เกลือ ( Salt ) สารพัดประโยชน์ เคล็ดลับผิวสวย

เกลือ ( Salt ) สารพัดประโยชน์ เคล็ดลับผิวสวย

เกลือ ( Salt ) สารพัดประโยชน์ เคล็ดลับผิวสวย เกลือโซเดี่ยมเป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญต่อปริมาณน้ำในเลือด ภาวะเป็นกรดด่าง การทำงานของระบบประสาท การทำงานของเซลล์ การหดตัวของกล้ามเนื้อ แต่การรับประทานเกลือมากเกินไปก็อาจจะเกิดผลเสียต่อสุขภาพ เช่น ความดันโลหิตสูง มะเร็งกระเพาะอาหาร โรคไต บาคาร่า สูตรบาคาร่า

ในปัจจุบันทั้งประเทศไทยและต่างประเทศได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับเกลือ และสุขภาพกันค่อนข้างมากเนื่องจากทั้งคนไทย และต่างประเทศบริโภคเกลือกันมากเกินไป บางประเทศบริโภคเกลือโซเดี่ยมปริมาณ 3400 มกซึ่งคนปกติบริโภคไม่เกิน 1500 มก ซึ่งจะเป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง การบริโภคเกลือน้อยลงนอกจากลดการเกิดโรคความดันโลหิตสูงแล้วยังลดการเกิด โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ กระดูกพรุน มะเร็งกระเพาะอาหาร และโรคไต

เกลือ ( Salt ) สารพัดประโยชน์ เคล็ดลับผิวสวย

อาบน้ำเกลือ หรือ มาส์กเกลือ

          มาส์กเกลือเหมาะมาก ๆ สำหรับผู้ที่มีผิวมัน หรือผิวที่เป็นสิวง่าย เกลือจะช่วยลดอาการอักเสบของผิว รักษาสมดุลการผลิตน้ำมัน รวมทั้งช่วยให้สิวหายเร็วขึ้นด้วย เพียงแค่ผสม เกลือ 1 ส่วน น้ำอุ่น 3 ส่วน และน้ำผึ้ง 3 ช้อนชา ทาทั่วใบหน้า แทงบอลออนไลน์ ทิ้งไว้ 15 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำอุ่น

น้ำยาบ้วนปาก

          นอกจากจะใช้เป็นยาสีฟันได้แล้ว ก็ยังใช้เป็นน้ำยาบ้วนปากได้ดีไม่แพ้กันด้วย เป็นน้ำยาบ้วนปากที่ลดการก่อตัวของแบคทีเรียในช่องปากได้ดี ที่สำคัญยังราคาสบายกระเป๋าอีกต่างหาก คุณสามารถผสมน้ำเกลือใช้บ้วนปากเองได้ แทงบอล รวมทั้งหยดเอสเซนเชียลออย์ที่หอมเย็นลงไป เพื่อเพิ่มความสดชื่นหลังบ้วนปากได้ด้วย

คุณรู้หรือไม่ว่าเกลือที่เราใช้ในการปรุงอาหารกันอยู่ทุกวันนี้ ไม่ได้มีประโยชน์แค่เพียงช่วยเพิ่มรสชาติให้อาหารเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เกลือยังอุดมไปด้วยสรรพคุณมากมายมหาศาล 

ใช้ในห้องครัว

ทำให้อาหารสุกเร็วขึ้น

          เพราะเกลือช่วยให้อุณหภูมิของน้ำเดือดเพิ่มขึ้นได้ ดังนั้น ถ้าคุณจะลวกไข่สักฟอง ให้ใส่เกลือลงไปด้วย จะทำให้ไข่สุกเร็วขึ้น และทำให้อาหารอื่น ๆ สุกเร็วขึ้นเช่นกัน

 ล้างผลไม้

          โดยมากแล้วเรามักจะใช้น้ำมะนาว หรือน้ำส้มสายชู ในการล้างผลไม้ให้สดอยู่เสมอ แต่หากไม่มีทั้งสองอย่างนั้น ก็สามารถใช้น้ำที่ผสมเกลือล้างผลไม้แทนได้นะ

 แกะเปลือกถั่วได้ง่ายขึ้น

          แช่ถั่วไว้ในน้ำที่ผสมเกลือไว้หลาย ๆ ชั่วโมงก่อนรับประทาน จะช่วยให้แกะเปลือกถั่วได้ง่ายขึ้นเยอะเลย

 กันไม่ให้น้ำตาลติดกันเป็นก้อน

          เหยาะเกลือเพียงเล็กน้อยบนน้ำตาลไอซิ่ง จะทำให้น้ำตาลไอซิ่งไม่จับตัวกันเป็นก้อน

 ขจัดกลิ่นที่ติดมือ

          หากล้างมือด้วยสบู่ หรือน้ำสะอาดแล้วยังมีกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ติดมืออยู่ล่ะก็ ให้ใช้เกลือผสมกับน้ำส้มสายชูล้างมือแทน จะทำให้กลิ่นหายไปได้

 ยืดอายุชีส

          หากมีชีสเหลืออยู่จากการทำอาหาร วิธีที่ทำให้วันหมดอายุของชีสยืดออกไปอีก ก็คือการนำชีสมาแช่ด้วยน้ำเกลือ ก่อนที่จะนำไปแช่เก็บไว้ในตู้เย็นต่อไป

ลดคราบสกปรกบริเวณก้นหม้อได้

          หลังการทำอาหาร บริเวณก้นหม้อมักจะเกิดคราบสกปรกอยู่เสมอ ดังนั้น จึงควรใส่เกลือหนึ่งกำมือ จะทำให้ลดคราบสิ่งสกปรกออกไปได้ และยังทำให้กลิ่นไม่พึงประสงค์จางหายไปด้วยเช่นกัน

ใช้เกี่ยวกับร่างกาย

ใช้กับแปรงสีฟันก็มีประโยชน์

          แช่แปรงสีฟันในน้ำผสมเกลือ ก่อนที่จะใช้งานครั้งแรกจะทำให้ขนแปรงมีความนิ่มและคงทนมากยิ่งขึ้น

ช่วยทำความสะอาดฟัน

          ยาสีฟันหลากหลายยี่ห้อต่างก็มีสูตรที่ผสมเกลือด้วยกันทั้งนั้น เพราะในเกลือมีสารที่ช่วยให้ฟันขาว สะอาด และแข็งแรงมากขึ้น

ทำความสะอาดช่องปากก็ได้ผล

          ผสมเกลือกับน้ำโซดา แล้วใช้บ้วนปากจะช่วยขจัดกลิ่นปากได้ นอกจากนั้นแล้วยังช่วยลดปัญหาการเกิดโรคและอาการในช่องปาก เช่น ฟันกร่อน เสียวฟัน ได้ดีอีกด้วย

บรรเทาความปวดอันเนื่องมาจากการถูกผึ้งต่อย

          ถ้าโดนผึ้งต่อยให้นำเกลือในปริมาณเล็กน้อยมาทาในบริเวณที่ถูกต่อย จะช่วยบรรเทาความปวดได้

ป้องกันพิษจากยุงและไม้เลื้อยที่ทำให้คัน

          แช่น้ำเกลือ และพอกด้วยเกลือผสมน้ำมันมะกอกในบริเวณที่ถูกยุงกัด หรือไปสัมผัสกับไม้เลื้อย จะช่วยให้ลดอาการคันเป็นอย่างดี

 ขัดผิวก็เข้าท่า

          เกลือช่วยขจัดผิวให้มีความกระจ่างใสได้ ดังนั้นหลังจากที่อาบน้ำแล้ว นำเกลือมาขัดผิวและนวดคลึงเบา ๆ จะทำให้ผิวดูกระจ่างขึ้นมาทันที

บรรเทาอาการเจ็บคอได้ด้วย

          ผสมเกลือกับน้ำอุ่น แล้วกลั้วคอ จะช่วยบรรเทาอาการเจ็บได้ดี

ใช้ในบริเวณบ้าน

ขวางทางเดินของมด

          เพื่อไม่ให้มดเดินเข้าไปทำรังในบ้านของคุณ โรยเกลือไว้ตามบริเวณประตู หน้าต่างหรือในที่ต่าง ๆ ที่มดสามารถเดินผ่านได้ แค่นี้มดก็จะลดน้อยลงนะ

 ป้องกันการเกิดเพลิงไหม้

          ให้เก็บกล่องที่ใส่เกลือไว้ใกล้ ๆ กับอุปกรณ์เครื่องครัวและตู้อบต่าง ๆ เพราะหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เกลือสามารถที่จะดับไฟได้

ที่มา : PG SLOT

ลดการละลายของเทียน

          ถ้าหากคุณนำเทียนแท่งใหม่ ๆ ที่ยังไม่ได้ใช้มาแช่ในน้ำที่ผสมเกลือ จากนั้นเมื่อเทียนแห้ง เทียนจะละลายได้น้อยลงเมื่อคุณจุดเทียนใช้ ถ้าไม่เชื่อลองดูได้เลย

 รักษาความสดของดอกไม้

          เพื่อรักษาความสดของดอกไม้ให้ใส่เกลือลงไปในแจกัน วิธีนี้จะทำให้ดอกไม้มีความสดที่ยาวนานขึ้น

 ซ่อมกำแพง

          กำแพงมีรอย หรือมีรู เกลือก็เป็นตัวช่วยที่ดีของคุณ ผสมเกลือ 2 ช้อนโต๊ะเข้ากับแป้งข้าวโพดอีก 2 ช้อนโต๊ะ ตามด้วยน้ำในปริมาณที่พอเหมาะ คนให้เข้ากัน เท่านี้ก็สามารถนำไปปิดรูหรือลบรอยบนกำแพงได้เลย

 กำจัดวัชพืชที่ไม่พึงประสงค์

          กำจัดวัชพืชที่ขึ้นรกรุงรังตามลานบ้าน ทางเดิน ด้วยการโรยเกลือให้ทั่ว แล้วรดน้ำตามให้ทั่วหรือจะรอให้ฝนตกก็ได้ เพราะเกลือจะยับยั้งไม่ให้วัชพืชเจริญเติบโต 

ลดควันที่เกิดจากการย่างบาร์บีคิว

          ถ้าการปาร์ตี้บาร์บีคิวสร้างควันมากมาย มาทำลายบรรยากาศให้เสียลงแล้วละก็ ใส่เกลือลงไปในกองไฟที่ใช้ย่างบาร์บีคิว จะช่วยให้ควันที่ออกมาลดน้อยลงไป

ใช้เพื่อการทำความสะอาด

ทำความสะอาดอ่างล้างจาน

          เทเกลือผสมกับน้ำร้อนแล้วทำความสะอาดอ่างล้างจาน จะทำให้อ่างมีความสะอาด ไม่มีคราบของความสกปรก และกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์

ทำความสะอาดแหวน

          หากแหวนที่คุณสวมไม่เงาเหมือนแต่ก่อน ให้ใช้เกลือผสมกับน้ำมันพืชเช็ดแหวน เท่านี้แหวนของคุณก็จะกลับมาเงางามเช่นเดิม

 คราบในตู้เย็นก็จัดการได้

          ผสมเกลือกับน้ำโซดาเข้าด้วยกัน ก็จะทำให้เช็ดล้าง ขจัดคราบที่อยู่ในตู้เย็นที่ไม่ได้ทำความสะอาดมานานออกได้ ซึ่งเป็นการป้องกันอาหารในตู้เย็นของคุณให้ห่างไกลจากเชื้อโรคได้เป็นอย่างดี

ทำความสะอาดทองเหลืองหรือทองแดง รวมไปถึงคราบสนิมก็ได้เช่นกัน

          ขนาดคราบของสิ่งสกปรกตามกระทะ หม้อ และภาชนะอื่น ๆ ยังสามารถทำความสะอาด เครื่องครัวที่เป็นทองเหลือง ทองแดง หรือเป็นสนิมก็สามารถใช้เกลือทำความสะอาดได้เช่นกัน

จัดการหม้อกาแฟให้สะอาดเอี่ยมก็เป็นเรื่องง่าย

          ใส่เกลือและน้ำแข็งก้อนลงไปในหม้อกาแฟ จะช่วยให้ขัดคราบที่ติดอยู่ออกได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

ใช้ซักรีดเสื้อผ้า

ขจัดคราบน้ำที่หกเลอะเสื้อ

          โรยเกลือบริเวณคราบที่เลอะทิ้งไว้ก่อนที่จะนำไปซัก โดยเกลือจะทำหน้าที่ซึมซับคราบสกปรกเหล่านั้นออกไป จะทำให้ซักคราบส่วนนั้นออกได้ง่ายยิ่งขึ้น

ช่วยเพิ่มให้สีเสื้อของผ้าสว่างมากยิ่งขึ้น

          เกลือจะช่วยขจัดคราบสิ่งสกปรกที่ฝังอยู่ในเนื้อผ้า และจะทำให้สีเสื้อของผ้าสว่างมากยิ่งขึ้น

จัดการกับคราบเหงื่อไคลที่ติดอยู่ได้อย่างชะงัด

          ใส่เกลือ 4 ช้อนโต๊ะกับน้ำร้อนอีก 1 ส่วน และใช้ฟองน้ำเช็ดทำความสะอาด คราบเหงื่อไคลที่ติดอยู่ก็จะหลุดออกไปได้ง่ายมากขึ้น

ผ้าที่มีคราบเลือด

          จัดการกับคราบเลือดด้วยการแช่ในน้ำเย็นที่ผสมเกลือไว้แล้ว จากนั้นนำไปซักด้วยน้ำสบู่อุ่น ๆ และล้างด้วยน้ำเดือดอีกหลังจากซัก แต่วิธีนี้ควรใช้เฉพาะกับเนื้อผ้าที่เป็นคอตตอน ลินิน หรือเนื้อผ้าที่มีเส้นใยธรรมชาติเท่านั้น ถึงจะทนความร้อนที่สูงได้

กำจัดเชื้อราก็ไม่ใช่ปัญหา

          วิธีแก้ปัญหานี้ทำได้ไม่ยาก ด้วยการผสมน้ำมะนาวกับเกลือเข้าด้วยกันจากนั้นเทลงไปบริเวณที่เป็นเชื้อรา จากนั้นนำไปตากแดด ซักทำความสะอาด และแห้งตามปกติ

ช่วยทำความสะอาดรอยเตารีด

          หากคุณเผลอลืมวางเตารีดค้างบนเสื้อไว้นานเกินไป จนทำให้เสื้อเกิดรอยเตารีด ก็ไม่ต้องตกใจไป วิธีแก้ง่าย ๆ ก็คือโรยเกลือลงบนแผ่นกระดาษและใช้เตารีด รีดทับรอยนั้นอีกที

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

เกมสนุกแถบได้ตัง : PGSLOTGAME

สรรพคุณ "พริก" ที่คุณทราบแล้วต้องจี๊ดดดด

สรรพคุณ “พริก” ที่คุณทราบแล้วต้องจี๊ดดดด

สรรพคุณ “พริก” ที่คุณทราบแล้วต้องจี๊ดดดด พริกเป็นสมุนไพรไทยที่มีรสชาติจัดจ้าน ช่วยเพิ่มรสชาติอาหารให้ดีขึ้น พริกขี้หนูนั้นมีประโยชน์มากมายหลายข้อ เช่น ช่วยลดน้ำหนัก ป้องกันโรคมะเร็ง เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรง วันนี้เรามาทำความรู้จักกับพริกขี้หนูกันให้มากขึ้นได้เลยดังนี้

ทำความรู้จักกับพริก!!

พริกมีรสชาติเผ็ดร้อน โดยมีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกา แต่ในปัจจุบันได้รับความนิยมปลูกกันหลายประเทศทั่วโลก เป็นพืชที่มีมาแต่โบราณ มีสรรพคุณทางยาหลายอย่าง จัดว่าเป็นเครื่องเทศชนิดหนึ่งที่ค่อยข้างได้รับความนิยมและยังมีการปลูกกันอย่างแพร่หลายในประเทศไทย ที่สำคัญสามารถนำไปใช้ประกอบอาหารได้แทบทุกเมนู

พริก ประวัติและความเป็นมา

          มีการบันทึกว่าพริกถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อประมาณ 7,000 ปีก่อนที่อเมริกากลางและอเมริกาใต้ โดยคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส จากนั้นก็มีการนำพริกมาปลูกและเผยแพร่ไปทั่วยุโรป และลามไปทั่วโลก ทำให้พริกมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปมากมาย เช่น พริก ภาษาอังกฤษคือ Chili หรือ Chili peppers ซึ่งก็มาจากคำว่าพริกในภาษาสเปน บาคาร่า หรือ chile โดยพริกจัดอยู่ในวงศ์ Solanaceae สกุล Capsicum ซึ่งพริกมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Capsicum spp.

          ส่วนประเทศไทยของเราก็รู้จักและคุ้นเคยกับการปลูกพริกมานานแล้ว และสายพันธุ์ของพริกในประเทศไทยก็มีอยู่ไม่น้อย รวมทั้งหมดประมาณ 831 สายพันธุ์ สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ตามชนิดของพริก ได้แก่ พริกชี้ฟ้า พริกขี้หนูเม็ดใหญ่ และพริกขี้หนูเม็ดเล็ก บาคาร่า สูตรบาคาร่า

พริก ลักษณะทางพฤกษศาสตร์เป็นอย่างไรบ้าง ?

         โดยทั่วไปแล้วพริกเป็นได้ทั้งพืชล้มลุก ไม้พุ่ม และไม้ยืนต้นขนาดเล็กซึ่งจะกระจายอยู่ทั่วโลก และด้วยความที่พริกมีหลายสายพันธุ์ ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของพริกจึงจะอธิบายในส่วนของพริกที่คุ้นเคยกันเป็นส่วนใหญ่ แทงบอลออนไลน์ ซึ่งลักษณะของต้นพริกก็มีดังนี้

          ราก : ระบบรากของพริกมีทั้งรากแก้วและรากฝอย โดยรากแก้วจะหากินลึกมาก ส่วนรากฝอยจะหากินอย่างหนาแน่นรอบ ๆ ต้น ถ้าต้นพริกยังไม่โตเต็มที่รากฝอยจะหากินลึกประมาณ 60 เซนติเมตร แต่หากต้นพริกโตเต็มที่แล้ว รากฝอยจะแผ่ออกไปหากินด้านข้างในรัศมีกว้างกว่า 1 เมตร และลึกกว่า 1.20 เมตร

          ลำต้นและกิ่ง : ลำต้นพริกตั้งตรง สูงประมาณ 1-2.5 ฟุต โดยจะมีกิ่งเจริญจากต้นเพียงกิ่งเดียว แล้วค่อยแตกออกเป็น 2 กิ่ง 4 กิ่ง 8 กิ่ง 16 กิ่งไปเรื่อย ๆ ซึ่งในระยะแรกทั้งลำต้นและกิ่งจะเป็นไม้เนื้ออ่อน แต่พอมีอายุมากขึ้น ลำต้นจะแข็งแรงมากขึ้น แต่กิ่งยังเป็นไม้เนื้ออ่อนที่เปราะหักง่ายเหมือนเดิม joker

          ใบ : เป็นใบเลี้ยงคู่ มีลักษณะแบนราบเป็นมัน มีขนเล็กน้อย โดยจะมีรูปร่างตั้งแต่รูปไข่ไปจนถึงทรงเรียวยาว โดยพริกแต่ละชนิดก็จะมีขนาดแตกต่างกันออกไป เช่น ใบพริกหวานมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ใบพริกขี้หนูทั่วไปมีขนาดเล็กในช่วงเป็นต้นกล้า แต่พอโตเต็มที่ก็จะมีขนาดค่อนข้างใหญ่

          ดอก : เป็นดอกสมบูรณ์เพศ คือมีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ภายในดอกเดียวกัน โดยปกติมักพบเป็นดอกเดี่ยว แต่อาจจะพบหลายดอกเกิดตรงจุดเดียวกันได้ โดยส่วนประกอบของดอก ประกอบไปด้วยกลีบรองดอก 5 พู กลีบดอกสีขาว 5 กลีบ แต่บางพันธุ์อาจมีสีม่วง และอาจมีกลีบตั้งแต่ 4-7 กลีบ มีเกสรตัวผู้ 5 อัน ซึ่งแตกจากตรงโคนของชั้นกลีบดอก ซึ่งอับเกสรตัวผู้เป็นสีน้ำเงิน แยกตัวเป็นกระเปาะเล็ก ๆ ยาว ๆ ส่วนเกสรตัวเมียชูสูงขึ้นไป

ที่มา : PG SLOT

พริก คุณค่าทางโภชนาการที่ควรรู้

หนังสือคู่มือเกษตรกร ระบุว่า พริกขี้หนูและพริกชี้ฟ้า 100 กรัม มีคุณค่าทางโภชนาการ ดังนี้

พลังงาน 103 กิโลแคลอรี
ไขมัน 2.4 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 19.9 กรัม
ใยอาหาร 6.5 กรัม
โปรตีน 4.7 กรัม
แคลเซียม 45 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 85 มิลลิกรัม
เหล็ก 2.5 มิลลิกรัม
วิตามินเอ 11,050 I.U.
วิตามินบี 1 (ไธอะมีน) 0.24 มิลลิกรัม
วิตามินบี 2 (ไรโบเฟลวิน) 0.29 มิลลิกรัม
วิตามินบี 3 (ไนอะซีน) 2.10 มิลลิกรัม
วิตามินซี 70 มิลลิกรัม

7 ประโยชน์ดี ๆ ของการกินเผ็ด !

1. ช่วยลดน้ำหนัก

นอกจากนี้ยังพบว่า วิตามินซีที่สูงมากในพริกสามารถขยายเส้นเลือดในลำไส้และกระเพาะอาหาร ช่วยให้ร่างกายดูดซึมอาหารได้ดีและทำให้ระบบขับถ่ายของเราดีขึ้นอีกด้วยนะคะ

2. ทำให้อารมณ์ดี 

สารแคปไซซินในพริกสามารถกระตุ้นให้สมองหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด อีกทั้งยังลดการสร้างฮอร์โมนที่ทำให้เครียด ช่วยให้เราอารมณ์ดี สดชื่น ทำให้ความดันโลหิตลดลง รู้สึกผ่อนคลาย และมีความสุขมากขึ้นได้

3. ช่วยให้เจริญอาหาร

นอกจากสารเอ็นดอร์ฟินจะช่วยทำให้เราอารมณ์ดีขึ้นแล้ว ยังทำให้เรารู้สึกว่าอาหารอร่อยขึ้นได้อีกต่างหาก อีกทั้งพริกจะไปทำให้ต่อมน้ำลายทำงานมากขึ้น จนไปกระตุ้นปลายประสาทให้สมองส่วนกลางรับรู้การอยากอาหาร ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจเลย ถ้าคนส่วนมากจะชอบทานอาหารรสเผ็ด หรือรู้สึกว่าอาหารที่มีรสเผ็ด ยิ่งเผ็ดก็ยิ่งกินอร่อย

4. เสริมสร้างภูมิต้านทาน   

     พริกมีวิตามินเอและวิตามินซีสูงมาก ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าวิตามินเอและวิตามินซีเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันและช่วยป้องกันโรคไข้หวัดได้ แถมในพริกยังมีเบต้าแคโรทีนและสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราให้แข็งแรงขึ้นได้อีกด้วย

5. ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น

        การทานพริกเป็นประจำช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น เพราะสารแคปไซซินสามารถยับยั้งการหดตัวของหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดขยายตัว ส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่าง ๆ ได้ดี อีกทั้งในพริกยังมีเบต้าแคโรทีนและวิตามินซี ที่ช่วยเพิ่มการยืดตัวของผนังหลอดเลือดให้รับกับแรงดันต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม และช่วยเสริมสร้างผนังหลอดเลือดให้แข็งแรงขึ้น ลดอาการหลอดเลือดอุดตันและหลอดเลือดตีบได้

6. ควบคุมคอเลสเตอรอล  

          นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยพบว่า สารแคปไซซินมีสรรพคุณช่วยยับยั้งไม่ให้ร่างกายสร้างคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี ในขณะที่ช่วยส่งเสริมให้ร่างกายสร้างคอเลสเตอรอลชนิดดีเพิ่มขึ้นได้ ทำให้เรามีปริมาณไตรกลีเซอไรด์ต่ำลงอีกด้วย

7. ป้องกันโรคโลหิตจาง

          โรคโลหิตจางมีสาเหตุหลักมาจากการขาดธาตุเหล็ก เนื่องจากธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง โดยช่วยผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงรวมทั้งฮีโมโกลบินให้มีปริมาณเพิ่มขึ้น ซึ่งในพริกก็มีธาตุเหล็กประกอบอยู่พอสมควร รวมถึงยังมีทองแดงที่ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีกรดโฟลิกที่ช่วยเสริมให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแข็งแรง ดังนั้น พริกจึงถือเป็นอีกหนึ่งอาหารที่ช่วยป้องกันโลหิตจางได้ค่ะ

พริก โทษไม่ดีที่ต้องระวัง

          ส่วนคนที่มีอาการสำลักง่าย เช่น เด็กและคนแก่ก็ควรหลีกเลี่ยงการทานพริกเช่นกัน เพราะหากสำลักพริกเข้าไปในหลอดลม กรดในพริกอาจจะไปกัดหลอดลม ทำให้หลอดลมหดเกร็ง ตีบ บวม หายใจไม่ออก เป็นอันตรายถึงชีวิตได้เลย

แก้เผ็ดจากพริก ต้องทำยังไง ??

          สังเกตไหมคะ ว่าการดื่มน้ำเปล่าไม่ได้ช่วยให้เราหายเผ็ดสักเท่าไร สาเหตุก็เป็นเพราะว่าสารแคปไซซินไม่ละลายในน้ำ แต่จะละลายในสารละลาย เช่น แอลกอฮอล์ อีเทอร์ และไขมัน แต่อย่างไรก็ตาม จะดื่มแอลกอฮอล์แก้เผ็ดก็คงไม่ค่อยดี เราจึงนำทางเลือกอื่นมาช่วยแก้เผ็ดจากพริก ดังนี้

 – ดื่มนม : การดื่มนมสามารถแก้เผ็ดได้ เพราะในนมมีโปรตีนน้ำนม (casein) และไขมัน ที่ช่วยละลายสารแคปไซซินได้ดี

 – ดื่มน้ำมะนาว : สารแคปไซซินในพริกเป็นด่าง แต่น้ำมะนาวเป็นกรด ฉะนั้นเมื่อเราดื่มน้ำมะนาวลงไป จึงช่วยบรรเทาความเผ็ดลงได้

– อมน้ำมันมะกอก : การอมหรือเคี้ยวอาหารที่มีไขมันเคลือบอยู่จะช่วยละลายแคปไซซินได้

– อมน้ำเกลือเจือจาง : ถ้าทำวิธีไหนแล้วไม่หายเผ็ดให้นำเกลือเพียงเล็กน้อยมาละลายน้ำ แล้วอมไว้สักพัก รับรองว่ารสเค็ม ๆ ของเกลือช่วยให้อาการเผ็ดหายไปได้แน่นอน

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

เกมสนุกแถบได้ตัง : PGSLOT

สรรพคุณ “ธัญพืชเต็มเมล็ด VS กับธัญพืชขัดสี”

สรรพคุณ “ธัญพืชเต็มเมล็ด VS กับธัญพืชขัดสี” แตกต่างอย่างไร ธัญพืช คือ พืชที่ผู้คนทั่วโลกนิยมนำมาทำเป็นอาหารมากที่สุดมากว่าพืชชนิดอื่นๆ จึงจัดว่าเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญ โดยการรับประทานเป็นอาหารหลัก หรือ นำไปแปรรูปเป็นอาหารคาว อาหารหวาน แต่ถ้าจะให้ประโยชน์อย่างสูงสุดคือต้องไม่นำไปแปรรูป หรือ ขัดสี บี้ และบด

สรรพคุณ "ธัญพืชเต็มเมล็ด VS กับธัญพืชขัดสี"

1. ลูกเดือย

สำหรับท่านที่ชื่นชอบการดื่มน้ำเต้าหู้นั้น อาจเคยเห็นลูกเดือยผ่านๆ ตามาบ้าง เพราะลูกเดือยเป็นหนึ่งในเครื่อง ที่ร้านนำมาใส่ในน้ำเต้าหู้ ไม่ได้มีแค่นั้น ลูกเดือยยังมีการนำไปแปรรูปหลายอย่าง เช่น ลูกเดือยอบกรอบ น้ำลูกเดือย แทงบอลออนไลน์ และที่สำคัญลูกเดือยนั้นมีเส้นใยอาหารสูงและที่สำคัญคือ ยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรคเบาหวาน และเหน็บชา เป็นต้น

ที่มา : PG SLOT

2. เม็ดบัว

เชื่อว่าหลายๆ ท่านอาจจะไม่ค่อยเห็น “เม็ดบัว” ในเมนูทั่วไป แต่ถ้าอยากจะหามาลองทานแบบสดและแบบแห้ง ก้มีให้ท่านเลือก ซึ่งเม็ดบัวนั้นสามารถนำไปครีเอทกับการทำของหวานได้ เพราะแค่ต้มให้นิ่มก็นำไปใส่ในของหวานได้แล้ว แถมเม็ดบัวนั้นยังช่วยเรื่องอาการร้อนในและรักษา ท้องเสีย ท้องร่วง ได้อีกด้วย

สรรพคุณ "ธัญพืชเต็มเมล็ด VS กับธัญพืชขัดสี"

3. เม็ดมะม่วงหิมพานต์

ในเม็ดมะม่วงหิมพานต์นั้นมีสารอาหารหลากหลายชนิดมากๆ ที่เราอาจคาดไม่ถึง แต่เราก็ควรกินในปริมาณที่เหมาะสม และ ท่านควรจะระมัดระวังในเรื่องการบริโภค สารปรุงแต่งที่เพิ่มลงไปในผลิตภัณฑ์เม็ดมะม่วงหิมพานต์ด้วย บาคาร่าเช่น น้ำตาล เนย หรือ เกลือ และนอกจากนั้น การสัมผัสกับเม็ดมะม่วงหิมพานต์นั้น เป็นสิ่งที่อันตรายมากๆ สำหรับเม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่ไม่ผ่านความร้อน หรือการปรุงสุกมาก่อน ยังอาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อผิวหนังได้เพราะเป็นผงๆ 

สรรพคุณ "ธัญพืชเต็มเมล็ด VS กับธัญพืชขัดสี"

4. เมล็ดทานตะวัน

ทานตะวันนอกจากจะให้ดอกสวยงามสะดุดตาแล้ว ยังให้ผลผลิตเป็นเมล็ดรูปหยดน้ำที่ใช้เป็นอาหารและสกัดเอาน้ำมันด้วย น้ำมันจากเมล็ดทานตะวันจัดเป็นน้ำมันพืชคุณภาพดี มีคุณค่าทางโภชนาการสูงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อร่างกาย อัดแน่นไปด้วยโปรตีน ธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ วิตามินบี 2 วิตามินดี และวิตามินอี

เมื่อสกัดเอาน้ำมันออกไปแล้ว ผลพลอยได้ที่เหลืออยู่คือ กากเมล็ดทานตะวัน ซึ่งนำไปเป็นส่วนผสมของอาหารสัตว์ที่มีคุณค่าทางอาหารสูงอีกชนิดหนึ่ง เพราะมีโปรตีนอยู่ถึงร้อยละ 34-37 มีวิตามินบีรวม ธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูง อีกทั้งยังไม่มีสารพิษที่เป็นอันตรายต่อสัตว์

5.เมล็ดฟักทอง

เมล็ดฟักทองนั้น เป็นของกินเล่นที่หาทาน หาซื้อได้ง่ายมากๆ เป็นของว่างที่เคี้ยวเพลิน และท่านยังสามารถพกไปที่ต่างๆ ได้สะดวก ไม่ว่าเป็นบนรถ ในห้องพัก หรือแม้แต่ที่ทำงาน มีทั้งแบบซองพกพาหรือแบบถุง รสชาติเมล็กฟักทองนั้นหวาน อร่อย และมีประโยชน์ โดยเฉพาะ สาวๆ ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก นั้นควรรีบไปหามาทานด่วน!! เพราะเมล็ดฟักทองนั้นมีใยอาหารสูง ทำให้อิ่มเร็วขึ้นและยังลดระดับ คอเลสเตอรอล อีกด้วย joker

6.ถั่วลิสง

สรรพคุณ "ธัญพืชเต็มเมล็ด VS กับธัญพืชขัดสี"

ถั่วลิสงนั้นเป็นพืชตระกูลถั่ว ซึ่งสรรพคุณนั้นจะคล้ายๆ กับเมล็ดฟักทอง ที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก แต่ที่มากกว่าคือ ยังสามารถช่วยในเรื่องระบบเผาผล่ญไขมันอีกด้วย แต่แนะนำว่าต้องเป็นแบบต้ม หรือ คั่ว เท่านั้น และยังหมดเพียงเท่านี้ ถั่วลิสงยังมีสามารถรักษาโรคตับอักเสบ โรคเบาหวาน เพราะถั่วลิสงสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและอินซูลินได้ด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม การที่จะเลือกรับประทานธัญพืชเต็มเมล็ด หรือ ธัญพืชแบบไม่ขัดสี ก็จะมาสรรพคุณไม่เหมือนกัน โดยบางชนิด อาจรักษาโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงได้

ธัญพืชเต็มเมล็ด VS กับธัญพืขขัดสี

การที่เราเลือกรับประทานธัญพืชแบบเต็มเมล็ดนั้น เราจะได้รับสารอาหารจากพืชอย่างถ้วน!! และเมล็ดพืชที่ไม่ขัดสีประกอบด้วย 3 ส่วน ซึ่งแต่ละส่วนมีสรรพคุณที่ไม่เหมือนกัน ดังนี้

เยื่อหุ้มเมล็ด หรือ ที่เรียกว่าเปลือก เป็นส่วนที่ห่อหุ้มเมล็ดธัญพืช ส่วนนี้จะอุดมไปด้วยพฤกษเคมี เส้นใยอาหาร วิตามิน สารต้านอนุมูลอิสระ และแร่ธาตุ ต่างๆ เช่น สังกะสี ทองแดง ธาตุเหล็ก เป็นต้น

เนื้อข้าว หรือเอนโดสเปิร์ม จะเป็นส่วนของเนื้อเมล็ดที่อยู่ตรงกลาง และประกอบด้วย โปรตีนคาร์โบไฮเดรต วิตามินบีและแร่ธาตุอีกเล็กน้อย บาคาร่า สูตรบาคาร่า

จมูกข้าว คือ ส่วนด้านล่างของเมล็ดธัญพืชที่อยู่ติดกับก้านดอก ส่วนนี้จะอุดมไปด้วย ไขมัน แหล่งของ วิตามินC วิตามินB และสารต้านอนุมูลอิสระ

วิธีเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากธัญพืช

วิธีการเลือกผลิตภัณฑ์ ที่ทำมาจากธัญพืชเต็มเมล็ดนั้น อาจมีบางครั้งที่ทำให้ท่านรู้สึกสับสน โดยเฉพาะการเลือกซื้อขนมปัง เนื่องจากขนมปังที่มีสีน้ำตาล อาจจะไม่ได้มีส่วนผสมของธัญพืช แต่เป็นเพียงการปรุงแต่งสีผสมอาหาร ดังนั้น ถ้าหากท่านต้องการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ ที่ทำมาจากธัญพืชเต็มเมล็ดนั้น ควรดูที่ฉลากโภชนาการว่าระบุ ส่วนผสมอะไรบ้าง ธัญพืชเต็มเมล็ด หรือ โฮลเกรน 100 %

เคล็ด (ไม่) ลับในการรับประทานธัญพืช

เคล็ดลับต่อไปนี้อาจจะช่วยทำให้ท่านสามารถรับประทานธัญพืชได้อย่างอร่อย และไม่น่าเบื่ออีกด้วย สามารถรับประทานได้หลายรูปแบบแถมมีประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย!!

  • รับประทานข้าวกล้องหรือควินัวแทนข้าวขาว
  • รับประทานซีเรียลที่มีส่วนผสมของธัญพืชเต็มเมล็ด เช่น รำข้าว เมล็ดข้าวสาลีบด หรือข้าวโอ๊ต เป็นต้น
  • รับประทานป๊อปคอร์นแบบธรรมดาเป็นอาหารว่าง
  • โรยเมล็ดธัญพืชขนาดเล็กลงบนซีเรียลหรือโยเกิร์ต
  • เลือกใช้แป้งที่ทำจากธัญพืชเต็มเมล็ดในการทำขนม
  • เลือกใช้ขนมปังจากธัญพืชเต็มเมล็ดแทนขนมปังขาวในการทำแซนด์วิช
  • ปรุงอาหารประเภทซุป สลัด หรือเนื้อตุ๋นด้วยการใส่ข้าวบาร์เลย์เป็นส่วนประกอบ

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

เกมสนุกแถบได้ตัง : PGSLOT


สรรพคุณ "สาลี่" เป็นพืชที่จัดอยู่ในสกุล Pyrus

สรรพคุณ “สาลี่” เป็นพืชที่จัดอยู่ในสกุล Pyrus

สรรพคุณ “สาลี่” เป็นพืชที่จัดอยู่ในสกุล Pyrus ผลไม้อย่างสาลี่เป็นผลไม้ที่มีให้กินตลอดทั้งปี สาลี่เลยเป็นหนึ่งในผลไม้มงคลที่คนนิยมนำมาไหว้เจ้ากัน เพราะสาลี่มีความหมายถึงโชคลาภ อีกทั้งผิวเปลือกสีเหลืองทองยังเป็นสีที่ค่อนข้างมงคลอีกด้วย แต่นอกจากประโยชน์ของสาลี่ในเรื่องความมีโชคมีลาภแล้ว สาลี่ ประโยชน์ต่อสุขภาพก็มีไม่น้อย

สาลี่ เป็นพืชที่จัดอยู่ในสกุล Pyrus เช่นเดียวกับแพร์ โดยแพร์จะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ แพร์ยุูโรป เปลือกสีเขียวเนื้อนุ่มและแพร์เอเชียซึ่งก็คือสาลี่นี่เอง สาลี่มีเปลือกสีเหลือง เนื้อกรอบ ขณะที่แพร์จะมีเนื้อนิ่มกว่า บาคาร่า และทรงผลมีลักษณะโค้งเว้ามากกว่า ส่วนสาลี่จะทรงผลค่อนข้างกลมมีเนื้อกรอบ สีขาว มีกลิ่นหอม รสชาติหวานฉ่ำ สาลี่มีหลากหลายพันธุ์ เช่น สาลี่เป็ด สาลี่น้ำผึ้ง สาลี่หิมะ สาลี่หอม

สาลี่เป็นแหล่งที่ดีของเส้นใยอาหารที่จำเป็นต่อระบบขับถ่ายแก้อาการท้องผูก ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ จึงควรกินสาลี่ทั้งเปลือกเพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุด น้ำตาลธรรมชาติในสาลี่จะช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงาน โดยเนื้อสาลี่ 100 กรัม ให้พลังงาน 61 แคลอรี่ แต่ประกอบด้วยน้ำปริมาณค่อนข้างมากถึง 82.3 เปอร์เซ็นต์ ผู้ป่วยโรคไตที่ต้องจำกัดปริมาณน้ำควรระวังการกินสาลี่ บาคาร่า สูตรบาคาร่า

สาลี่ คุณค่าทางโภชนาการดี ๆ ต่อสุขภาพ

          ข้อมูลจากกองอนามัย กระทรวงสาธารณสุขเผยข้อมูลทางโภชนาการของสาลี่ 4 พันธุ์อันได้แก่ สาลี่ก้านยาว สาลี่หอม สาลี่น้ำผึ้ง  และสาลี่หิมะ ไว้ดังนี้

ที่มา : PG SLOT

>> คุณค่าทางโภชนาการของสาลี่ก้านยาว ปริมาณ 100 กรัม <<

          – พลังงาน 64 กิโลแคลอรี

          – น้ำ 110 กรัม

          – โปรตีน 0.4 กรัม

          – ไขมัน 0.1 กรัม

          – คาร์โบไฮเดรต 16.4 กรัม

          – ใยอาหาร 2.1 กรัม

          – เถ้า 0.2 กรัม

          – โซเดียม 2 มิลลิกรัม

          – โพแทสเซียม 174 มิลลิกรัม

          – แมกนีเซียม 8 มิลลิกรัม

          – แคลเซียม 1 มิลลิกรัม

          – ฟอสฟอรัส 14 มิลลิกรัม

          – เหล็ก 0.17 มิลลิกรัม

          – สังกะสี 0.04 มิลลิกรัม

          – ไอโอดีน 1.1 ไมโครกรัม

          – วิตามินซี 4 มิลลิกรัม

          – น้ำตาล 10 กรัม

>> คุณค่าทางโภชนาการของสาลี่น้ำผึ้ง ปริมาณ 100 กรัม <<

          – พลังงาน 48 กิโลแคลอรี

          – น้ำ 88 กรัม

          – โปรตีน 0.3 กรัม

          – ไขมัน 0.1 กรัม

          – คาร์โบไฮเดรต 11.6 กรัม

          – ใยอาหาร 1.5 กรัม

          – เถ้า 0.3 กรัม

          – โซเดียม 2 มิลลิกรัม

          – โพแทสเซียม 189 มิลลิกรัม

          – แมกนีเซียม 22 มิลลิกรัม

          – แคลเซียม 1 มิลลิกรัม

          – ฟอสฟอรัส 12 มิลลิกรัม

          – เหล็ก 0.04 มิลลิกรัม

          – สังกะสี 0.06 มิลลิกรัม

          – ไอโอดีน 0.8 ไมโครกรัม

          – วิตามินซี 3 มิลลิกรัม

          – น้ำตาล 7 กรัม

>> คุณค่าทางโภชนาการของสาลี่หอม ปริมาณ 100 กรัม <<

          – พลังงาน 57 กิโลแคลอรี

          – น้ำ 85 กรัม

          – โปรตีน 0.3 กรัม

          – ไขมัน 0.1 กรัม

          – คาร์โบไฮเดรต 13.9 กรัม

          – ใยอาหาร 1.7 กรัม

          – เถ้า 0.3 กรัม

          – โซเดียม 2 มิลลิกรัม

          – โพแทสเซียม 176 มิลลิกรัม

          – แมกนีเซียม 6 มิลลิกรัม

          – แคลเซียม 1 มิลลิกรัม

          – ฟอสฟอรัส 8 มิลลิกรัม

          – เหล็ก 0.03 มิลลิกรัม

          – สังกะสี 0.01 มิลลิกรัม

          – ไอโอดีน 1.0 ไมโครกรัม

          – วิตามินซี 3 มิลลิกรัม

          – น้ำตาล 8 กรัม

สรรพคุณ "สาลี่" เป็นพืชที่จัดอยู่ในสกุล Pyrus

>> คุณค่าทางโภชนาการของสาลี่หิมะ ปริมาณ 100 กรัม <<

          – พลังงาน 56 กิโลแคลอรี

          – น้ำ 86 กรัม

          – โปรตีน 0.4 กรัม

          – ไขมัน 0.1 กรัม

          – คาร์โบไฮเดรต 13.4 กรัม

          – ใยอาหาร 1.2 กรัม

          – เถ้า 0.2 กรัม

          – โซเดียม 1 มิลลิกรัม

          – โพแทสเซียม 142 มิลลิกรัม

          – แมกนีเซียม 7 มิลลิกรัม

          – แคลเซียม 1 มิลลิกรัม

          – ฟอสฟอรัส 14 มิลลิกรัม

          – เหล็ก 0.12 มิลลิกรัม

          – สังกะสี 0.05 มิลลิกรัม

          – ไอโอดีน 0.6 ไมโครกรัม

          – วิตามินซี 4 มิลลิกรัม

          – น้ำตาล 9 กรัม

          จะเห็นได้ว่าสาลี่เป็นผลไม้ฉ่ำน้ำจริง ๆ และเป็นผลไม้ที่ค่อนข้างให้พลังงานต่ำ ไขมันก็ต่ำ ทว่าปริมาณแร่ธาตุต่าง ๆ รวมไปถึงน้ำตาลของสาลี่แต่ละพันธุ์นั้นต่างกันเล็กน้อยถึงปานกลาง ซึ่งจุดนี้สาลี่พันธุ์น้ำตาลต่ำที่สุดก็คือ สาลี่น้ำผึ้ง ซึ่งมีปริมาณน้ำตาลอยู่ที่ 7 กรัมต่อสาลี่ 100 กรัม นั่นเอง

สาลี่ ประโยชน์ไม่น้อย กินก็อร่อยอีกต่างหาก

          สรรพคุณของสาลี่ที่นอกจากจะเป็นผลไม้มงคลแล้ว สาลี่ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพตามนี้เลยค่ะ

1. แก้กระหาย คลายร้อน

          สาลี่เป็นผลไม้ที่มีปริมาณน้ำมากเกือบทุกชนิด และยังมีรสหวานจากน้ำตาลธรรมชาติพอประมาณ ดังนั้นใครได้กินสาลี่ก็จะได้รับความสดชื่นจากสาลี่ในทันทีทันใด ยิ่งถ้านำสาลี่ไปแช่เย็นหน่อยนะ อย่างฟินเลยล่ะ

2. ช่วยในกระบวนการย่อยอาหารและการขับถ่าย

          สรรพคุณของสาลี่ในด้านฉ่ำ แทงบอลออนไลน์ น้ำส่งผลดีต่อระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายของเราด้วยนะคะ ที่สำคัญสาลี่ยังเป็นผลไม้ที่มีไฟเบอร์ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญของระบบขับถ่ายอีกด้วย ดังนั้นเมื่อรับประทานสาลี่เข้าไป น้ำจากสาลี่ก็จะช่วยให้อาหารที่ย่อยเคลื่อนที่ไปตามลำไส้ได้คล่องตัวขึ้น ส่วนไฟเบอร์ก็จะช่วยให้เราขับถ่ายง่ายยิ่งขึ้น ใครที่มีปัญหาท้องผูก อุจจาระแข็งเพราะร่างกายได้รับน้ำไม่เพียงพอ สาลี่จะช่วยแก้ปัญหาสุขภาพตรงจุดนี้ให้เราได้ค่ะjoker

3. กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

          วิตามินซีในสาลี่เป็นวิตามินสำคัญที่ช่วยในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ร่างกายเรามีภูมิต้านทานต่อโรคภัยได้ดีขึ้น นอกจากนี้สาลี่ยังเป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระชนิดฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดการอักเสบของเซลล์ สาเหตุหลัก ๆ ของการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ด้วยนะคะ

4. ช่วยให้ผิวเปล่งปลั่ง

          ไฟเบอร์ วิตามินซี และปริมาณน้ำในสาลี่ยังมีส่วนช่วยฟื้นฟูความอ่อนล้าของเซลล์ผิว ที่สำคัญในผลสาลี่ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันความเสื่อมของเซลล์ พวกริ้วรอย จุดด่างดำที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิวจึงอาจจะลดโอกาสเกิดลงได้ หากเรารับประทานผัก-ผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระอย่างสาลี่ และผัก-ผลไม้ชนิดอื่น ๆ สลับกันเป็นประจำทุกวัน เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระหลากหลายชนิดค่ะ

5. ช่วยลดความดันโลหิต

          สาลี่เป็นผลไม้ที่มีปริมาณโพแทสเซียมค่อนข้างสูง มีสรรพคุณช่วยปรับสมดุลระดับความดันโลหิตในร่างกายได้ แถมยังมีธาตุเหล็กช่วยในกระบวนการสร้างเม็ดเลือด ส่งผลให้เลือดลมหมุนเวียนได้ดียิ่งขึ้น

6. ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

          เมื่อระดับความดันในเลือดมีความสมดุล รวมทั้งร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันความเสื่อมของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย มีไฟเบอร์ที่ช่วยดักจับไขมันในกระแสเลือด สาลี่ก็จัดเป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณช่วยลดโอกาสเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอควบคู่กันไปด้วยนะคะ

7. เป็นผลไม้ที่กินก่อนออกกำลังกายก็ดี กินหลังออกกำลังกายก็เหมาะ

          สาลี่จัดเป็นผลไม้ที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ แต่ในสาลี่ก็มีน้ำตาลที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้เป็นพลังงานได้ทันที นอกจานี้สาลี่ก็มีคาร์โบไฮเดรตในตัวเองพอสมควร ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจถ้าเราจะแนะนำให้คนที่ออกกำลังกายเลือกกินสาลี่เป็นของว่างก่อนออกกำลังกาย เพื่อเพิ่มสมรรถภาพในการออกกำลังกายได้ดีขึ้น ส่วนหลังออกกำลังกายที่นอกจากจะได้ความสดชื่นแล้ว คาร์บที่มีอยู่ในสาลี่ประมาณหนึ่งยังจะช่วยเติมไกลโคเจนให้กล้ามเนื้อไม่อ่อนล้ามากจนเกินไปด้วยนะคะ

8. ต้านมะเร็ง

          ผลไม้เนื้อสีขาวอย่างสาลี่มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง ต้านการอักเสบที่อาจเกิดขึ้นกับเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย ยิ่งถ้ากินสาลี่ทั้งเปลือก (ไม่ปอกเปลือก) เรายังจะได้รับเบต้าแคโรทีนจากเผลือกสีเหลือง ๆ ของสาลี่เพิ่มขึ้นด้วยนะคะ และสารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้แหละที่จะปกป้องร่างกายเราให้ห่างไกลจากโรคมะเร็งได้

สาลี่กินแล้วอ้วนไหม

          เป็นคำถามยอดฮิตเลยทีเดียวสำหรับคนที่กลัวว่ากินสาลี่แล้วจะอ้วน ซึ่งเราต้องขออธิบายตามนี้ค่ะว่า สาลี่ 1 ผล ให้พลังงานราว ๆ 53-120 กิโลแคลอรี (ขึ้นอยู่กับแต่ละสายพันธุ์) ดังนั้นหากอยากกินสาลี่แบบไม่อ้วน แนะนำให้กินสาลี่ครั้งละครึ่งลูกก็พอค่ะ และควรกินอาหารที่หลากหลาย เน้นผัก-ผลไม้น้ำตาลต่ำ รวมทั้งหมั่นออกกำลังกายอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ด้วยนะคะ

คนท้องกินสาลี่ได้ไหม

          คนท้องกินสาลี่ได้ค่ะ เพราะสาลี่เป็นผลไม้ค่าดัชนีน้ำตาลต้ำ มีน้ำมาก ให้ความสดชื่นกับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ได้โดยไม่ได้เสี่ยงต่อภาวะได้รับปริมาณน้ำตาลมากจนเกินไป (เสี่ยงเบาหวานขณะตั้งครรภ์) ทว่าทางที่ดีก็ควรกินสาลี่มื้อละครึ่งผล และไม่ควรกินสาลี่เกินวันละ 1 ผลนะคะ ส่วนคุณแม่ที่เพิ่งคลอดบุตรใหม่ ๆ มีข้อมูลทางแพทย์แผนจีนเตือนมาว่าไม่ควรทานสาลี่นะคะ เพราะสาลี่มีฤทธิ์เย็น จะทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี ดังนั้นคุณแม่หลังคลอดควรทานอาหารร้อน ๆ เพื่อบำรุงโลหิตไปก่อนค่ะ

 อย่างไรก็ดี สาลี่จัดเป็นผลไม้ที่มีโพแทสเซียมค่อนข้างสูง ซึ่งไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคไต ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคไตหรือมีความผิดปกติทางไตก็ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานสาลี่จะดีกว่า

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

เกมสนุกแถบได้ตัง : PGSLOT


tasty summer fruits on a wooden table

สรรพคุณมากมาย 9 ผลไม้ตระกูล “เบอร์รี่”

สรรพคุณมากมาย 9 ผลไม้ตระกูล “เบอร์รี่” เบอร์รี่ที่เรารู้จักมีมากมายหลายสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นสตรอว์เบอร์รี่, บลูเบอร์รี่, มัลเบอร์รี่ และเชอร์รี่ลูกสีแดงสดหน้าตาน่ากิน รสชาติเปรี้ยวนิด ๆ หวานหน่อย ๆ แต่จะมีใครทราบบ้างว่าเบอร์รี่มีประโยชน์มากกว่าหน้าตา และรสชาติมากขนาดไหน 

เพิ่มระบบภูมิต้านทาน

เบอร์รี่เป็นผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามินมากมาย เช่น A, B, C, E, K และโพแทสเซียม ฯลฯ ที่ร่างกายต้องการเพื่อช่วยให้เซลล์ในร่างกายสามารถซ่อมแซมตัวเองจากโรคต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ทั้งการรักษาบาดแผล การป้องกันโรคมะเร็ง ลดการเป็นโรคลักปิดลักเปิด ตลอดจนโรคเกาต์หรืออาการปวดตามข้อ

          อีกทั้งเบอร์รี่ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง โดยพบมากที่สุดในบลูเบอร์รี่ ซึ่งมีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ให้ดียิ่งขึ้น ลดการอักเสบของหลอดเลือดอันเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ โรคทางประสาทและสมอง ufabet ตลอดจนสารสีแดงในเบอร์รี่ช่วยต้านความเสื่อมของร่างกายและชะลอความชรา ฟื้นฟูการสร้างคอลลาเจนในผิว ช่วยให้ผิวแลดูอ่อนเยาว์ ริ้วรอยดูลบเลือนลง ให้ผิวแลดูอ่อนกว่าวัย

เสริมความจำให้แม่นยำ

นอกจากสารต้านอนุมูลอิสระในเบอร์รี่จะช่วยในเรื่องของผิวพรรณแล้ว ยังช่วยในเรื่องของระบบประสาทด้วย โดยจะช่วยให้เซลล์สมองสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ดีขึ้น ทำให้ความสามารถในการจำของเราดีขึ้น ดังนั้นใครที่ขี้หลงขี้ลืมลองกินเบอร์รี่เป็นประจำดูสิ

ต้านโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ

โดยเฉพาะในแครนเบอร์รี่ที่สามารถป้องกันโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบได้มากกว่าเบอร์รี่ตัวอื่น ๆ เพราะมันสามารถป้องกันเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า อีโคไลน์ ต้นต่อของโรค รวมทั้งมีสารแทนนินที่มีส่วนช่วยหยุดการสะสมตัวและการเกาะตัวของแบคทีเรียในบริเวณผนังทางเดินปัสสาวะอันเป็นบ่อเกิดของโรคได้

ประโยชน์ของเบอร์รี่ 9 ชนิด

1. บลูเบอร์รี่ (Blueberry)

บลูเบอร์รี่ (Blueberry) เป็นผลไม้เพื่อสุขภาพ สีม่วง ผลเล็ก กลม แป้น มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน รับประทานง่าย บลูเบอรรี่นั้นมากด้วยวิตามิน ช่วยลดการเสื่อมของร่างกาย ช่วยเรื่องความจำ และหากรับประทานเป็นประจำจะช่วยลดอัตราการเกิดโรคหัวใจได้เป็นอย่างดี ส่วนใหญ่มักจะพบเห็นบลูเบอร์รี่ในเมนูขนมเป็นส่วนมาก เช่น บลูเบอร์รี่ชีสเค้ก แยมบลูเบอร์รี่ รวมทั้งทานกับซีเรียลเป็นอาหารเช้าได้อย่างดี บาคาร่า สูตรบาคาร่า

ที่มา : PG SLOT

2. ราสเบอร์รี่ (Raspberry)

ราสเบอร์รี่ (Raspberry) เ สีแดงอมชมพูเข้ม อุดมด้วยกรดเอลลาจิก (Ellagic) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แถมยังช่วยป้องกันมะเร็งได้เป็นอย่างดี โดยมีหลายเมนูที่สามารถใช้ราสเบอร์รี่เป็นส่วนประกอบ เช่น ไอศกรีมราสเบอร์รี่ คัพเค้กราสเบอร์รี่ คุ้กกี้ราสเบอร์รี่ แยมราสเบอร์รี่ และใช้มิกซ์กับสลัดผักก็อร่อยให้รสชาติดี

3. แบล็คเคอร์แรนท์ (Blackcurrant)

แบล็คเคอร์แรนท์ ถูกขนานนามให้เป็นที่สุดของตระกูลเบอร์รี่ ผลเล็ก ๆ กลม ๆ ผิวเรียบเกลี้ยง เนื้อชุ่มฉ่ำน้ำ เปรี้ยวอมหวาน มีกลิ่นหอม และเมล็ดทรงรี ซึ่งแบล็คเคอร์แรนท์นี้มีสรรพคุณที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ป้องกันโรคมะเร็ง ป้องกันโรคหัวใจ ช่วยบำรุงเลือด และบำรุงประสาท ฯลฯ เครื่องดื่ม สามารถรับประทานได้ทันที ยิ่งแช่เย็นยิ่งอร่อย บางครั้งแช่ฟรีซแล้วรับประทานก็มี

4. แบล็กเบอร์รี่ (Blackberry)

แบล็กเบอร์รี่ มีผลสีดำมีเมล็ดเป็นกลุ่ม แบล็กเบอร์รี่มีรสชุ่มฉ่ำเปรี้ยวอมหวาน มีเส้นใยอาหาร วิตามินซี วิตามินเค วิตามินบี และเกลือแร่ นิยมคั้นน้ำปั่นปั่นสมูทตี้เพื่อสุขภาพ รั ใส่เครป ทำเป็นไอศกรีม หรือทำแยมทาขนมปังก็อร่อย รับประทานเป็นประจำช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ และโรคหัวใจ มีประโยชน์ต่อสุขภาพ

5. แครนเบอร์รี่ (Cranberry)

แครนเบอร์รี่ (Cranberry) เป็นผลไม้รสเปรี้ยวสีแดงสด เป็นไม้เลื้อยปลูกในอเมริกาและแคนาดา นิยมใช้เป็นยาสมุนไพร และรับประทานป้องกันโรคหัวใจ ไข้หวัด ช่วยป้องกันโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบและโรคไตได้เป็นอย่างดี อุดมด้วยวิตามินซี มีประโยชน์ ดีต่อสุขภาพ รับประทานสด ๆ และคั้นน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพได้เช่นกัน นิยมอบแห้งเพื่อรับประทานด้วยเช่นกัน

6. กูสเบอร์รี่ (Gooseberry)

สรรพคุณมากมาย 9 ผลไม้ตระกูล "เบอร์รี่"

กูสเบอร์รี่สีเหลืองทอง มีชื่อไทยว่า โทงเทงฝรั่ง เนื้อนุ่มฉ่ำน้ำผลไม้ ลักษณะกลมเกลี้ยง หวานอมเปรี้ยวเหมือนรับประทานมะเขือเทศพร้อมกับสับปะรด มีกลีบเลี้ยงห่อหุ้มไว้ ผลไม้จิ๋วแต่แจ๋วอุดมด้วยวิตามินซี มีประโยชน์มากๆ ป้องกันไข้หวัด ช่วยดูแลสายตา สามารถปรุงเป็นของหวาน แยม ซอส พาย พุดดิ้ง สลัดผลไม้ รับประทานกับน้ำผึ้งก็ดีเยี่ยม เลือกได้ตามความชอบเป็นหลัก

7. มัลเบอร์รี่ (Mulberry)

สรรพคุณมากมาย 9 ผลไม้ตระกูล "เบอร์รี่"


จัดเป็นผลไม้ของคนรักสุขภาพโดยแท้ ต้องยกให้มัลเบอร์รี่ (Mulberry) หรือคนไทย เรียกว่า ลูกหม่อน มีทั้งสีม่วงเข้มจะมีรสหวาน สีแดงอมม่วงรสชาติหวานเปรี้ยว นิยมคั้นน้ำ ทำเป็นแยม และรับประทานสด ๆ เช่นเดียวกับเบอร์รี่อื่น ๆ มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ช่วยให้ความจำดีขึ้น ดีต่อสุขภาพ แถมยังต้านมะเร็งอีกด้วย ใบของมัลเบอร์รี่สามารถปรับนำมาตากแห้งชงเป็นชาร้อนได้เช่นกัน ให้กลิ่นหอมอ่อน ๆ รสชาติดี

8. องุ่น (Grape)

สรรพคุณมากมาย 9 ผลไม้ตระกูล "เบอร์รี่"


องุ่น (Grape) จัดเป็นหนึ่งในประเภทผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ สำหรับสรรพคุณ และประโยชน์ขององุ่นนั้นมีหลากหลาย เช่น ช่วยต้านมะเร็ง ลดไขมันในเลือด ช่วยบำรุงหัวใจ บำรุงสมอง บำรุงกำลัง อีกทั้งยังช่วยให้ร่างกายแข็งแรงได้เนื่องจากน้ำตาลในองุ่นสามารถดูดซึมได้อย่างรวดเร็วทำให้รู้สึกสดชื่นและยังช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายได้อีกด้วย

9. สตรอเบอร์รี่ (Strawberry)

สรรพคุณมากมาย 9 ผลไม้ตระกูล "เบอร์รี่"

มาถึงคิวสตรอเบอร์รี่ (Strawberry) ผลไม้เพื่อสุขภาพที่เรารู้จักกันดี แม้จะเป็นพืชสังกัดสกุลไม้ดอกในวงศ์กุหลาบ ไม่ถูกจัดว่าเป็นกลุ่มเบอร์รี่ในทางพฤกษศาสตร์ (เป็นแค่ชื่อเท่านั้น) อย่างไรก็ดี เรามักจะคุ้นชินกับสตรอเบอร์รี่เป็นอย่างดี ถูกขนานนามว่าเป็นราชาของผลไม้สีแดง และเป็นผลไม้โปรดของใครหลายคน หารับประทานง่าย เป็นผลไม้เมืองหนาวมาพร้อมกับความอร่อยและคุณค่าทางโภชนาการ มีหลากหลายสายพันธุ์ มากด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ กากใยสูง ช่วยทำให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรง ลดความดันโลหิต สามารถทานสด ทำน้ำสตรอเบอร์รี่ปั่น หรือฝานบาง ๆ ใส่น้ำแร่เป็นน้ำอินฟิวส์ (Infused Water) และเมนูของหวานแสนอร่อยหลากหลาย
จากที่เล่ามาข้างต้น มีผลไม้เพื่อสุขภาพตระกูลเบอร์รี่ชนิดไหนบ้างที่คุณชื่นชอบ คงจะต้องบอกว่า รับประทานอร่อยและดีต่อสุขภาพจริงเชียว

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

เกมสนุกแถบได้ตัง : PGSLOTGAME

องุ่น (Grape) ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ประโยชน์ที่แตกต่าง

องุ่น (Grape) ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ประโยชน์ที่แตกต่าง

องุ่น (Grape) ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ประโยชน์ที่แตกต่าง

ประโยชน์ขององุ่นแดง

  • ในองุ่นแดงประกอบไปด้วยสารเรสเวอราทรอล สารซาโปนิน สารฟลาโวนอยด์ สารโพลีฟีนอล สารแอนโทไซยานิน ซึ่งสารเหล่านี้จะมีสรรพคุณที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
  • ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง ช่วยยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็ง ทำลายพิษของสารก่อมะเร็ง
  • ป้องกันโรคหัวใจ
  • ช่วยชะลอวัย ช่วยในการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว ทำให้ผิวขาวอมชมพู
  • ช่วยลดการดูดซึมของคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด
  • ช่วยต้านแบคทีเรียไวรัส แทงบอลออนไลน์ ป้องกันเนื้องอก
  • ช่วยเพิ่มระดับไขมันดี (HDL) ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ลดระดับไขมันเลว (LDL)
  • ควบคุมการทำงานของระบบประสาท ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เพิ่มการไหลเวียนเลือด ขยายหลอดเลือด
  • บำรุงสายตา
  • ช่วยในการเผาผลาญอาหารให้เป็นพลังงาน
  • มีแคลเซียมที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง
  • บำรุงโลหิต เพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างเม็ดเลือดแดง
  • ป้องกันโรคโรคเหน็บชา

ประโยชน์ขององุ่นเขียว

องุ่นเขียวมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์หลายชนิด ได้แก่ สารคาเตชิน สารเทอร์ซอทิลบีน สารแอนตี้ออกซิแดนท์ สารเหล่านี้จะมีสรรพคุณที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย บาคาร่า สูตรบาคาร่า

  • ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ
  • ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ โรคทางระบบประสาท
  • ช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อราหรือเชื้อไวรัสได้เป็นอย่างดี
  • ช่วยป้องกันมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมลูกหมาก
  • ป้องกันการเกิดโรคลูคีเมีย
  • ช่วยบำรุงผิวพรรณ ช่วยผลัดเซลล์ผิวทำให้ผิวพรรณดูเปล่งปลั่ง สดใส
  • ช่วยแก้หวัด ป้องกันการเกิดโรคหวัด
  • ช่วยลดความดันโลหิตสูง

ประโยชน์ขององุ่นสีดำ

  • ช่วยในการลดน้ำหนัก ลดไขมันในเส้นเลือด อุดมไปด้วยไฟเบอร์ที่จะทำให้รู้สึกอิ่มเร็วและมีแคลอรีต่ำ
  • ช่วยการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ
  • ช่วยเพิ่มการสร้างเกล็ดเลือดและเพิ่มการผลิตไนตริกออกไซด์เพื่อช่วยปกป้องเส้นเลือดแดง
  • ช่วยลดความเครียดได้
  • ประโยชน์สรรพคุณขององุ่นดำ
  • ช่วยขับล้างสารพิษในลำไส้ ทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ปกติ

องุ่นกับประโยชน์ด้านสุขภาพ

ที่มา : PG SLOT

การรักษาด้วยองุ่นที่เป็นไปได้ แต่ยังมีหลักฐานสนับสนุนมากพอ

องุ่น (Grape) ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ประโยชน์ที่แตกต่าง

นอกจากนี้ ยังงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งแบ่งอาสาสมัครกลุ่มอาการทางเมตาบอลิกออกเป็น 3 กลุ่ม และสุ่มให้รับประทานยาหลอก หรือสารสกัดจากเมล็ดองุ่นขนาด 150 มิลลิกรัม หรือสารสกัดจากเมล็ดองุ่นขนาด 300 มิลลกรัม เป็นเวลา 4 สัปดาห์ โดยวัดระดับไขมันและน้ำตาลในเลือดทั้งก่อนและหลังการทดลอง พบว่าความดันโลหิตของกลุ่มที่รับประทานสารสกัดจากเมล็ดองุ่นต่ำกว่ากลุ่มที่รับประทานยาหลอก แต่ระดับไขมันและน้ำตาลในเลือดไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ บาคาร่า สูตรบาคาร่า

ไขมันพอกตับ เนื่องจากวิธีการรักษาโรคไขมันพอกตับยังค่อนข้างจำกัด ในขณะที่คุณสมบัติต้านสารอนุมูลอิสระของผักและผลไม้มีมากขึ้น ทำให้มีการวิจัยเกี่ยวกับการใช้สารสกัดจากเมล็ดองุ่นเพื่อช่วยปรับปรุงระบบการทำงานของตับในผู้ป่วยไขมันพอกตับ โดยสุ่มให้กลุ่มตัวอย่างกลุ่มละ 15 คน รับประทานอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากเมล็ดองุ่นหรือวิตามินซีขนาด 1,000 มิลลิกรัมทุก 12 ชั่วโมง เป็นเวลา 3 เดือน โดยตรวจการทำงานของตับในกลุ่มตัวอย่างก่อนการทดลอง และตรวจซ้ำในเดือนที่ 1, 2 และ 3 พบว่าสารสกัดจากเมล็ดองุ่นอาจช่วยทำให้ผู้ป่วยไขมันพอกตับมีอาการดีขึ้นหากมีการติดตามผลเป็นระยะเวลานาน

การรักษาด้วยองุ่นที่อาจไม่ได้ผล

คลื่นไส้และอาเจียนจากเคมีบำบัด หลายคนเชื่อว่าผักหรือผลไม้ที่อุดมไปด้วยฟลาโวนอยด์อาจมีส่วนช่วยในการป้องกันอาการคลื่นไส้และอาเจียนจากเคมีบำบัด ซึ่งเป็นการลดต้นทุนและประหยัดค่าใช้จ่ายอีกทางหนึ่ง ทั้งนี้ได้มีการทดลองชิ้นหนึ่งให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่รักษาด้วยยาเคมีบำบัดแบบที่ทำให้เกิดอาการแพ้ได้ปานกลางและแบบที่ทำให้เกิดอาการแพ้ได้มากจำนวนทั้งสิ้น 77 คน บริโภคน้ำองุ่นสายพันธุ์คอนคอร์ดในปริมาณ 4 ออนซ์หรือยาหลอก ก่อนมื้ออาหารเป็นเวลา 1 สัปดาห์ หลังจากรักษาด้วยยาเคมีบำบัดในแต่ละรอบ โดยบันทึกความถี่และระยะเวลาที่เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน และขย้อนเป็นประจำทุกวัน พบว่าความถี่และระยะเวลาที่เกิดอาการข้างเคียงจากยาเคมีบำบัดอยู่ในระดับต่ำกว่ากลุ่มตัวอย่าง แต่ไม่พบว่ามีนัยสำคัญทางสถิติ  ดังนั้นประสิทธิภาพของฟลาโวนอยด์ในน้ำองุ่นคอนคอร์ดยังจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมในอนาคตด้วยกลุ่มตัวอย่างที่มีจำนวนมากขึ้นเพื่อสนับสนุนการทดลอง

ความปลอดภัยในการรับประทานองุ่น

การรับประทานองุ่นเป็นอาหารในปริมาณที่เหมาะสมค่อนข้างมีความปลอดภัย หรือรับประทานในรูปแบบยารักษาโรคก็อาจจะปลอดภัยเช่นกัน แต่หากรับประทานองุ่นรวมถึงลูกเกดในปริมาณที่มากเกินไป อาจเป็นสาเหตุของอาการท้องเสีย ในบางรายอาจมีอาการแพ้องุ่นหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากองุ่นได้ ซึ่งอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ระคายเคืองกระเพาะอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน อาหารไม่ย่อย ไอ ปากแห้ง เจ็บคอ ปวดศีรษะ เกิดการติดเชื้อ หรือมีปัญหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ เป็นต้น

>> ข้อควรระวังในการรับประทานองุ่น <<

  • ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือผู้ที่อยู่ในช่วงให้นมบุตร ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าการรับประทานองุ่นในรูปแบบอาหารเสริม ยารักษาโรค หรือในปริมาณที่มากกว่าปกติ จะมีความปลอดภัยมากน้อยเพียงใด ดังนั้นควรรับประทานองุ่นในปริมาณที่เหมาะสมหรืองดการรับประทานองุ่นในระหว่างตั้งครรภ์
  • ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับเลือด การรับประทานองุ่นอาจส่งผลให้เลือดแข็งตัวช้าลง เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดแผลฟกช้ำหรือเลือดออกได้ง่ายในผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับเลือดหรือภาวะเลือดออกผิดปกติ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการรายงานปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นในมนุษย์
  • ผู้ที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด ควรหยุดรับประทานองุ่นก่อนการผ่าตัดอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพราะอาจส่งผลให้เลือดแข็งตัวช้าลง หรือทำให้มีเลือดออกมากในระหว่างหรือหลังการผ่าตัด
  • ผู้ที่รับประทานยาบางชนิดเป็นประจำ เพราะอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาที่ไม่พึงประสงค์ หากรับประทานองุ่นร่วมกับการใช้ยาต่อไปนี้
    • ยาที่ถูกเปลี่ยนแปลงโดยเอนไซม์ที่ตับ (P450) เนื่องจากการบริโภคน้ำองุ่นอาจเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือการทำลายยาที่ตับ และส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของยาลดลง ดังนั้น ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทานองุ่นร่วมกับยาดังต่อไปนี้
      • โคลซาปีน 
      • ไซโคลเบนซาพรีน
      • ฟลูวอกซามีน 
      • ฮาโลเพอริดอล 
      • อิมิพรามีน 
      • โอแลนซาปีน 
      • เพนตาโซซีน
      • โพรพราโนลอล 
      • ทีโอฟิลลีน 
      • ซอลมิทริปแทน
    • ยาต้านการแข็งตัวของเลือดวาร์ฟาริน เนื่องจากการรับประทานองุ่น อาจส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด และหากรับประทานร่วมกับวาร์ฟารินอาจทำให้เสี่ยงต่อการเกิดแผลฟกช้ำหรือเลือดออกได้ง่าย อาจต้องปรับขนาดยาเพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว และควรตรวจเลือดเป็นประจำ

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

เกมสนุกแถบได้ตัง : PGSLOTGAME

ไอเดียสุขภาพ "กระเจี๊ยบแดง" ตามตำรายา

ไอเดียสุขภาพ “กระเจี๊ยบแดง” ตามตำรายา

 ไอเดียสุขภาพ “กระเจี๊ยบแดง” ตามตำรายา เป็นพืชล้มลุกปีเดียว ปลูกง่าย ทั่วทุกภูมิภาคในประเทศไทยมักปลูกกันตามบ้านเรือน มีลักษณะเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 1-2 เมตร กิ่งมีสีม่วงแดง ใบมีหลายใบ ขอบใบเรียบ บางครั้งมีหยัก 3-5 หยัก ใบกว้างและยาวใกล้เคียงกัน 8-15 เซนติเมตร ดอกเดี่ยวออกที่ซอกใบ กลีบดอกสีชมพูแดง เกสรดอกไม้สีม่วงแดง เกสรตัวผู้เชื่อมกันเป็นหลอด ผลเป็นผลแห้งแตก กลีบเลี้ยงสีแดงฉ่ำน้ำหุ้มอยู่ด้านนอกของดอก

ชื่อวิทยาศาสตร์ Hibiscus sabdariffa L.

ชื่อวงศ์MALVACEAE

ชื่ออังกฤษ Jamaica sorrel, Red Sorrel, Roselle

ชื่อท้องถิ่น กระเจี๊ยบแดง กระเจี๊ยบเปรี้ยว ผักเก็งเค็ง ส้มเก็งเค็ง ส้มตะเลงเครง ส้มปู

ทำความรู้จักกับกระเจี๊ยบแดง

  • กระเจี๊ยบแดง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hibiscus sabdariffa L. เป็นพืชล้มลุก อายุสั้น ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศซูดาน และแถบประเทศในทวีปแอฟริกา
  • ลักษณะลำต้นเป็นไม้พุ่ม สูงประมาณ 50-180 เซนติเมตร มีสีม่วงอมแดง เป็นใบเลี้ยงเดี่ยว ลักษณะใบคล้ายรูปฝ่ามือมี 3 แฉก หรือ 5 แฉก ขอบใบเป็นฟันเลื่อย ความกว้างและยาวประมาณ 8-15 เซนติเมตร
  • ออกดอกเป็นดอกเดี่ยวตามซอกใบ กลีบดอกชมพู หรือเหลือง ก้านดอกสั้น มีกลีบประมาณ 8-12 กลีบ เมื่อดอกกระเจี๊ยบแดงเจริญเติบโตเต็มที่จะมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6 เซนติเมตร และผลจะมีปลายแหลม ยาวประมาณ 2.5 เซนติเมตร
  • ผลของกระเจี๊ยบแดง ผลอ่อนจะเป็นสีเขียว ส่วนผลแก่จะแตกออกเป็น 5 แฉก เมล็ดสีน้ำตาล ตัวผลจะมีกลีบเลี้ยงสีแดงหนาชุ่มน้ำหุ้มเอาไว้
ไอเดียสุขภาพ "กระเจี๊ยบแดง" ตามตำรายา

ที่มา : PG SLOT

คุณค่าทางโภชนาการของกระเจี๊ยบแดง

ในกระเจี๊ยบแดง 100 กรัม เต็มไปด้วยสารอาหารหลายชนิด ซึ่งประกอบไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการดังนี้ แทงบอลออนไลน์

  • พลังงาน 49.00 กิโลแคลอรี่
  • ไขมัน 0.6 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 11.3 กรัม
  • โปรตีน 1 กรัม
  • เส้นใย 1.30 กรัม
  • แคลเซียม 215มิลลิกรัม
  • ฟอสฟอรัส 37 มิลลิกรัม
  • เหล็ก 1.50 มิลลิกรัม
  • ไนอะซิน (Niacin) 0.3 มิลลิกรัม
  • วิตามินซี 12 มิลลิกรัม
  • วิตามินเอ 287 IU

สารสำคัญชนิดต่างๆ ที่ให้สรรพคุณ

กระเจี๊ยบแดงถือเป็นอีกหนึ่งพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นส่วนดอก ส่วนต้น หรือส่วนใบ ล้วนแต่สามารถนำมาเสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้กับทุกคนได้ บาคาร่า สูตรบาคาร่า 

กลีบเลี้ยงและกลีบรองดอกมีสารสีแดงจําพวกแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) จึงทําให้มีสีม่วงแดง นอกจากนี้ ยังมีกรดอินทรีย์ เช่น กรดแอสคอบิก (ascorbic acid) กรดซิตริก (citric acid) กรดมาลิก (malic acid) และกรดทาร์ทาริก (tartaric acid) ที่ทำให้กระเจี๊ยบแดงมีรสเปรี้ยว

กระเจี๊ยบแดงมีสารต่างๆ ดังที่กล่าวมา จึงทำให้กระเจี๊ยบแดงมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่หลากหลาย เช่น ฤทธิ์ขับปัสสาวะ ฤทธิ์ลดความดันโลหิตในช่วงเวลาสั้นๆ เป็นต้น

ประโยชน์ของกระเจี๊ยบแดงตามตำรายา

กระเจี๊ยบแดงถือเป็นอีกหนึ่งพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นส่วนดอก ส่วนต้น หรือส่วนใบ joker ล้วนแต่สามารถนำมาเสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้กับทุกคนได้

ตำรายาโบราณ: ใช้ทั้งต้นใส่หม้อต้มน้ำ 3 ส่วน เคี่ยวไฟให้งวดเหลือ 1 ส่วน ผสมกับน้ำผึ้งกึ่งหนึ่ง รับประทานวันละ 3 เวลา หรือจะรับประทานน้ำยาเปล่าๆ ก็ได้ จนหมดน้ำยานั้น เป็นยาฆ่าพยาธิตัวจี๊ด

ไอเดียการกินกระเจี๊ยบแดงเพื่อสุขภาพ

ไอเดียสุขภาพ "กระเจี๊ยบแดง" ตามตำรายา

1. ทำน้ำกระเจี๊ยบแดง

2. ทำแยมกระเจี๊ยบแดง

3. ทำแกงส้มกระเจี๊ยบแดง

สรรพคุณของกระเจี๊ยบแดง

1. ลดไข้

กระเจี๊ยบแดง

2. แก้ไอ ละลายเสมหะ

          ในตำรับยาแผนโบราณพบว่าใบกระเจี๊ยบมีฤทธิ์แก้ไอ ละลายเสมหะ ขับเมือกมันในลำคอให้ไหลลงสู่ทวารหนัก ทั้งยังช่วยแก้โรคพยาธิตัวจี๊ดได้อีกต่างหาก

3. ขับปัสสาวะ

          จากการศึกษาให้ผู้ป่วยดื่มน้ำสกัดกลีบเลี้ยงของกระเจี๊ยบแดง พบว่า กระเจี๊ยบแดงมีฤทธิ์ขับปัสสาวะได้ดี โดยในการทดลองได้ใช้กลีบเลี้ยงกระเจี๊ยบแดงตากแห้ง บดเป็นผง 3 กรัม ชงน้ำเดือด 1 ถ้วยแก้ว หรือประมาณ 300 มิลลิลิตร ให้ผู้ป่วยดื่มวันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 1 ปี ส่วนในตำราพื้นบ้าน แนะนำให้นำกลีบเลี้ยงของกระเจี๊ยบแดงมาชงกับน้ำร้อนดื่มเป็นยาขับปัสสาวะได้

4. แก้กระหาย ให้ร่างกายสดชื่น

          ดอกกระเจี๊ยบมีรสเปรี้ยว เพราะมีวิตามินซี และกรดซิตริก จึงช่วยขับน้ำลายและแก้กระหาย โดยนำดอกกระเจี๊ยบตากแห้ง ต้มในน้ำเดือดเป็นน้ำกระเจี๊ยบหอมหวานชื่นใจ

5. รักษาแผลในกระเพาะอาหาร

          ดอกกระเจี๊ยบมีสรรพคุณต้านการอักเสบ และมีสรรพคุณช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร หล่อลื่นลำไส้ และเป็นยาระบายอ่อน ๆ

6. ลดไขมันในเลือด

          ส่วนเมล็ดของกระเจี๊ยบแดงมีสรรพคุณช่วยลดไขมันและคอเลสเตอรอลในเลือด โดยนำเมล็ดกระเจี๊ยบตากแห้งมาบดให้เป็นผง จากนั้นนำมาชงกับน้ำร้อนหรือต้มน้ำดื่ม ช่วยลดไขมันในเลือด บำรุงเลือด ขับน้ำดี แก้ปัสสาวะขัด

7. ป้องกันโรคหัวใจ

          สารแอนโธไซยานินที่ทำให้กลีบเลี้ยงของดอกกระเจี๊ยบมีสีแดง เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยทำให้เลือดไม่หนืด ช่วยลดไขมันเลวในเส้นเลือด จึงป้องกันไม่ให้หลอดเลือดแข็งตัว ป้องกันหัวใจขาดเลือด และลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ โดยนิยมนำกระเจี๊ยบแดงไปต้มกับพุทราจีน เพื่อบำรุงหัวใจ

8. รักษาแผล

          ใบของกระเจี๊ยบมีสรรพคุณในการต้านอาการอักเสบ จากตำรับยาแผนโบราณจะพบว่ามีการนำใบสดของกระเจี๊ยบแดง ล้างให้สะอาด และตำให้ละเอียด จากนั้นนำมาประคบฝีหรือต้มใบแล้วนำน้ำต้มใบมาล้างแผล ก็จะช่วยบรรเทาอาการแผลให้หายเร็วขึ้น นอกจากนี้ ใบยังมีวิตามินเอ สามารถทานบำรุงสายตาได้

9. ป้องกันโลหิตจาง

          กระเจี๊ยบแดงมีธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่สำคัญของฮีโมโกลบิน อีกทั้งความเป็นกรดของสารพฤกษเคมีในดอกกระเจี๊ยบแดงยังช่วยเพิ่มการดูดซึมและการกระจายแร่ธาตุต่าง ๆ ในร่างกาย ส่งผลให้กระเจี๊ยบแดงช่วยป้องกันภาวะโลหิตจางได้

10. ลดน้ำตาลในเลือด

          จากการศึกษากับผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ได้รับชากระเจี๊ยบแดง 3 กรัม ชงกับน้ำร้อน 150 มิลลิลิตร ติดต่อกันเป็นเวลา 1 เดือน พบว่า ระดับน้ำตาลในเลือดของอาสาสมัครลดลงสูงสุดจาก 162.1 เป็น 112.5 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร จากกลไกทางชีวภาพของสารพฤกษเคมีที่ช่วยลดการย่อยและการดูดซึมน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวและโมเลกุลคู่ผ่านการยับยั้งเอนไซม์แอลฟา-อะไมเลส แลแอลฟา-กลูโคซิเดส

11. ลดความดันโลหิต

          จากการศึกษาทางคลินิกในอาสาสมัครที่มีความเสี่ยงภาวะความดันโลหิตสูง โดยให้อาสาสมัครดื่มชากระเจี๊ยบแดง 1.25 กรัม ชงกับน้ำร้อน 240 มิลลิลิตร วันละ 3 ครั้ง ติดต่อกันเป็นเวลา 6 สัปดาห์ พบว่า ความดันโลหิตของอาสาสมัครลดลง 7.2 มิลลิเมตรปรอท (ขณะหัวใจบีบตัว) และ 3.1 มิลลิเมตรปรอท (ขณะหัวใจคลายตัว)

12. ปกป้องไต

          การศึกษาในคลินิกที่ให้อาสาสมัครดื่มน้ำกระเจี๊ยบแดง 24 กรัมต่อวัน พบว่า สารพฤกษเคมีในกระเจี๊ยบแดงมีส่วนช่วยขับครีเอตินิน กรดยูริก ซิเตรต ทราเทรต แคลเซียม โพแทสเซียม และฟอสเฟต และในข้อมูลสัตว์ทดลองยังพบว่า กรดของสารพฤกษเคมีในดอกกระเจี๊ยบแดงขนาด 750 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สามารถป้องกันและยับยั้งการพัฒนาของก้อนนิ่วได้ ทว่าผลการยับยั้งนิ่วในคนยังต้องศึกษากันต่อไป

13. ฆ่าเชื้อแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะ

          มีการศึกษาที่ยืนยันว่า กระเจี๊ยบแดงมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะ โดยสารในกระเจี๊ยบแดงจะทำให้ปัสสาวะเป็นกรดจึงช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียในทางเดินปัสสาวะได้

จะเห็นได้ว่ากระเจี๊ยบแดง เป็นพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์อย่างมาก และสามารถนำมาใช้ในการรักษาโรคได้หลายส่วน จึงเป็นพืชสมุนไพรที่ควรปลูกไว้ในบ้านอย่างแท้จริง

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

เกมสนุกแถบได้ตัง : PGSLOTGAME

สรรพคุณ "กระเจี๊ยบเขียว หรือกระเจี๊ยบมอญ"

สรรพคุณ “กระเจี๊ยบเขียว หรือกระเจี๊ยบมอญ”

สรรพคุณ “กระเจี๊ยบเขียว หรือกระเจี๊ยบมอญ” นับเป็นผักที่ขึ้นชื่อในสรรพคุณด้านการเป็นยาระบาย เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการท้องผูกบ่อยๆ ที่เป็นต้นเหตุของ โรคร้ายแรงอื่นๆ เช่น ลำไส้อักเสบ หรือริดสีดวงทวาร วันนี้เราจะมาทำความรู้จักผักที่มากไปด้วยคุณประโยชน์ต่อสุขภาพชนิดนี้กันให้มากขึ้น

ลักษณะของกระเจี๊ยบเขียว

กระเจี๊ยบเขียว มีลักษณะเป็นฝักสีเขียว รูปทรงเรียวยาว คล้ายกับนิ้วมือ ส่วนปลายโค้งเล็กน้อย ฝักมีสันเป็นเหลี่ยมตามยาว 5 เหลี่ยม มีขนอ่อนๆ อยู่ทั่วฝัก หากนำมาต้มหรือทำอาหาร ฝักจะมีผิวลื่นเป็นเมือก รับประทานง่าย รสชาติอร่อย นิยมนำมาต้มรับประทานแกล้มน้ำพริก

คุณค่าทางสารอาหารของกระเจี๊ยบเขียว

นอกจากจะมีไฟเบอร์หรือกากใยอาหารสูง กระเจี๊ยบเขียวยังเป็นแหล่งรวมสารอาหารที่สำคัญอย่างกรดโฟลิก โพแทสเซียม แคลเซียม วิตามินบี วิตามินซี และวิตามินแร่ธาตุอื่นๆ อีกมากมาย 

ด้วยแคลอรี่ที่ต่ำและกากใยที่สูง บาคาร่ายังทำให้กระเจี๊ยบเป็นหนึ่งในพืชผักที่แนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน เพราะจะช่วยในเรื่องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด รวมไปถึงผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก นอกจากนี้ ข้อมูลจากสำนักงานข้อมูลสมุนไพรระบุว่า กระเจี๊ยบเขียวสามารถช่วยลดเสมหะ บรรเทาอาการไอ และรักษาแผลในกระเพาะอาหารได้ด้วย 

ทำไมกินกระเจี๊ยบเขียวแล้วถ่ายคล่อง?

อาจเป็นเพราะเมือกลื่นของกระเจี๊ยบเขียวนั่นเองที่ช่วยให้ถ่ายคล่องขึ้น เพราะมีใยอาหารชนิดที่ไม่ละลายน้ำ เมื่อรับประทานเข้าไปจะไม่ถูกย่อย แต่จะเดินทางไปจนถึงลำไส้ใหญ่ แล้วปนกับอุจจาระ จึงทำให้อุจจาระอ่อนนุ่มขึ้น และสามารถถ่ายออกมาได้ง่ายกว่าปกติ

ที่มา : PG SLOT

กระเจี๊ยบช่วยลดน้ำหนักได้จริงหรือ?

กากใยที่มีมากในกระเจี๊ยบเขียวช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี แถมยังกินแล้วอิ่มนาน จึงช่วยลดความอยากอาหารลงได้ นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยในสัตว์ทดลองที่พบว่ากระเจี๊ยบเขียวมีคุณสมบัติช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้ ด้วยเหตุนี้การรับประทานกระเจี๊ยบเขียวจึงมีส่วนช่วยลดความอ้วน เหมาะกับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ควบคุมคอเลสเตอรอล รวมไปถึงผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ต้องระวังความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างโรคอ้วน

สรรพคุณด้านอื่นๆ ของกระเจี๊ยบเขียว

นอกจากสรรพคุณในเรื่องการระบาย ช่วยบรรเทาอาการท้องผูก และการควบคุมน้ำหนักแล้ว กระเจี๊ยบยังมีสรรพคุณดีๆ อีกมากมาย ได้แก่

  1. ควบคุมน้ำตาลในเลือด เนื่องจากในฝักกระเจี๊ยบเขียวมีเส้นใยอยู่มาก จึงช่วยรักษาระดับการดูดซึมน้ำตาลจากลำไส้ใหญ่ให้คงที่ เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานอย่างยิ่ง
  2. ช่วยลดไขมันและคอเลสเตอรอล แทงบอลออนไลน์ ด้วยเส้นใยของกระเจี๊ยบที่ช่วยกำจัดไขมันปริมาณสูงกับน้ำดี จึงมีส่วนช่วยลดไขมันและคอเลสเตอรอลได้
  3. ช่วยกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย เพราะเส้นใยของกระเจี๊ยบและเมือกในฝักจะช่วยจับสารพิษกับน้ำดีในลำไส้ และขับออกมาทางอุจจาระ ทำให้ไม่เหลือสารพิษตกค้างอยู่ในลำไส้
  4. ช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร หากรับประทานฝักกระเจี๊ยบเป็นประจำ สารไกลโคไซเลทของกระเจี๊ยบจะช่วยเคลือบกระเพาะอาหาร ลดความสามารถในการเกาะเยื่อบุผิวกระเพาะอาหารของแบคทีเรียที่ชื่อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโรไล ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญในการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร และนำมาสู่มะเร็งกระเพาะอาหาร
  5. ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของทารกในครรภ์ ทั้งยังช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดงให้คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ได้ เนื่องจากมีกรดโฟเลตสูง
  6. ช่วยต้านเครียด มีผลการวิจัยพบว่าสารสกัดจากเมล็ดกระเจี๊ยบเขียวมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยต้านการเกิดความเครียด ช่วยให้สภาพจิตใจแจ่มใสยิ่งขึ้น
  7. ช่วยเพิ่มความอดทนในการออกกำลังกาย โดยการรับประทานกระเจี๊ยบเขียวเป็นประจำควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความเหนื่อยล้าจากการออกกำลังกายได้
  8. ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน เนื่องจากมีวิตามินเคสูง วิตามินชนิดนี้จะช่วยให้กระดูกดูดซึมแคลเซียมไปใช้ได้ดียิ่งขึ้น การรับประทานกระเจี๊ยบเขียวจึงส่งผลดีต่อสุขภาพกระดูกนั่นเอง 
  9. ใบกระเจี๊ยบสามารถช่วยแก้โรคปากนกกระจอก และช่วยในการขับเหงื่อได้
สรรพคุณ "กระเจี๊ยบเขียว หรือกระเจี๊ยบมอญ"

ประโยชน์ขั้นเทพของ “กระเจี๊ยบเขียว”

1. ช่วยลดน้ำตาลในเลือด เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน และคนที่กำลังควบคุมน้ำตาล-น้ำหนัก

2. ลดอาการท้องผูก เพราะมีเมือกที่ช่วยให้อุจจาระอ่อนตัวขึ้น และยังมีใยอาหารที่ดีต่อการขับถ่าย

3. ลดคอเลสเตอรอลในร่างกาย

4. ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคกระเพาะอาหาร เยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบ และลำอักเสบได้

5. ใครที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอยู่แล้ว การทานกระเจี๊ยบเขียวพร้อมเมือกเหนียวๆ ใสๆ จะช่วยเข้าไปเคลือบแผลในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย

6. ฝักกระเจี๊ยบต้มเกลืออ่อนๆ สามารถแก้อาการกรดไหลย้อนได้

7. มีโฟเลตสูง ช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดง และเป็นสิ่งจำเป็นต่อพัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์ ดังนั้นจึงเหมาะกับหญิงมีครรภ์

>> ความเชื่อและข้อพิสูจน์ถึงคุณประโยชน์ของกระเจี๊ยบเขียว <<

ต้านอนุมูลอิสระ กระเจี๊ยบเขียวอุดมไปด้วยสารฟลาโวนอยด์ที่มีงานวิจัยพบว่าอาจเป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง หลายคนจึงเชื่อว่าการบริโภคกระเจี๊ยบเขียวอาจช่วยต้านสารอนุมูลอิสระในร่างกายไม่ให้เกิดการทำลายเซลล์เนื้อเยื่อต่าง ๆ จนเกิดโรคหรืออาการป่วยตามมาได้ joker

ซึ่งมีงานวิจัยหนึ่งศึกษาถึงประสิทธิผลของกระเจี๊ยบเขียวในห้องทดลองแล้วพบว่า กระเจี๊ยบเขียวอาจมีสารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติมากมาย โดยเฉพาะสารฟลาโวนอยด์ และสารประกอบกลุ่มฟีนอล

ส่วนอีกงานวิจัยที่ศึกษาถึงการต้านอนุมูลอิสระของกระเจี๊ยบเขียวในห้องทดลองด้วยการวิเคราะห์ความสามารถในการทำลายและต้านสารอนุมูลอิสระ พบว่าสารสกัดจากฝักและเมล็ดของกระเจี๊ยบเขียวอาจมีฤทธิ์ช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ โดยเฉพาะสารสกัดจากส่วนเมล็ด

อย่างไรก็ตาม การศึกษาดังกล่าวเป็นเพียงงานวิจัยขนาดเล็กที่ค้นคว้าในห้องทดลองเท่านั้น จึงยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนเพียงพอยืนยันประสิทธิภาพของกระเจี๊ยบเขียวต่อการต้านสารอนุมูลอิสระที่ทำลายเซลล์มนุษย์ได้ ควรศึกษาทดลองในมนุษย์เพิ่มเติม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนและเป็นประโยชน์ต่อไปในอนาคต

บรรเทาอาการเหนื่อยล้าและอ่อนเพลีย แม้การออกกำลังกายและการทำกิจกรรมที่ใช้แรงมากอาจช่วยเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรง แต่ในทางกลับกันก็อาจทำให้รู้สึกเหนื่อยและอ่อนเพลียได้เช่นกัน หลายคนเลือกบริโภคสมุนไพรอย่างกระเจี๊ยบเขียวซึ่งเป็นพืชสมุนไพรที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ

ด้วยความเชื่อที่ว่าอาจช่วยบรรเทาอาการเหนื่อยล้าและอ่อนเพลียได้ ซึ่งมีงานวิจัยหนึ่งเผยว่ากระเจี๊ยบเขียวอาจช่วยบรรเทาอาการเหนื่อยล้าอ่อนเพลียและย่นเวลาในการฟื้นตัวหลังมีอาการดังกล่าวได้ โดยงานวิจัยนี้ให้หนูทดลองเพศผู้รับประทานสารสกัดจากกระเจี๊ยบเขียวปริมาณ 0.8-3.2 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม แล้วให้หนูทดลองว่ายน้ำ พบว่าหนูกลุ่มที่ได้รับสารสกัดจากกระเจี๊ยบเขียวสามารถว่ายน้ำได้นานกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับสารดังกล่าวถึง 30.5 เปอร์เซ็นต์ จึงคาดว่าสารสกัดจากกระเจี๊ยบเขียวอาจมีฤทธิ์บรรเทาอาการเหนื่อยล้าและอ่อนเพลียได้อย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยข้างต้นเป็นเพียงการทดลองในสัตว์เท่านั้น ไม่ได้ทดลองกับมนุษย์โดยตรง จึงไม่อาจยืนยันได้ว่ากระเจี๊ยบเขียวช่วยบรรเทาอาการเหนื่อยล้าและอ่อนเพลียในมนุษย์ได้อย่างปลอดภัย ดังนั้น ควรศึกษาเพิ่มเติมและทดลองใช้กระเจี๊ยบเขียวกับมนุษย์ เพื่อยืนยันสมมติฐานด้านนี้ให้ชัดเจน และนำไปประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์กับอาการอื่น ๆ ต่อไป

รักษาโรคเบาหวาน โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ การเลือกบริโภคอาหารให้เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาและป้องกันโรคนี้ด้วยเช่นกัน หลายคนจึงเลือกบริโภคสมุนไพรที่มีน้ำตาลน้อยอย่างกระเจี๊ยบเขียว เพราะเชื่อว่าอาจช่วยควบคุมระดับน้ำตาลและรักษาโรคเบาหวานได้

ซึ่งมีงานวิจัยหลายชิ้นศึกษาในด้านนี้แล้วพบว่า สารสกัดจากกระเจี๊ยบเขียวอาจเป็นประโยชน์ต่อการรักษาโรคเบาหวานด้วยการลดระดับน้ำตาลในเลือด ทั้งยังช่วยยับยั้งการดูดซึมคอเลสเตอรอลและลดระดับไขมันในเลือดได้ด้วย

โดยมีงานวิจัยหนึ่งทดลองใช้สารสกัดจากเมล็ดและผิวของกระเจี๊ยบเขียวฉีดเข้าช่องท้องของหนูทดลองที่เป็นโรคเบาหวานในปริมาณ 60 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม พบว่าสารสกัดดังกล่าวอาจมีฤทธิ์ต้านเบาหวานด้วยการลดระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดของหนูทดลองลงอย่างมีนัยสำคัญ

แม้ผลการทดลองจากงานวิจัยบางส่วนจะเผยว่า สารสกัดจากกระเจี๊ยบเขียวอาจช่วยรักษาโรคเบาหวานได้ แต่งานวิจัยเหล่านั้นเป็นเพียงการทดลองในสัตว์เท่านั้น จึงไม่สามารถสรุปประสิทธิผลของกระเจี๊ยบเขียวในด้านนี้ได้อย่างชัดเจน ดังนั้น ควรค้นคว้าเพิ่มเติมโดยทดลองในมนุษย์ต่อไป เพื่อนำหลักฐานที่ได้มาพิสูจน์ให้แน่ชัดก่อนนำกระเจี๊ยบเขียวไปใช้ในทางการแพทย์

สรรพคุณ "กระเจี๊ยบเขียว หรือกระเจี๊ยบมอญ"

ข้อควรระวังในการบริโภคกระเจี๊ยบเขียว

แม้กระเจี๊ยบเขียวมีสารอาหารต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอยู่มาก และอาจไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ ต่อคนทั่วไปหากบริโภคเป็นอาหารในปริมาณที่เหมาะสม แต่ผู้บริโภคควรรับประทานกระเจี๊ยบเขียวอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะการรับประทานแบบสด เพราะกลิ่นเหม็นเขียวของกระเจี๊ยบเขียวสดอาจทำให้เกิดอันตราย เช่น อาการเบื่อเมาได้ จึงควรต้มหรือลวกกระเจี๊ยบเขียวให้สุกจัดก่อนบริโภค เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายดังกล่าว ส่วนยางหรือเมือกของกระเจี๊ยบเขียวที่คนส่วนใหญ่เป็นกังวลนั้น อาจไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ ต่อร่างกาย เพราะเมือกดังกล่าวสามารถละลายน้ำได้ อีกทั้งยังช่วยในการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่มีประโยชน์เมื่อลงสู่ลำไส้ใหญ่อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ยังไม่มีการทดลองทางการแพทย์ใดยืนยันได้ชัดเจนว่ากระเจี๊ยบเขียวสามารถรักษาหรือป้องกันโรคต่าง ๆ ได้อย่างปลอดภัย ดังนั้น ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพควรปรึกษาแพทย์ก่อนบริโภคกระเจี๊ยบเขียวเสมอ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวานที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการรักษา เพราะมีงานวิจัยหนึ่งพบว่ากระเจี๊ยบเขียวอาจยับยั้งการทำงานของยาเมทฟอร์มิน ซึ่งเป็นยาที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน

นอกจากนี้ จากการสุ่มตรวจหาสารพิษตกค้างจากพืชผลการเกษตรของกระทรวงสาธารณสุขประเทศไทยยังพบว่า กระเจี๊ยบเขียวเป็นพืชชนิดหนึ่งที่มีสารพิษต่าง ๆ ตกค้างอยู่มาก เช่น สารคลอร์พิริฟอส สารคาร์โบซัลแฟน และสารกลุ่มไดไทโอคาร์บาเมตส์ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ หากรับสารเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายในปริมาณมาก เพราะสารบางชนิดอาจมีฤทธิ์ทำลายระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เซลล์ประสาททำงานผิดปกติ จนรู้สึกชาตามใบหน้า ลิ้น ริมฝีปาก และทำให้ชักได้ ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยในการบริโภค จึงควรเลือกซื้อกระเจี๊ยบเขียวจากแหล่งปลอดสาร และล้างกระเจี๊ยบเขียวให้สะอาดก่อนรับประทานทุกครั้ง ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขได้แนะนำวิธีการล้างสารพิษตกค้างในผัก ไว้ดังนี้

  • ล้างด้วยน้ำไหล โดยนำกระเจี๊ยบเขียวไปแช่ในน้ำสักพัก ก่อนนำมาใส่ไว้ในตะกร้าหรือตะแกรง แล้วจึงเปิดให้น้ำไหลผ่านกระเจี๊ยบเขียวในความแรงที่พอประมาณ พร้อมกับใช้มือถูกระเจี๊ยบเขียวไปด้วยประมาณ 2 นาที ซึ่งวิธีนี้อาจลดสารพิษตกค้างได้ 25-65 เปอร์เซ็นต์
  • ล้างด้วยน้ำส้มสายชู โดยนำน้ำส้มสายชูปริมาณ 1 ช้อนโต๊ะ กับน้ำ 4 ลิตรมาผสมให้เข้ากัน แล้วจึงนำกระเจี๊ยบเขียวมาแช่ทิ้งไว้ 10 นาทีก่อนจะล้างออกด้วยน้ำสะอาด ซึ่งวิธีนี้อาจลดสารพิษตกค้างได้ 60-84 เปอร์เซ็นต์
  • ล้างด้วยผงฟูหรือเบคกิ้งโซดา โดยนำผงฟูหรือเบคกิ้งโซดาปริมาณ ½ ช้อนโต๊ะ กับน้ำ 10 ลิตรมาผสมให้เข้ากัน แล้วจึงนำกระเจี๊ยบเขียวมาแช่ทิ้งไว้ 15 นาทีก่อนจะล้างออกด้วยน้ำสะอาด ซึ่งวิธีนี้อาจลดสารพิษตกค้างได้ 90-95 เปอร์เซ็นต์

วิธีรับประทานกระเจี๊ยบเขียว

สามารถหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ทานสดๆ ได้เลย หรือจะนำไปประกอบอาหารกับเมนูอื่นๆ นำไปย่างด้วยไฟอ่อนๆ หรือจะทานผสมกับน้ำผึ้ง น้ำมะนาว หรือไอศกรีมก็ได้

วิธีเลือกและวิธีรับประทานกระเจี๊ยบเขียว

  • เลือกฝักที่ตรงและเนื้อแข็ง ไม่ช้ำ ไม่เหี่ยว หากปลายฝักเริ่มเป็นสีดำ ควรรีบนำมาปรุงอาหารก่อนจะเน่าเสีย
  • กระเจี๊ยบสดจะอยู่ได้ประมาณ 3-4 วัน โดยควรห่อด้วยกระดาษหรือถุงพลาสติก แล้วใส่ไว้ในช่องแช่ผักของตู้เย็น แต่หากต้องการเก็บไว้นาน ให้นำไปต้มก่อนนำมาแช่ในช่องแช่แข็ง
  • ควรล้างกระเจี๊ยบเขียวเมื่อต้องการนำมาทำอาหารในทันทีเท่านั้น
  • เมือกของกระเจี๊ยบเขียวที่ออกมาหลังจากนำไปปรุงอาหารนั้นไม่เป็นอันตราย และมีสรรพคุณช่วยย่อยอาหารได้ดี แต่หากไม่ชอบให้มีเมือกหรือนิ่มเกินไป ควรต้มด้วยไฟแรงและใช้เวลาไม่นาน
  • สามารถรับประทานแบบสดๆ ได้ทั้งฝัก รวมถึงเมล็ดที่อยู่ภายในด้วย นอกจากนี้ยังนำเมล็ดกระเจี๊ยบเขียวมาคั่วและบดเพื่อใช้ชงแทนเมล็ดกาแฟได้ แถมยังไม่มีคาเฟอีนอีกด้วย

กระเจี๊ยบเขียวต้ม ลวก หรือรับประทานกับน้ำพริกแบบสดๆ ก็อร่อย หรือจะนำไปต้มและชุบแป้งทอดเพิ่มความกรอบมันก็อร่อยไม่แพ้กัน แต่ต้องระวังอย่ารับประทานมากเนื่องจากมีน้ำมัน นอกจากนี้บางคนก็นำไปปิ้งย่างบนเตาให้พอสุก จิ้มน้ำจิ้ม หรือรับประทานแกล้มกับเนื้อสัตว์ อย่างไรก็ตาม อย่าอร่อยเพลินเกินไป ควรเพลาๆ มือในการหยิบเนื้อหรือหยิบหมูมาย่างรับประทานกันด้วย

ข้อควรระวังในการรับประทานกระเจี๊ยบเขียว

กระเจี๊ยบเขียวนั้นกินดี มีประโยชน์ แต่ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพบางอย่างดังต่อไปนี้ ควรระมัดระวังอย่างยิ่งไม่ให้รับประทานมากเกินไป

  • คนที่มีปัญหาเกี่ยวลำไส้หรือระบบทางเดินอาหารควรรับประทานแต่พอดี เพราะกระเจี๊ยบเขียวมีคาร์โบไฮเดรตชนิดที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร ปวดบีบท้อง ท้องอืด หรือท้องเสียได้
  • กระเจี๊ยบเขียวมีออกซาเลตสูง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดนิ่วในไตที่เกิดจากแคลเซียมออกซาเลตได้
  • คนที่กำลังใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดไม่ควรรับประทานกระเจี๊ยบเขียวมากเกินไป เพราะผักชนิดนี้มีวิตามินเคที่ช่วยต้านการเกิดลิ่มเลือด
  • ผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องการใช้กระเจี๊ยบเขียวช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง เพราะอาจทำปฏิกิริยากับยารักษาโรคเบาหวานที่ใช้อยู่ได้

แม้กระเจี๊ยบเขียวจะมากไปด้วยคุณประโยชน์ แต่การรับประทานมากเกินไปก็ใช่ว่าจะเกิดผลดี สิ่งที่สำคัญคือการเลือกรับประทานผักผลไม้ให้หลากหลายชนิดและครบถ้วนตามหลักโภชนาการ และอย่าลืมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วย

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer บาคาร่า สูตรบาคาร่า

เกมสนุกแถบได้ตัง : Slotxo , PGSLOT

อันตรายจากอาหารฟาสต์ฟู้ด ที่คุณไม่ควรเสี่ยง!!

อันตรายจากอาหารฟาสต์ฟู้ด ที่คุณไม่ควรเสี่ยง!!

อันตรายจากอาหารฟาสต์ฟู้ด ที่คุณไม่ควรเสี่ยง!! องค์การอนามัยโลกเรียกฟาสต์ฟู้ดว่า “อาหารขยะ” เพราะมีคุณค่าทางอาหารไม่เหมาะสม

นายแพทย์หทัย ชิตานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า อาหารฟาสต์ฟู้ดที่มีส่วนประกอบด้วยไขมัน แป้ง และน้ำตาล หากกินมากเกินไปอาจมีผลร้ายต่อสุขภาพ เพราะอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคหัวใจ เบาหวาน หรือความดันโลหิต แม้จะเป็นโรคไม่ติดต่อแต่ก็กำลังเป็นปัญหาในประเทศที่กำลังพัฒนาหลายประเทศ

อาหารดังกล่าวได้แก่ โดนัท พิซซ่า ฮอทด็อก แฮมเบอร์เกอร์ ไก่ทอด เป็นอาหารได้รูปแบบมาจากประเทศตะวันตก กำลังเป็นที่นิยมคลั่งไคล้ของวัยรุ่น และคนหนุ่มสาว เป็นอย่างยิ่ง เพราะเชื่อกันว่าถ้าได้กินอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดเหล่านี้แล้ว จะทำให้เกิดความทันสมัยเหลือหลาย

ฟาสต์ฟู้ดหรืออาหารขยะ

การกินอาหารที่ว่านี้เป็นประจำจะก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ เนื่องจากร่างกายได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน แทงบอลออนไลน์ แต่ถ้าจะกินให้ได้ก็ควรจะกินสลัดผักและผลไม้ควบคู่กันไปด้วย

องค์การอนามัยโลกเรียกฟาสต์ฟู้ดว่า“อาหารขยะ” เพราะมีคุณค่าทางอาหารไม่เหมาะสม แต่กำลังเป็นที่นิยมของประเทศกำลังพัฒนา ทำให้น่าเป็นห่วงว่าในอนาคตประเทศเหล่านี้จะประสบปัญหาผู้ป่วยจากโรคไม่ติดต่อมากขึ้น บาคาร่า สูตรบาคาร่า

เหตุผลประการสำคัญอย่างยิ่งคือ อาหารประเภทนี้มีราคาแพงอย่างไม่สมเหตุสมผล เมื่อเทียบกับคุณค่าของอาหารที่ร่างกายจะได้รับ ซึ่งผู้บริโภคสามารถจะกินอาหารไทยๆที่มีสารอาหารครบถ้วนได้ในราคาที่ถูกกว่าไม่รู้กี่เท่าตัว แต่เป็นเพราะวัฒนธรรมตะวันตกแท้ๆที่เป็นตัวทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนิสัยการบริโภคของคนไทยให้นิยมกินอาหารที่มีแป้ง ไขมัน และน้ำตาลมากขึ้น

ยุคนี้สมัยนี้ วิถีชีวิตของผู้คนมีแต่ความเร่งรีบ การรับประทานอาหารจานด่วน หรือ ฟาสต์ฟู้ด จึงได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นแม้ว่าเหตุผลหลัก ๆ จะเกิดจากการไม่มีเวลา แต่ก็มีหลายคนที่รับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ดบ่อยจนเคยชินไปแล้วเพราะติดใจในรสชาติ โดยละเลยถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นจากการรับประทานบ่อย ๆ วันนี้เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่าโทษของอาหารฟาสต์ฟู้ดมีอะไรบ้าง หลายท่านจะได้ตระหนักและหันมาใส่ใจ ลด ละ เลิก การรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ดลงบ้าง

อันตรายจากอาหารฟาสต์ฟู้ด ที่คุณไม่ควรเสี่ยง!!

อันตรายจากอาหารฟาสต์ฟู้ด

1.เสี่ยงต่อการได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ
อาหารฟาสต์ฟู้ดส่วนใหญ่จะมีแป้งเป็นส่วนประกอบหลักเพราะทำให้อาหารมีรสชาติที่ถูกปาก และมีไขมันจากน้ำมันที่ใช้ในการทอดจากเมนูประเภท ไก่ทอด มันฝรั่งทอด ซึ่งอาจจะเป็นของโปรดของใครหลาย ๆ คน

จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าคนที่รับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ดจะได้สารอาหารเพียงแค่ประเภทแป้งและไขมันเท่านั้น สารอาหารประเภทวิตามินจากผักผลไม้นั้นไม่มีเลย เนื่องด้วยกระแสการต่อต้านอาหารฟาสต์ฟู้ดมีมากขึ้น ร้านอาหารบางร้านจึงพยายามจะเพิ่มเมนูผัก ผลไม้ เข้าไปด้วย แต่ก็ยังได้ในปริมาณที่น้อยอยู่เมื่อเทียบกับการรับประทานอาหารไทยทั่วไป แต่หากไม่มีเวลาจริง ๆ และจำเป็นต้องทานอาหารฟาสต์ฟู้ด ก็ควรพิจารณาเลือกสรรเมนูที่มีความหลากหลายที่มีสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่

2.เสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วน
ข้อดีของอาหารฟาสต์ฟู้ด คือ ช่วยประหยัดเวลา ปรุงเสร็จไว ทานเสร็จไว กลับไปทำงานได้ไว อาหารฟาสต์ฟู้ดจึงเป็นที่นิยมมากในกลุ่มคนทำงานโดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศที่ต้องใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบตลอดเวลา ในอาหารฟาสต์ฟู้ดมักจะประกอบด้วย น้ำมัน ชีส เนย ซึ่งมีปริมาณไขมันสูง หลังจากรับประทานเสร็จก็มานั่งทำงานมากกว่า 8 ชั่วโมง

โดยไม่มีเวลาไปออกกำลังกาย ไขมันจึงพอกพูน สะสมอยู่ในร่างกายในปริมาณมากจนน้ำหนักขึ้นทำให้มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนได้ค่ะ จากหลายงานวิจัยพบว่าโรคอ้วนมักจะเกิดขึ้นกับคนมีฐานะปานกลางจนถึงคนมีฐานะสูงและเป็นคนที่อาศัยอยู่ในเมือง เพราะคนเหล่านี้ทำงานหนัก ไม่มีเวลาดูแลเรื่องอาหารการกิน นิยมทานอาหารที่ทำเสร็จไว รวมทั้งไม่มีเวลาออกกำลังกายด้วยนั่นเอง

3.ทำให้เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด
อาหารฟาสต์ฟู้ด เช่น ไก่ทอด มันฝรั่งทอด มักจะมีไขมันทรานส์อยู่เป็นจำนวนมาก มีผลทำให้คลอเรสเตอรอลสูง ถ้าสะสมมาก ๆ จะไปเกาะตามผนังหลอดเลือด เส้นเลือดก็จะตีบ เลือดไปสูบฉีดหัวใจได้น้อยลง จนที่สุดหัวใจอาจจะวายได้

นอกจากไขมันทรานส์แล้ว ศัตรูตัวร้ายอีกตัวในอาหารฟาสต์ฟู้ดก็คือ โซเดียม ประโยชน์ของโซเดียม คือ ช่วยรักษาสมดุลของน้ำในร่างกาย ทำให้ระบบประสาทและกล้ามเนื้อทำงานได้ดี แต่โซเดียมที่อยู่ในอาหารฟาสต์ฟู้ดมักจะเกินกว่าปริมาณที่แนะนำต่อวัน (ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัม) โซเดียมในปริมาณที่มากเกินไป มีผลทำให้เลือดเสียสมดุล หลอดเลือดจึงพยายามดูดน้ำเข้ามาเจือจางโซเดียม จนทำให้แรงดันเลือดสูงขึ้นและกลายเป็นโรคความดันโลหิตสูงในที่สุด

4. เสี่ยงต่อการเป็นโรคสมองเสื่อม
การรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ดบ่อย ๆ นั้นทำให้ไขมันในเลือดสูง งานวิจัยในประเทศอังกฤษได้เปิดเผยว่า ผู้ที่มีกรดไขมันในกระแสเลือดที่สูงจะมีการฝ่อตัวของสมองที่สูงตามไปด้วย นั่นหมายความว่ามีโอกาสที่จะป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์เพิ่มขึ้นนั่นเอง

หากคุณเป็นคนที่รับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ดเป็นประจำ และเป็นคนที่มีไขมันในเลือดสูง ขอให้พึงระวังภัยข้อนี้ให้ดีนะคะ ลองค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนมาทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ปลา ถั่ว และหมั่นออกกำลังกายให้บ่อยขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะโรคสมองเสื่อม

ข้อดีของอาหารฟาสต์ฟู้ดคือ ประหยัดเวลา แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องประหยัดเวลาทุกวันนะคะ ถ้าไม่มีภารกิจที่เร่งรีบ ขอให้ลองมาเลือกสรรอาหารที่ปรุงสดใหม่ มีประโยชน์ ให้สารอาหารครบทั้ง 5 หมู่กันดีว่า เพื่อที่คุณจะได้มีร่างกายที่แข็งแรงและได้ใช้เวลาอยู่กับคนที่คุณรักได้นาน ๆ

ที่มา : PG SLOT

5 เคล็ดลับการกินอาหารฟาสต์ฟู้ดอย่างไรให้เสียสุขภาพน้อยที่สุด

สถานการณ์ที่เร่งรีบในแต่ละวันทำให้อาหารฟาสต์ฟู้ดเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น และเป็นที่นิยมมากสำหรับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะเด็กๆ เพราะเป็นอาหารจานด่วนที่หาง่าย กินง่าย ไม่แพง และมีรสชาติอร่อย ทำให้ประหยัดทั้งเงิน ทั้งเวลา แต่สิ่งที่จะได้รับจากความอร่อย คือ ผลเสียต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคเบาหวาน โรคไตวาย โรคมะเร็งลำไส้ และอีกหลายโรคตามมา แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ หรือใจมันเรียกร้องอยากจะกินให้ได้ เราก็มีเคล็ดลับง่ายๆ ที่จะทำให้การ กินฟาสต์ฟู้ด มีคุณค่าทางโภชนาการและเสียสุขภาพน้อยที่สุด

เคล็ดลับการเลือกกินอาหารฟาสต์ฟู้ด

อันตรายจากอาหารฟาสต์ฟู้ด ที่คุณไม่ควรเสี่ยง!!

ทำพิซซ่ากินเองดีต่อสุขภาพ

เพราะพิซซ่ามีส่วนประกอบของอะคริลิไมท์ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งและทำลายประสาท เป็นสารเคมีที่เกิดจากการทอดหรือการอบอาหารที่นานเกินไป ยิ่งทำให้ขนมปังเกรียมเท่าไร สารอะคริลิไมท์ก็มากขึ้นเท่านั้น และในพิซซ่าก็ยังมีสารกันบูดต่างๆ อีกมากมาย ที่ส่งผลให้ร่างกายเสื่อมโทรมลงง่ายๆ การทำพิซซ่ากินเองเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของสายเฮลตี้ที่อยากกินอาหารฟาสต์ฟู้ดแต่กลัวเสียสุขภาพ เพราะเราได้เลือกวัตถุดิบในการทำเอง

แนะนำให้ใช้แป้งโฮลเกรน ตัดวัตถุดิบที่มีไขมันสูงออกไป อาจใส่ผักที่ชอบ เห็ด สับปะรด และมะเขือเทศ ซึ่งดีกว่าการกินแป้งเพียงอย่างเดียวแน่นอน ถ้าต้องซื้อกิน ก็ควรเลือกเมนูที่มีชีสน้อยๆ หรือ พิซซ่าอิตาเลี่ยนดั้งเดิมที่เป็นแป้งบางกรอบ  และให้กินสลัดผักร่วมด้วย เพื่อให้ได้รับวิตามินและใยอาหารเพิ่ม ที่สำคัญคือไม่ควรคิดว่าการเพิ่มเงินไม่กี่บาทก็ได้ไซต์ใหญ่กว่าเดิม เพราะการคิดแบบนี้จะทำให้เรากินเยอะขึ้น สิ่งที่เพิ่มขึ้นจะไม่ใช่แค่ขนาดของพิซซ่าเท่านั้น แต่ยังเป็นน้ำหนักตัวของเราด้วย

เบอร์เกอร์แคลอรี่ต่ำ

เชื่อกันว่าเนื้อที่ใช้ในการทำเบอร์เกอร์มักเป็นเศษเนื้อเหลือๆ ที่ไม่มีคุณภาพ ส่วนผักก็มักจะเต็มไปด้วยยาฆ่าแมลง แถมยังมีการใช้สารเคมีมากำจัดเนื้อที่กำลังจะเน่าเสีย และใส่สารปรุงรส ที่ส่งผลให้เกิดอาการแพ้และทำให้อ้วนขึ้นอีกด้วย แต่ไม่ใช่ว่าการกินเบอร์เกอร์จะไม่ดีต่อสุขภาพของเราไปเสียทีเดียว เพราะเราสามารถทำกินเองได้ง่ายๆ

เป็นเบอร์เกอร์แคลอรี่ต่ำ แบบเสียสุขภาพน้อยที่สุด โดยใช้วัตถุดิบที่ไขมันต่ำ เช่น ขนมปังโฮลวีท มัสตาร์ดไขมันต่ำ ในส่วนของเนื้อ ควรเป็นเนื้อย่าง และควรเป็นเนื้อไร้มัน อาจใช้วัตถุดิบที่เป็นสมุนไพรด้วยยิ่งดี เพราะนอกจากสมุนไพรจะมีประโยชน์ทำให้สุขภาพดีแล้ว ยังเป็นการเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการของอาหารอีกด้วย

จำกัดปริมาณการดื่นน้ำอัดลม 

ไม่แปลกที่คนชอบกินน้ำอัดลมจะประสบปัญหากับความอ้วนและฟันผุ เพราะในน้ำอัดลมมีทั้งน้ำตาลและกรดกำมะถัน เมื่อกินเข้าไปมากๆ จะทำให้น้ำหนักลดลงยาก ส่วนโซดาที่มีอยู่ในน้ำอัดลมก็เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนอีกด้วย ถึงแม้น้ำอัดลมจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดโรคมายมายแต่เราก็ยังอยากกินกันอยู่ดี บางคนถึงกับขาดไม่ได้ต้องมีติดตู้เย็นอยู่ตลอด เรียกได้ว่าทุกมื้ออาหารจะต้องมีน้ำอัดลมรวมอยู่ด้วย

ในเมื่อเรายังต้องกินก็ควรกินแบบพอดีๆ หลายคนห้ามใจตัวเองไม่ได้ ยิ่งได้ยินคำว่ารีฟิลน้ำอัดลม ยิ่งทำให้อยากกินเข้าไปอีก เพราะคิดว่ามันคุ้มค่า แต่นั่นยิ่งทำให้เราได้รับน้ำตาลมากจนเกินไป ดังนั้น “ห้ามรีฟิลเด็ดขาด” ควรจำกัดการกินน้ำอัดลมให้เป็นนิสัย เพื่อเป็นการจำกัดน้ำตาลไม่ให้มีมากเกินปริมาณที่ควรจะได้รับในแต่ละวัน จำไว้ว่าอย่าเอาความคุ้มมาใช้ในการกินน้ำอัดลม เพราะสิ่งที่เราจะได้รับหลังจากที่กินเข้าไป มันไม่คุ้มเอาเสียเลย

ไก่ทอดธัญพืช

ไก่ทอดกรอบ ส่งกลิ่นหอม แถมรสชาติก็อร่อย ใครจะรู้ว่าความกรอบและอร่อยของมันคือตัวการสำคัญที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของเรา เพราะในไก่ทอดมีแป้งขนมปังผสมอยู่ แถมยังมีสารปรุงรส รวมไปถึงสารอะลูมิเนียม ซึ่งเป็นสารพิษที่เป็นอันตรายต่อสมองอีกด้วย แต่จะให้เลิกกันไปเลยก็คงไม่ใช่ เพราะไก่ทอดนับว่าเป็นอาหารสุดโปรดของใครหลายคน

โดยเฉพาะเด็กๆ  การกินของทอดยังไงก็ต้องอันตรายอยู่แล้ว แต่เพื่อเป็นการไม่เสียสุขภาพไปมากกว่านี้ เราควรเพิ่มสารอาหารให้กับตัวเองโดยเปลี่ยนจากการชุบเกล็ดขนมปังมาเป็นชุบธัญพืชแทน เลือกเนื้อไก่ส่วนที่มีไขมันน้อยๆ อย่างส่วนอก เติมนมลงไปผสมเพื่อเป็นการเพิ่มโปรตีน สิ่งสำคัญคือ เพิ่มความพิถีพิถันในการทอด เพื่อไม่ให้ไก่เกรียมจนเกินไป และห้ามใช้น้ำมันทอดซ้ำกันหลายๆ ครั้งเด็ดขาด

เฟรนช์ฟรายส์อบ

เฟรนช์ฟรายส์ทำมาจากมันฝรั่งซึ่งมันเป็นผักก็จริง แต่คุณค่าทางอาหารต่ำ ยิ่งนำเอามาทอดด้วยแล้ว ยิ่งเป็นอันตรายมากขึ้น เพราะเมื่อถูกทอดในน้ำมันที่ใช้ทอดซ้ำกันหลายๆ ครั้ง ก็แทบจะไม่เหลือสารอาหารที่เป็นประโยชน์อะไรเลย แถมยังเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร และโรคไตอีกด้วย แต่ถึงรู้อย่างนี้แล้ว เราก็ยังอดใจไม่ไหวที่จะต้องรีบไปซื้อทุกครั้งเมื่อมันลดราคา

การควบคุมการทอดและการใช้น้ำมันนั้น ถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของคนที่ชอบกินของทอดจนขาดไม่ได้ แต่จะดีกว่าไหม ถ้าเรานำเฟรนช์ฟรายส์ไปอบแทนการทอด เพราะนอกจากจะได้รสชาติความอร่อยที่ไม่แพ้การทอดแล้ว ยังไม่ต้องมากังวลเรื่องอันตรายจากน้ำมันอีกด้วย

อาหารฟาสต์ฟู้ดมีปริมาณโซเดียมที่สูงมาก จึงมักมีรสชาติเค็ม แม้โซเดียมจะเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย ช่วยเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง และควบคุมความสมดุลของร่างกาย แต่หากได้รับในปริมาณที่มากเกินไป ก็อาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคไต โรคความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดหัวใจได้

อาหารประเภทนี้มีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายไม่มากนัก บางชนิดก็ให้พลังงานที่มากเกินความจำเป็น ยิ่งกินมากเท่าไรก็ยิ่งทำให้ร่างกายขาดความสมดุลมากเท่านั้น อาหารทุกชนิดมักจะให้ทั้งคุณและโทษในเวลาเดียวกัน ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการกินของเรา ดังนั้นเราควรกินอย่างพอดี และควรเผาผลาญพลังงาน ด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เป็นการเพิ่มความสมดุลให้ร่างกาย และเพื่อสุขภาพที่สมบูรณ์ของเรา

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

เกมสนุกแถบได้ตัง : PGSLOTGAME

ประโยชน์ของการออกกำลังกาย สำหรับ "ผู้สูงอายุ"

ประโยชน์ของการออกกำลังกาย สำหรับ “ผู้สูงอายุ”

ประโยชน์ของการออกกำลังกาย สำหรับ “ผู้สูงอายุ” เป็นวัยที่ระบบต่าง ๆ ในร่างกายมีการเสื่อมสภาพ เนื่องจากร่างกายมีความเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งยังพบว่าบางรายมีปัญหาทางด้านอารมณ์และจิตใจร่วมด้วย ก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมา สามารถป้องกันได้ด้วยการออกกำลังกาย ซึ่งต้องกระทำอย่างเหมาะสม jokerเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุหรือปัญหาอื่นที่เกี่ยวกับสุขภาพ ก่อนออกกำลังกายอาจต้องปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้ก่อน ในกรณีที่ผู้สูงอายุมีโรคประจำตัว

การออกกำลังกายผู้สูงอายุ แบ่งออกเป็น 4 รูปแบบ ได้แก่

  1. เพิ่มการไหลเวียนโลหิต เพิ่มการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด (แอโรบิค)
  2. เพิ่มการทำงานของกล้ามเนื้อ ข้อต่อส่วนต่าง ๆ แทงบอลออนไลน์ เป็นการออกกำลังกายฝืนแรงต้าน
  3. เหยียดยืดข้อต่อส่วนต่าง ๆ ป้องกันอาการข้อยืดติด
  4. ฝึกการทรงตัว

การออกกำลังกายของผู้สูงอายุ ช่วยชะลอความเสื่อมของระบบต่าง ๆ ทั้งยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงทนทานให้กับกล้ามเนื้อ ควบคุมการทำงานของระบบต่าง ๆ ให้มีความสมดุล ในบางครั้งยังช่วยให้ผู้สูงอายุได้เข้าสังคม กรณีออกกำลังกายนอกบ้าน จึงเป็นผลดีต่อสภาพจิตใจโดยตรง ประโยชน์ของการออกกำลังกายมีอยู่หลากหลาย สรุปได้ดังนี้ บาคาร่า สูตรบาคาร่า

ประโยชน์ของการออกกำลังกาย สำหรับ "ผู้สูงอายุ"

ประโยชน์ของการออกกำลังกายในผู้สูงอายุ

  1. ช่วยชะลอความชรา
  2. ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดี
  3. กล้ามเนื้อแข็งแรงและทนการทำงานได้นานขึ้น
  4. กล้ามเนื้อและข้อต่อยืดหยุ่นดีขึ้น
  5. การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ มีการประสานกันดีขึ้น
  6. ช่วยเรื่องการทรงตัว
  7. เพิ่มภูมิต้านทาน
  8. ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น
  9. ช่วยลดน้ำหนักตัว
  10. ช่วยลดความเครียด
  11. ทำให้นอนหลับพักผ่อนดี

ที่มา : PG SLOT

สำหรับการออกกำลังกายในผู้สูงอายุ มีข้อควรระวังมากกว่าวัยอื่น เนื่องจากเป็นวัยที่กล้ามเนื้ออ่อนแอกว่าวัยอื่น การทรงตัวอาจทำได้ไม่ดีเท่ากับวัยอื่น และที่สำคัญผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีโรคประจำตัว ซึ่งเกี่ยวข้องกับการออกกำลังกายโดยตรง

ผู้สูงอายุจำเป็นต้องออกกำลังอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ มีหลักดังต่อไปนี้

  • ถ้าไม่เคยออกกำลัง จะต้องศึกษาหลักการ ให้ถูกต้องและค่อยๆ ทำ อย่าหักโหม ถ้าหากมีโรคประจำตัว ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน
  • เลือกชนิดของการออกกำลังให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายและถูกกับนิสัย
  • อย่าแข่งขันกับผู้อื่น เพื่อเอาแพ้เอาชนะ แต่จะออกกำลังกายเพื่อกำลังกายของตนเอง
  • ระวังอุบัติเหตุ
  • ทำโดยสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ ๓-๔ ครั้ง
  • เมื่อเกิดอาการผิดปกติอย่างใดควรปรึกษาแพทย์ โดยเฉพาะถ้ามีอาการหน้ามืดหรือใจสั่นผิดปกติ ควรชะลอการออกกำลังลงและหยุด
  • ควรออกกำลังเป็นหมู่คณะ หรือมีเพื่อนร่วมการออกกำลัง

การออกกำลังกายที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ

ก่อนการออกกำลังกายผู้สูงอายุควรสำรวจสภาพร่างกายของตนเองให้ดีก่อน หากมีโรคประจำตัวควรพบแพทย์เจ้าของไข้เพื่อปรึกษาเกี่ยวกับการออกกำลังกายที่เหมาะสม เพราะบางโรคอาจกำเริบได้เมื่อออกกำลังกาย เช่น โรคความดันโลหิต ที่อาจเพิ่มสูงขึ้นเมื่อออกกำลังกาย จึงต้องควบคุมความดันให้อยู่ในระดับปกติก่อนufabet จึงจะเหมาะสมต่อการออกกำลังกาย นอกจากนี้ผู้สูงอายุควรออกกำลังกายด้วยท่าง่าย ๆ เพื่อป้องกันอันตราย การออกกำลังกายที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ สรุปได้ดังนี้

  1. ควรตรวจสุขภาพก่อนการออกกำลังกาย
  2. หลีกเลี่ยงท่าออกกำลังกายที่มีการเกร็งหรือเบ่งมากเกินไป ในบางรายอาจทำให้ความดันสูงขึ้นได้ โดยเฉพาะท่าที่ทำให้ต้องกลั้นหายใจ
  3. หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่มีการปะทะ การแข่งขัน เพราะอาจเกิดอันตราย

การออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุ การออกกำลังกายถือว่าเป็นเรื่องทำสำคัญอย่างหนึ่งเพื่อดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรง และปราศจากโรคภัย โดยเฉพาะในวัยเด็ก และวันผู้สูงอายุ ซึ่งการเจริญเติบโต และการเสื่อมโทรมของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายมนุษย์เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยในเด็กจะการเจริญเติบโตมีมากกว่า ในขณะที่ผู้สูงอายุการเสื่อมโทรมจะมีมากกว่า จึงอาจทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ได้ง่ายกว่าบุคคลในวันอื่น ดังนั้นการออกกำลังกายเพื่อรักษาสุขภาพให้แข็งแรงจึงเป็นสิ่งที่สำคัญต่อผู้สูงอายุอย่างมาก

ประโยชน์ของการออกกำลังกายในผู้สูงอายุ

การออกกำลังกายสามารถช่วยลดการเสี่ยงจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันสมควร โดยช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ โรงมะเร็ง อีกทั้งยังช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือด ปอด หัวใจทำงานดีขึ้น เพื่อป้องกันโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูงและช่วยให้ไม่เป็นลมหน้ามืดง่าย และช่วยป้องกันโรคกระดูกผุ โดยการทำให้กระดูกแข็งแรงไม่หักง่าย นอกจากนี้ยังทำให้การทรงตัวดีขึ้น รูปร่างดีขึ้น และเดินได้คล่องแคล่ว ไม่หกล้มง่าย และชะลอความชราภาพ ช่วยผ่อนคลายความเครียด ไม่ซึมเศร้า ไม่วิตกกังวล สุขภาพจิตดีขึ้น และนอนหลับสบาย รวมไปถึงช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง อดทนยิ่งขึ้น และช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น
ประโยชน์ของการออกกำลังกายต่อสภาพร่างกายของผู้สูงอายุดังกล่าว อาจถือได้ว่าเป็นการชะลอความชรา ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานยืนยันทางการทดลองที่แน่นอนว่าการออกกำลังกายจะสามารถยืดอายุให้ยืนยาวออกไป แต่จากผลของการออกกำลังกายต่าง ๆ ก็ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และระบบต่าง ๆ ทำงานได้อย่างดีขึ้นนั่นเอง

วิธีการออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุ

การเดิน

การเดิน หรือวิ่งช้า ๆ เป็นวิธีการที่นิยมกันทั่ว ๆ ไป เนื่องจากเสียค่าใช้จ่ายน้อย สามารถเดินคนเดียว หรือเดินเป็นกลุ่มคณะก็ได้ โดยการเดินนั้นต่างจากวิ่งที่ขณะเดินจะมีเท้าข้างหนึ่งเหยียบติดพื้นดินอยู่ตลอดเวลา แต่การวิ่งนั้นจำมีช่วงหนึ่งที่เท้าทั้ง 2 ข้างไม่เหยียบติดดิน ดังนั้น การเดินจึงลงน้ำหนักที่เท้า เท่าน้ำหนักของผู้เดิน แต่การวิ่งน้ำหนักที่ลงที่เท้าจะมากขึ้นกว่าเดิม ผู้สูงอายุที่ข้อเท้าหรือข้อเข่าไม่ได้ จึงไม่ควรวิ่ง หรือถ้าข้อเท้า และข้อเข่าไม่ดีมาก ๆ การเดินมากเกินไปจะทำให้เจ็บที่ข้อ ควรเปลี่ยนเป็นการออกกำลังกายชนิดอื่นแทน เช่น เดินในน้ำ หรือว่ายน้ำ เป็นต้น

กายบริหาร

กายบริหาร เป็นการออกกำลังกายโดยใช้ท่ากายบริหารท่าต่าง ๆ ซึ่งนับว่าเป็นวิธีการที่ดีอย่างยิ่ง เนื่องจากกายบริหารมีหลายท่าเพื่อก่อให้เกิดการออกกำลังกายทุกสัดส่วนของร่างกาย เป็นการฝึกให้เกิดความอดทน แข็งแรง การทรงตัว การยึดหยุ่นของข้อต่อต่าง ๆ ได้ดี

ว่ายน้ำ

ว่ายน้ำ หรือ เดินในน้ำ โดยการว่ายน้ำ เป็นการออกกำลังกายที่ดีอย่างหนึ่ง ที่กล้ามเนื้อทุกส่วนได้มีการเคลื่อนออกกำลังกาย เป็นการฝึกความอดทน ความอ่อนตัว และความคล่องแคล่วว่องไว เหมาะสำหรับผู้ที่ข้อเข่าเสื่อม น้ำหนักไม่ได้ลงเข่าทำให้เข่าไม่มีการเจ็บปวด และสำหรับการเดินในน้ำก็เป็นการออกกำลังกายที่เหมาะสำหรับคนข้อเข่าเสื่อม เพราะน้ำจะช่วยพยุงน้ำหนักทำให้แรงกดลงบนเข่าลดลง แต่เพิ่มแรงต้านในการเดิน ทำให้กล้ามเนื้อได้ออกแรงมากขึ้นนั่นเอง

ขี่จักรยาน

ขี่จักรยาน การขี่จักรยานเคลื่อนที่ไปตามที่ต่าง ๆ เป็นการออกกำลังกายที่ดีมาก เนื่องจากเกิดประโยชน์ทั้งความอดทน การทรงตัว และความคล่องแคล่วว่องไว อีกทั้งยังเป็นการออกกำลังกายที่มีความสุขใจ แต่ต้องมีเพื่อนเป็นหมู่คณะ จึงจะสนุก และปลอดภัย ซึ่งปัจจุบันหาสถานที่ขี่จักรยานเคลื่อนที่ปลอดภัยค่อนข้าลลำบากมาก หากขี่บนถนนปกติจะมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุสูง และสวนสาธารณะในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ก็ห้ามขี่จักรยาน ดังนั้นปัจจุบันจึงนิยมขี่จักรยานอยู่กับที่ในที่ส่วนตัว และมีจักรยานที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ บางคนขี่จักรยานอยู่กับที่ แล้วรู้สึกเบื่อ อาจจะยกจักรยานเข้าไปขี่ในห้อง ดูทีวีไปด้วยขี่จักรยานไปด้วยก็ทำให้ไม่เบื่อง่าย

รำมวยจีน

รำมวยจีน มีชื่อเรียกต่าง ๆ และมีหลายสำนัก เป็นการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่ได้ทั้งความอดทน ความแข็งแรง ความยึดหยุ่น และฝึกการทรงตัวของร่างกาย อีกทั้งยังเป็นกลวิธีหนึ่งของการส่งเสริม รวมไปถึงการป้องกัน การรักษา การฟื้นฟูสภาพร่างกาย และจิตใจของผู้สูงอายุได้ เนื่องจากเป็นการออกกำลังกายแบบหมู่คณะ ทำให้ได้พบปะเพื่อนฝูง และสนุกสนาน การรำมวยจีนจึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในกลุ่มผู้สูงอายุ

ฝึกโยคะ

ฝึกโยคะ การออกกำลังกายแบบโยคะสำหรับผู้สูงอายุ มีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ ยืนยันว่า จากประสบการณ์ของท่านเอง กล่าวว่าโยคะ เป็นวิชาวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่ง มีวัตถุประสงค์ที่จะทำให้ผู้ปฏิบัติมีสุขภาพดี ทั้งร่างกาย และจิตใจ ทำให้ดำรงชีวิตอยู่ด้วยความสุข โดยโยคะที่ใช้ฝึกออกกำลังกาย เป็นโยคะเบื้องต้น บริหารท่ามือเปล่า ที่มีการหายใจเข้าออก ควบคู่ไปด้วยท่าต่างๆ

เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นว่า การฝึกโยคะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ผู้ฝึกจำเป็นจะต้องฝึก กับผู้มีความรู้ความชำนาญจริง ๆ จึงจะไม่เกิดอันตราย ดังนั้น จึงไม่แนะนำให้ทำการฝึกด้วยตนเอง

ฝึกในสวนสุขภาพ

ฝึกในสวนสุขภาพ ปัจจุบันนี้ในสวนสาธารณะใหญ่ ๆ หลายแหล่ง มีการจัดแบ่งเป็นสัดส่วนขึ้น เรียกว่า สวนสุขภาพ หรือบางแห่งก็สร้างสวนสุขภาพขึ้นเพื่อให้ประชาชนเข้าไปออกกำลังกาย โดยจะจัดให้มีฐานฝึกเป็นจุด ๆ เพื่อให้ผู้ออกกำลังกาย ได้ฝึกออกกำลังกายให้ได้ผล ทั้งความอดทน ความแข็งแรง ความยืดหยุ่น ความทรงตัว ความคล่องแคล่วว่องไว นับว่าเหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ แต่ข้อเสียคือการจัดทำสวนสุขภาพเช่นนี้ ยังมีน้อยไม่แพร่หลาย และค่อนข้างชำรุดง่ายจากการมีไม่เพียงพอต่อผู้ใช้ และขาดการดูแลจากหน่วยงาน อาจทำให้เกิดอันตรายได้ต่อผู้ใช้งาน

สนับสนุนโดย : PG SLOT 

เรียบเรียงโดย :Rositacorrer

เกมสนุกแถบได้ตัง : Slotxo , PGSLOT , PGSLOTGAME