.3 กรัม
  • โปรตีน 1 กรัม
  • เส้นใย 1.30 กรัม
  • แคลเซียม 215มิลลิกรัม
  • ฟอสฟอรัส 37 มิลลิกรัม
  • เหล็ก 1.50 มิลลิกรัม
  • ไนอะซิน (Niacin) 0.3 มิลลิกรัม
  • วิตามินซี 12 มิลลิกรัม
  • วิตามินเอ 287 IU

สารสำคัญชนิดต่างๆ ที่ให้สรรพคุณ

กระเจี๊ยบแดงถือเป็นอีกหนึ่งพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นส่วนดอก ส่วนต้น หรือส่วนใบ ล้วนแต่สามารถนำมาเสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้กับทุกคนได้ บาคาร่า สูตรบาคาร่า 

กลีบเลี้ยงและกลีบรองดอกมีสารสีแดงจําพวกแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) จึงทําให้มีสีม่วงแดง นอกจากนี้ ยังมีกรดอินทรีย์ เช่น กรดแอสคอบิก (ascorbic acid) กรดซิตริก (citric acid) กรดมาลิก (malic acid) และกรดทาร์ทาริก (tartaric acid) ที่ทำให้กระเจี๊ยบแดงมีรสเปรี้ยว

กระเจี๊ยบแดงมีสารต่างๆ ดังที่กล่าวมา จึงทำให้กระเจี๊ยบแดงมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่หลากหลาย เช่น ฤทธิ์ขับปัสสาวะ ฤทธิ์ลดความดันโลหิตในช่วงเวลาสั้นๆ เป็นต้น

ประโยชน์ของกระเจี๊ยบแดงตามตำรายา

กระเจี๊ยบแดงถือเป็นอีกหนึ่งพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นส่วนดอก ส่วนต้น หรือส่วนใบ joker ล้วนแต่สามารถนำมาเสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้กับทุกคนได้

ตำรายาโบราณ: ใช้ทั้งต้นใส่หม้อต้มน้ำ 3 ส่วน เคี่ยวไฟให้งวดเหลือ 1 ส่วน ผสมกับน้ำผึ้งกึ่งหนึ่ง รับประทานวันละ 3 เวลา หรือจะรับประทานน้ำยาเปล่าๆ ก็ได้ จนหมดน้ำยานั้น เป็นยาฆ่าพยาธิตัวจี๊ด

ไอเดียการกินกระเจี๊ยบแดงเพื่อสุขภาพ

ไอเดียสุขภาพ "กระเจี๊ยบแดง" ตามตำรายา

1. ทำน้ำกระเจี๊ยบแดง

2. ทำแยมกระเจี๊ยบแดง

3. ทำแกงส้มกระเจี๊ยบแดง

สรรพคุณของกระเจี๊ยบแดง

1. ลดไข้

กระเจี๊ยบแดง

2. แก้ไอ ละลายเสมหะ

          ในตำรับยาแผนโบราณพบว่าใบกระเจี๊ยบมีฤทธิ์แก้ไอ ละลายเสมหะ ขับเมือกมันในลำคอให้ไหลลงสู่ทวารหนัก ทั้งยังช่วยแก้โรคพยาธิตัวจี๊ดได้อีกต่างหาก

3. ขับปัสสาวะ

          จากการศึกษาให้ผู้ป่วยดื่มน้ำสกัดกลีบเลี้ยงของกระเจี๊ยบแดง พบว่า กระเจี๊ยบแดงมีฤทธิ์ขับปัสสาวะได้ดี โดยในการทดลองได้ใช้กลีบเลี้ยงกระเจี๊ยบแดงตากแห้ง บดเป็นผง 3 กรัม ชงน้ำเดือด 1 ถ้วยแก้ว หรือประมาณ 300 มิลลิลิตร ให้ผู้ป่วยดื่มวันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 1 ปี ส่วนในตำราพื้นบ้าน แนะนำให้นำกลีบเลี้ยงของกระเจี๊ยบแดงมาชงกับน้ำร้อนดื่มเป็นยาขับปัสสาวะได้

4. แก้กระหาย ให้ร่างกายสดชื่น

          ดอกกระเจี๊ยบมีรสเปรี้ยว เพราะมีวิตามินซี และกรดซิตริก จึงช่วยขับน้ำลายและแก้กระหาย โดยนำดอกกระเจี๊ยบตากแห้ง ต้มในน้ำเดือดเป็นน้ำกระเจี๊ยบหอมหวานชื่นใจ

5. รักษาแผลในกระเพาะอาหาร

          ดอกกระเจี๊ยบมีสรรพคุณต้านการอักเสบ และมีสรรพคุณช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร หล่อลื่นลำไส้ และเป็นยาระบายอ่อน ๆ

6. ลดไขมันในเลือด

          ส่วนเมล็ดของกระเจี๊ยบแดงมีสรรพคุณช่วยลดไขมันและคอเลสเตอรอลในเลือด โดยนำเมล็ดกระเจี๊ยบตากแห้งมาบดให้เป็นผง จากนั้นนำมาชงกับน้ำร้อนหรือต้มน้ำดื่ม ช่วยลดไขมันในเลือด บำรุงเลือด ขับน้ำดี แก้ปัสสาวะขัด

7. ป้องกันโรคหัวใจ

          สารแอนโธไซยานินที่ทำให้กลีบเลี้ยงของดอกกระเจี๊ยบมีสีแดง เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยทำให้เลือดไม่หนืด ช่วยลดไขมันเลวในเส้นเลือด จึงป้องกันไม่ให้หลอดเลือดแข็งตัว ป้องกันหัวใจขาดเลือด และลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ โดยนิยมนำกระเจี๊ยบแดงไปต้มกับพุทราจีน เพื่อบำรุงหัวใจ

8. รักษาแผล

          ใบของกระเจี๊ยบมีสรรพคุณในการต้านอาการอักเสบ จากตำรับยาแผนโบราณจะพบว่ามีการนำใบสดของกระเจี๊ยบแดง ล้างให้สะอาด และตำให้ละเอียด จากนั้นนำมาประคบฝีหรือต้มใบแล้วนำน้ำต้มใบมาล้างแผล ก็จะช่วยบรรเทาอาการแผลให้หายเร็วขึ้น นอกจากนี้ ใบยังมีวิตามินเอ สามารถทานบำรุงสายตาได้

9. ป้องกันโลหิตจาง

          กระเจี๊ยบแดงมีธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่สำคัญของฮีโมโกลบิน อีกทั้งความเป็นกรดของสารพฤกษเคมีในดอกกระเจี๊ยบแดงยังช่วยเพิ่มการดูดซึมและการกระจายแร่ธาตุต่าง ๆ ในร่างกาย ส่งผลให้กระเจี๊ยบแดงช่วยป้องกันภาวะโลหิตจางได้

10. ลดน้ำตาลในเลือด

          จากการศึกษากับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับชากระเจี๊ยบแดง 3 กรัม ชงกับน้ำร้อน 150 มิลลิลิตร ติดต่อกันเป็นเวลา 1 เดือน พบว่า ระดับน้ำตาลในเลือดของอาสาสมัครลดลงสูงสุดจาก 162.1 เป็น 112.5 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร จากกลไกทางชีวภาพของสารพฤกษเคมีที่ช่วยลดการย่อยและการดูดซึมน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวและโมเลกุลคู่ผ่านการยับยั้งเอนไซม์แอลฟา-อะไมเลส แลแอลฟา-กลูโคซิเดส

11. ลดความดันโลหิต

          จากการศึกษาทางคลินิกในอาสาสมัครที่มีความเสี่ยงภาวะความดันโลหิตสูง โดยให้อาสาสมัครดื่มชากระเจี๊ยบแดง 1.25 กรัม ชงกับน้ำร้อน 240 มิลลิลิตร วันละ 3 ครั้ง ติดต่อกันเป็นเวลา 6 สัปดาห์ พบว่า ความดันโลหิตของอาสาสมัครลดลง 7.2 มิลลิเมตรปรอท (ขณะหัวใจบีบตัว) และ 3.1 มิลลิเมตรปรอท (ขณะหัวใจคลายตัว)

12. ปกป้องไต

          การศึกษาในคลินิกที่ให้อาสาสมัครดื่มน้ำกระเจี๊ยบแดง 24 กรัมต่อวัน พบว่า สารพฤกษเคมีในกระเจี๊ยบแดงมีส่วนช่วยขับครีเอตินิน กรดยูริก ซิเตรต ทราเทรต แคลเซียม โพแทสเซียม และฟอสเฟต และในข้อมูลสัตว์ทดลองยังพบว่า กรดของสารพฤกษเคมีในดอกกระเจี๊ยบแดงขนาด 750 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สามารถป้องกันและยับยั้งการพัฒนาของก้อนนิ่วได้ ทว่าผลการยับยั้งนิ่วในคนยังต้องศึกษากันต่อไป

13. ฆ่าเชื้อแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะ

          มีการศึกษาที่ยืนยันว่า กระเจี๊ยบแดงมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะ โดยสารในกระเจี๊ยบแดงจะทำให้ปัสสาวะเป็นกรดจึงช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะได้

จะเห็นได้ว่ากระเจี๊ยบแดง เป็นพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์อย่างมาก และสามารถนำมาใช้ในการรักษาโรคได้หลายส่วน จึงเป็นพืชสมุนไพรที่ควรปลูกไว้ในบ้านอย่างแท้จริง

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

เกมสนุกแถบได้ตัง : PGSLOTGAME