10 สรรพคุณ "มะตูม"

10 สรรพคุณ “มะตูม”

10 สรรพคุณ “มะตูม” หรือ Bael เป็นหนึ่งในผลไม้ที่ได้ขึ้นชื่อว่า “ผลไม้มงคล” โดยมีต้นกำเนิดมาจากประเทศอินเดีย และยังเป็นพันธุ์ไม้มงคลของจังหวัดชัยนาทอีกด้วย และที่สำคัญยังจัดเป็นผลไม้มงคลสำหรับศาสนาฮินดูมานับหลายศรรตวัต ซึ่งชาวฮินดูนั้นนิยมปลูกกันอย่างแพร่หลาย เพราะถือว่าเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ของพระศิวะ

ในปัจจุบันนี้มะตูมนั้นไม่ได้จัดเป็นแค่ผลไม้มงคลอีกต่อไป เพราะมะตูมนั้นมีสรรพคุณทางยา และประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย และที่สำคัญมะตูมยังเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพ ที่คนส่วนใหญ่นิยมนำไปทำเป็นน้ำมะตูมเพื่อดื่มแก้กระหายและบำรุงร่างกาย

สำหรับสรรพคุณของมะตูมยังไม่หมดเพียงแค่นี้ เพราะในปัจจุบันคนส่วนใหญ่มิได้นิยมแค่น้ำมะตูม แต่ยังรวมไปถึงมะตูมเชื่อ หรือ เค้กมะตูม คนส่วนใหญ่จึงนิยามนำส่วนต่างๆ ของต้นมะตูมมาใช้รักษาเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพอีกด้วย

มะตูมนั้นมีส่วนประกอบสำคัญ เช่น ฟีนอล ไกลโคไซด์ แทนนิน ส่วน ใบ ราก เปลือก ของต้นมะตูมนั้นยินมนำมาต้มเพื่อรักษาสุขภาพได้หลายอาการ ลดไข้ ขับเสมหะ หรือ เป็นยาระบาย และผลของมะตูมนั้นยังใช้บรรเทาอาการท้องร่วง ปวดท้อง แก้โรคบิดได้อีกด้วย

10 สรรพคุณ "มะตูม"

คุณค่าทางโภชนาการของมะตูม

มาดูกันว่ามะตูมสุก 100 กรัม จะให้คุณค่าทางโภชนาการแบบไหน?

ที่มา : PG SLOT

  • น้ำ 61.4 กรัม
  • เถ้า 1.7 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 34.7
  • โปรตีน 1.8 กรัม
  • ใยอาหาร 2.9 กรัม
  • เหล็ก 0.6 มิลลิกรัม
  • ฟอสฟอรัส 50 มิลลิกรัม
  • แคลเซียม 85 มิลลิกรัม
  • วิตามินบีสอง 1.19 มิลลิกรัม
  • วิตามินเอ 92 มิลลิกรัม
  • วิตามินบีหนึ่ง 1.13 มิลลิกรัม
  • ไนอะซีน 1.1 มิลลิกรัม

ประโยชน์ของมะตูม

รักษาเบาหวาน

สำหรับประโยชน์มะตูมในการรักษาเบาหวานนั้น ยังไม่เป็นแน่ชัดว่ามะตูมนั้นสามารถรักษาเบาหวานได้จริงหรือไม่ แต่คนส่วนใหญ่จะเชื่อว่ามะตูมนั้นสามารถรักษาเบาหวานได้ ประเด็นนี้จึงถูกนำไปศึกษากับหนูทดลองที่ป่วยเป็นโรคนี้ ผลปรากฎว่าหนูที่กินเปลือกมะตูมไป 28 วัน มีระดับน้ำตาลในเลือดลดลง และมะตูมยังมีสารสกัดอินซูลิน และ สามารถควบคุมไขมันในเลือดได้

ป้องกันโรคมะเร็ง

หลายๆ คนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับสรรพในการรักษาโรคมะเร็งของมะตูม ซึ่งก็มีงานออกมาแล้วว่ามะตูมนั้นสามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และ มะเร็งระบบประสาทนิวโรบลาสโตมา นอกจากนี้แล้ว การรับประทานมะตูมยังส่งผลดีต่อโรคมะเร็งตับ เนื่องจากมีการทดลองกับหนูที่ป่วยเป็นมะเร็งตับ มีอาการตับอักเสบเลยทดลองด้วยการให้กินสารสกัดมะตูม จึงส่งผลให้การเจริญเติบโตของเนื้อร้ายนั้นลดลง

บรรเทาอาการท้องเสีย

มะตูมนั้นมีสรรพคุณทางยา หลายชนิดแต่ที่คนส่วนใหญ่ทราบกันดี ก็คงเป็นเรื่องบรรเทาอาการท้องเสีย แต่ไม่เพียงแค่อาการท้องเสียเท่านั้น ท้องอืด ปวดท้อง ลดไข้ ขับเสมหะ และ โรคบิด ก็สามารถบรรเทาอาการได้ เพราะในมะตูมนั้นมีสารสกัดที่ช่วยยับยั้งเชื้อบิดชิเกลล่า และ ยังลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคบิดอีกด้วย

รักษาแผลในกระเพาะอาหาร

สาเหตุส่วนใหญ่ของแผลในกระเพาะอาหารนั้นเกิดจาก การติดเชื้อ การทานเผ็ด หรือ อาหารรสจัด ก็มีส่วนที่ทำให้เป็นแผลในกระเพาะในอาหาร มะตูมสดนั้นสามารถรักษาแผลในกระเพาะอาหารได้ เพราะมะตูมนั้นมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ และ ช่วยสมานแผลได้

10 สรรพคุณของมะตูม

1.มะตูมกับการบำรุงธาตุ ผลที่ยังไม่สุกมากของมะตูมนั้น สามารถนำมาทำเป็นยาบำรุงร่างกาย จะเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนธาตุไฟ

2. มะตูมนั้นเป็นผลไม้ที่ทานได้ทั้งสด และ แห้ง โดยสรรคุณทางยาจะแตกต่างกันออกไป อย่างแบบสด ก็จะช่วยเรื่องของกระเพาะอาหาร การขับถ่าย ขับเสมหะ ถ้าแบบแห้งจะนิยมนำมาต้มเป็นยาบำรุง เช่น พวกรักษาเบาหวาน แก้ร้อนใน ป้องกันโรคมะเร็ง เป็นต้น

3. มะตูมกับการรักษาไข้จับสั่น ทุกส่วนของมะตูมไม่ว่าจะเป็น ลำต้น ราก และเปลือก สามารถช่วยรักษาไข้จับสั่นได้

4.มะตูมช่วยลดความดันโลหิตสูงได้

5.มะตูมนั้นช่วยแก้พิษจากฝี และ ลดอาการปวด อักเสบ ของฝีได้ดี

6.มะตูมนั้นสามารถช่วยขับปัสสาวะ ขับลม และช่วยรักษาโรคลำไส้อักเสบได้

7.มะตูมนั้นถ้านำมาต้มจะช่วยแก้การหายน้ำ และ ทำให้ชุ่มคอ แก้เจ็บคอ

8.มะตูมสามารถรักษาอาการท้องผูกเรื้อรังได้ หากทานเป็นประจำ

9.มะตูมช่วยลดกรดในกระเพาะอาหารและบรรเทาอาการท้องเสียได้ดี

10.มะตูมสามารถนำมาต้มเป็นยาระบาย และ ฆ่าพยาธิได้

ข้อควรระวัง

1.ใบอ่อนของมะตูมนั้น คนส่วนใหญ่จะนิยมนำมาจิ้มน้ำพริกกิน แต่รู้หรือไม่ว่าไม่ควรกินมากเกินไป ยิ่งคนที่กำลังท้องยิ่งต้องหลีกเลี่ยง เพราะอาจส่งผลให้แท้งลูก หรือ เป็นหมันได้

2.มะตูมมีสรรพคุณเกี่ยวกับการควบคุมน้ำตาลในเลือด อาจส่งผลกระต่อผู้ที่ผ่าตัดหรือหลังผ่าตัด ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย ควรหยุดทานมะตูมอย่างน้อย 2 สัปดาห์

จะเห็นได้ว่ามะตูมนั้นไม่ได้เป็นผลไม้ที่นำมาทำแค่เครื่องดื่มเพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถใช้ประโยชน์ ได้ทุกส่วนตั้งแต่ ลำต้น ราก ผลทั้งสดและแห้ง ใสามารถนำมาทำเป็นของหวานก็ได้ เช่น เค้กมะตูม วุ้นมะตูม หรือใส่ในไอศกรีม ก็ได้ และมะตูมยังมีสรรพคุณที่รักษาโรคได้หลายชนิด และ มีประสิทธิภาพ ดังนั้นผู้บริโภคทั้งหลายควรใส่ใจการรับประทานให้พอเหมาะ เพื่อสุขภาพและความปลอดภัยของคุณเอง

สนับสนุนโดย : PG SLOT PGSLOTGAME

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

วิธีบำรุง “ริมฝีปาก” หน้าหนาว

วิธีบำรุง “ริมฝีปาก” หน้าหนาว สำหรับผู้หญิงนั้น ปากแห้ง ปากแตก ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะคะ ยิ่งหน้าหนาวแบบนี้บอกได้คำเดียวเลยว่า ทรมานสุดๆ ขนาดลิปมันที่ว่าแน่ยังไม่อยู่!! วันนี้เราจะมาหาสาเหตุกันว่าเกิดจากอะไร

ริมฝีปากแห้ง

ผู้หญิงส่วนก็ต้องการริมฝีปากที่ดูสวย อวบอิ่ม สีชมพู (น่าจุ๊บ ) เป็นธรรมชาติอย่างแน่นอน ไม่ใช่มีแค่หน้าอก ต้นขา สะโพก เท่านั้นนะคะ ที่ดึงดูดเพศตรงข้ามได้ ริมฝีปากนี่แหละตัวดึงดูดชั้นดี

หลายๆ คนคงกังวนกับเรื่องริมฝีปากแตก แห้งกร้าน นั้นเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงโรคอะไรหรือป่าว? วันนี้เรามีคำตอบมาให้คุณค่ะ

สาเหตุที่ทำให้ปากแตก

  1. การเลียริมฝีปากบ่อยๆ รวมถึงการเม้มปากด้วย เพราะในน้ำลายคนเรานั้นจะมีเอนไซม์ ที่ทำให้ปากเราแห้ง พอปากแห้งแล้วปากก็แตก เอนไซม์ที่อยู่ในน้ำลายนั้นจะทำลายความชุ่มชื่นริมฝีปากเรา
  2. สภาพอากาศ ช่วงนี้หน้าหนาว สภาพอากาศนั้นถือว่าสำคัญมาก เพราะไม่ใช่แค่ริมฝีปากเราเท่านั้น ที่แห้งและแตก ยังรวมถึงผิว เส้นผม ด้วยที่แห้ง แต่เราก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศได้ ก็ต้องเตรียมหาวิธีเพื่อรับมือเท่านั้น
  3. ดื่มน้ำน้อยเกินไป นี่ก็เป็นสาเหตุสำคัญเหมือนกัน เพราะร่างกายคนเรานั้นต้องการความชุ่มชื่น ยิ่งสภาพอากาศแบบนี้ ยิ่งต้องต้องดื่มน้ำเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า!!
  4. อยู่ในห้องแอร์มากเกินไป แน่นอนว่าการอยู่ให้ห้องแอร์นานๆ นั้นจะทำให้ผิวเราแห้ง ไม่ใช่แค่ริมฝีปากเท่า เพราะสภาพอากาศในห้องแอร์จะดึงความชุ่มชื่นของผิวเราไปอย่างแน่นอน
  5. การนอนอ้าปาก หรือ การนอนกรน เวลาที่เรานอนกรนนั้น บางทีน้ำลายก็จะไหลออกมา และที่สำคัญน้ำลายจะถูกผลิตออกมาน้อยลง ทำให้เวลาเราตื่นมาแล้วรู้สึกคอแห้ง ดังนั้นควรหาวิธีรับมือการนอนกรน
  6. ลิปบาล์ม หลายๆ ท่านคงจะติดลิปบาล์ม อย่างแน่นอน ยิ่งเวลาปากแห้งก้จะหยิบขึ้นมาทา แต่หารู้ไม่ว่าในลิปบาล์ม นั่นแหละตัวดีเพราะมันช่วยได้แค่ชั่วคราว แต่ในระยะยาวนั้นจะทำให้ปากแห้งกว่าเดิม เนื่องจากสารบางอย่างในลิปบาล์ม จะดูดความชุ่มชื่นออกไปจากริมฝีปากเรา
  7. อาการผิดปกติในร่างกาย เช่น การเป็นร้อนใน อาการนี้ส่วนใหญ่ก็จะเกิดจากปากแห้ง หรือ พลาดกัดปากตัวเอง ถ้าเกิดเป็นร้อนในให้พยายามเลี่ยงอาหาร ที่มีรสเค็ม เปรี้ยว และ เผ็ด เพราะจะทำให้แผลในปากเป็นหนักกว่าเดิม
  8. สารเคมี ในสิ่งของต่างๆ ที่เราใช้นั้น ไม่ได้ดีไปทุกตัว เล่น ในยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก หรือแต่ลิปสติก ทุกอย่างล้วนแต่มีสารเคมีทั้งนั้น ฉะนั้นควรศึกษารายเอียดผลิตภัณฑ์ให้ละเอียดก่อนจะเลือกใช้ เพราะสารเคมีบางอย่างส่งผลให้ริมฝีปากที่อวบอิ่มของเรานั้น เป็นขลุย แตก และแห้ง
  9. อายุที่เพิ่มขึ้น เช่น วัยทอง ผู้สูงอายุ เพราะต่อมเหงื่อและ ต่อมไขมันจะทำงานได้น้อยลง จึงทำให้ริมฝีปากนั้นแห้ง แตกได้ง่าย และที่สำคัญน้ำลายก็จะไม่ค่อยมี
  10. นิสัยส่วนตัว บางท่านจะมีนิสัยที่ชอบกัดเล็บ และ ทาสีเล็บ ในเล็บเรานั้นก็มีเขื้อโรคมากมายแฝงอยู่ก็ไม่แปลกที่จะทำให้เกิดแผลที่ปาก หรือบางท่านสูบบุหรี่ ในบุหรี่ก็จะมีสาร ที่ดูดความชุ่มชื่นเช่นกัน

วิธีการบำรุงรักษาริมฝีปาก

  1. หยุดพฤติกรรมการเลียริมฝีปากโดยด่วน เพราะนี่แหละ คือสาเหตุสำคัญที่สุด ที่ทำให้ปากท่านแตกและแห้ง
  2. ดื่มน้ำเยอะๆ ในแต่ละวันนั้นเราควรดื่มน้ำไม่ต่ำกว่า 8 – 10 แก้ว หรือ 1.5 ลิตร เป็นประจำทุกวัน (ควรหัดให้เป็นนิสัย) เพราะถ้าเราดื่มน้ำเยอะมากเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย น้ำก็จะช่วยไปบำรุงทั้งริมฝีปากและผิว น้ำให้ผิวเราชุ่มชื่น และยังช่วยผลัดเซลล์ผิวได้ด้วย เพราะยิ่งอายุเพิ่มมากขึ้น การสร้างเซลล์ก็จะยิ่งลดลง
  3. ออยล์ หรือ น้ำมันที่สกัดมาจากธรรมชาติ วิธีนี่เป็นวิธีเร่งรัด ที่จะทำให้ริมฝีปากท่านชุ่มชื่นได้ภายในไม่กี่นาที โดยการใช้คอทตอลบัดมาจุ่มลงไป แล้วทาให้ทั่วริมฝีปาก โดยทารอบๆ วนไปเรื่อยๆ เพื่อให้เนื้อออยล์ซึมเข้าริมฝีปาก
  4. อโรเวร่า หลายๆ ท่านคงรุ้จักอโรเวร่าเป็นอย่างดี เพราะมันคือสมุนไพรยอดฮิต ที่ทำให้ผิวชุ่มชื่นสุดๆ เดี๋ยวนี้มีทั้งครีมทาผิว ยาบำรุง ลิปมัน ซึ่งถ้าเราให้อโรเวร่า 100% นั้น จะยิ่งดีต่อริมฝีปากเรามากขึ้น ดังนั้นควรไปหามาใช้ด่วน!!
  5. น้ำผึ้งแท้ ในน้ำผึ้งนั้นมีสรรพคุณช่วยรักษาแผลได้ ถ้าเอามาทาบำรุงริมฝีปากนั้นดีแน่นอน ง่ายๆ เพียงแค่ท่านนำคอทตอลบัด มาจุ่มลงไป แล้วทาบริเวณริมฝีปาก ทาทิ้งไว้สัก 10 นาที พยายามใช้ทาเป็นประจำ รับรองได้ไม่เกิน 1 สัปดาห์ ริมฝีปากอันอวบอิ่มของท่านจะกลับมาแน่นอน
  6. น้ำอุ่น ผสม เกลือ วิธีนี้จะช่วยให้ผู้ที่ปากเป็นขลุยๆ นั้นลอกออกได้ โดยการนำสองสิ่งผสมกัน (เกลือเม็ดเล็กๆ) แล้วใช้สำลีชุบหมาดๆ คาบไว้ประมาณ 2 – 3 นาที แล้วล้างปาก จะทำให้ขลุยๆ บนริมฝีปากนั้นลอกออกมา
  7. ล้างปากทุกครั้งเวลาทานอาหารเสร็จ เพราะอาหารบางอย่างนั้นจะดูดความชุ่มชื่นออกจากปากได้ โดยเฉพาะ ผลไม้ ในผลไม้นั้นมีกรดบางอย่างที่ลดความชุ่มชื่นและจะทำให้ปากเราแห้ง
  8. หาสาเหตุของปัญหา การที่ปากเราแห้งและแตกนั้น จะมีสาเหตุ มาจากอะไรสักอย่าง อาจจะดื่มน้ำน้อยเกินไป เลียปากบ่อย ทาลิปสติกเนื้อแมทต์ หรือแพ้สารเคมี หลายๆ อย่างแล้วแต่สาเหตุ ซึ่งถ้าเรารู้สาเหตุ เราก็จะแก้ไขอย่างถูกวิธี

ที่มา : PG SLOT

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

เกมสนุกแถบได้ตัง : Slotxo , PGSLOT

สรรพคุณ หอยเป๋าฮื้อ หรือ หอยโข่งทะเล!!

สรรพคุณ หอยเป๋าฮื้อ หรือ หอยโข่งทะเล!!

สรรพคุณ หอยเป๋าฮื้อ หรือ หอยโข่งทะเล!! หอยเป๋าฮื้อ หรือ หอยโข่งทะเล หรือ หอยร้อยรู มีหลายสายพันธุ์ เป็นหอยฝาเดียว ตรงเปลือกจะมีรูเล็กๆ ซึ่งเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ หอยเป๋าฮื้อมักอาศัยตามซอกหินและชายฝั่งทะเลที่มีแนวปะการัง ระดับน้ำลึกประมาณ 10 เมตร เป๋าฮื้อกินสาหร่ายเป็นอาหารและมีอายุยืนยาว เนื้อของมันถูกนำมาทำอาหารรสชาติดี ส่วนเปลือกของเป๋าฮื้อนำไปทำเป็นเครื่องประดับและของที่ระลึกได้

อาหารทุกชนิดล้วนมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ถึงอย่างไรการทานอาหารทุกชนิดควรทานในปริมาณที่พอดีไม่มากจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อสุขภาพได้ โดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัว หากจะรับประทานอาหารเพื่อเป็นยารักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง ในการทานหอยเป๋าฮื้อก็เช่นกัน

หอยเป๋าฮื้อ คือ…….

หอยเป๋าฮื้อ หรือ หอยโข่งทะเล มีชื่อในภาษาอังกฤษว่า Abalone เป็นสัตว์ตระกูลหอย ที่อาศัยอยู่ตามซอกหินและชายฝั่งทะเล แต่จะต่างจากหอยชนิดอื่นๆ คือ เป็นหอยที่มีฝาเดียว มีรูเล็กๆมากมายอยู่บริเวณเปลือก หอยเป๋าฮื้อกินสาหร่ายในทะเลเป็นอาหาร มีอายุยืน นิยมนำไปใช้ทานเป็นอาหาร โดยเฉพาะประเทศในทวีปเอเชีย อย่าง จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน ไทย รวมถึงประเทศในโลกซีกตะวันตก ในทวีปยุโรป และอเมริกาด้วย

หอยเป๋าฮื้อกับมูลค่าทางการตลาด

หอยเป๋าฮื้อ เป็นอาหารทะเล ที่ได้รับความนิยมในการบริโภคสูง มีมูลค่าการซื้อขายในท้องตลาดทั่วโลกต่อปีสูงมาก โดยหากเป็นหอยที่มีขนาดได้มาตราฐานการส่งออก จะมีลำตัวกว้าง 7-12 เซนติเมตร และมีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 200 – 300 กรัม ต่อหนึ่งตัว ตลาดในภูมิภาคเอเชีย จะมีมูลค่าการซื้อขายหอยเป๋าฮื้อต่อปีสูงเป็นเงินถึง 7,500 – 10,000 ล้านบาท

ที่มา : PG SLOT

หอยเป๋าฮื้อ เป็นแหล่งของสารอาหารที่ดีและมีประโยชน์ ช่วยป้องกันโรคหัวใจและช่วยลดระดับความดันในโลหิตได้จริง!!

สรรพคุณ หอยเป๋าฮื้อ หรือ หอยโข่งทะเล!!

การเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อในประเทศไทย

แต่เมื่อนำมาเพาะเลี้ยงจริงๆแล้ว จะเหลือลูกหอยเป๋าฮื้อที่มีชีวิตรอดแค่เพียง 0.5 % จากปริมาณไข่ทั้งหมด เท่านั้น ดังนั้น ในจำนวนไข่ 12 – 14 ล้านฟอง จะได้ลูกหอยเป๋าฮื้อที่มีขนาดเท่าเมล็ดงาดำ ประมาณเพียงแค่ 50,000 เท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่น้อยมากๆ
นอกจากจะเพาะเลี้ยง หอยเป๋าฮื้อ ได้จำนวนน้อยแล้ว ผู้เพาะเลี้ยงในประเทศไทยยังพบกับปัญหา ภาวะต้นทุนในการเลี้ยงสูงอีกด้วย

ประโยชน์ของและสรรพคุณของหอยเป๋าฮื้อ

หอยเป๋าฮื้อเป็นอาหารที่อุดมด้วยโปรตีน มีคอเลสเตอรอลต่ำ และยังมีสารที่เป็นประโยชน์ต่อข้อต่อ กระดูกอ่อน และกล้ามเนื้อร่างกาย ช่วยลดการสึกหรอของกระดูกอ่อน ช่วยป้องกันโรคข้อเสื่อมได้เป็นอย่างดี และมีคอลลาเจนสูง ช่วยคงสภาพความเต่งของหมอนรองกระดูกให้ทำงานเต็มประสิทธิภาพ

ประโยชน์ของหอยเป๋าฮื้อเรื่องความสวยงาม เนื่องจากในหอยเป๋าฮื้อมีคอลลาเจนธรรมชาติ จึงมีผู้สกัดคอลลาเจนจากหอยเป๋าฮื้อออกมาทำเป็นครีมบำรุงผิวพรรณ กระชับรูขุมขนและช่วยเรื่องผิวกระจ่างใสอีกต่างหาก แสดงให้เห็นว่าหอยเป๋าฮื้อไม่ได้มีดีแค่ที่เป็นอาหารอร่อยเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ในด้านอื่นๆ ด้วย ไม่น่าแปลกใจที่หอยเป๋าฮื้อมีราคาแพงขนาดนี้

แม้ว่าอาหารทะเลหลายๆประเภท มักจะมากไปด้วยปริมาณของคลอเลสเตอรอลที่สูง จึงทำให้หลายๆคนไม่กล้าที่จะทานอาหารชนิดนี้มากนัก แต่สำหรับอาหารกลุ่มประเภทหอยโดยเฉพาะหอยเป๋าฮื้อจะมีปริมาณของระดับระดับคลอเรสตอรอลที่ต่ำ ให้พลังงานน้อย หอยเป๋าฮื้อปริมาณขนาด 3 ออนซ์ จะให้พลังงานเพียงแค่ 85 แคลอรี่เท่านั้น แบ่งเป็นโปรตีนสูงถึง15 กรัม และไขมันเพียง 1กรัม ซึ่งนอกจากนี้ยังมีสรรพคุณด้านอื่นๆอีกหลากหลายดังนี้

1. หอยเป๋าฮื้อจะมีสารที่ชื่อว่า สารสเทอรอล ( Sterol ) ซึ่งมีลักษณะที่คล้ายกับ คอเลสเตอรอล ( Cholesterol )  แต่ต่างกันที่ สารชนิดนี้ช่วยป้องกันการดูดซึมคลอเรสตอรอลเข้าไปยังทางเดินอาหาร ผู้บริโภค จึงไม่มีปัญหาเรื่องสุขภาพหากต้องทานหอยชนิดนี้ หอยเป๋าฮื้อมากไปด้วยสารอาหารอย่างแมกนีเซียม ซึ่งเป็นตัวช่วยชั้นดีในการลดระดับความดันในโลหิต จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดอุดตันได้

2. ในหอยเป๋าฮื้อมีวิตามินอี ซึ่งช่วยในการมองเห็น ทำให้การมองเห็นดีขึ้น ช่วยบำรุงสายตาให้มีสุขภาพดี โดยเฉพาะบำรุงสายตาในผู้สูงอายุ

3. เนื่องจากหอยเป๋าฮื้อมีวิตามินB1 วิตามินB2 วิตามินB6 วิตามินB12 ที่ช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง ช่วยในการเสริมสร้างการเรียนรู้และความจำ ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคความจำเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ได้

4. หอยเป๋าฮื้อสามารถช่วยบำรุงร่างกายในผู้สูงอายุ ช่วยให้ไม่อ่อนเพลีย กระปรี้กระเปร่า ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกายให้ทำงานได้ดีขึ้น ป้องกันการเกิดโรคต่างๆได้

คอลลาเจนสกัดเย็นจากหอยเป๋าฮื้อ เป็นคอลลาเจนสด หรือคอลลาเจนแท้ มีโครงสร้างโมเลกุลครบ 3 สาย การสกัดคอลลาเจนสด ต้องใช้กระบวนการพิเศษที่ใช้ความเย็น 4-8 องศาเซลเซียส เรียกว่า การสกัดเย็น เพื่อรักษาโครงสร้างของคอลลาเจน โดยในการผลิตจะต้องควบคุมเป็นพิเศษเพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรคต่างๆ   

จุดเด่นของคอลลาเจนสกัดเย็น
1. มีโครงสร้างโมเลกุลที่ค่อนข้างสมบูรณ์ และใกล้เคียงกับคอลลาเจนของผิว มากกว่าการสกัดคอลลาเจนด้วยวิธีอื่น ๆ 
2. สามารถซึมผ่านผิวหนังได้ คอลลาเจนสกัดเย็น สามารถซึมผ่านเข้าสู่ผิวหนังในชั้นลึกได้ทางต่อมเหงื่อ และรูขุมขน 
3. เสริมความยืดหยุ่นและชุ่มชื้นของผิวหนัง เนื่องจากคอลลาเจนสกัดเย็นช่วยชะลอความเสื่อมของ  คอลลาเจนในผิวชั้นหนังแท้ ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ และช่วยลดการระคายเคืองของผิวพรรณได้อีกด้วย 
4. มีความสามารถในการสมานแผล

คอลลาเจนสกัดเย็นจากหอยเป๋าฮื้อ
คอลลาเจนสดสามารถผลิตได้จากสัตว์หลายชนิด แต่ในปัจจุบันมีผู้สนใจคอลลาเจนสดที่สกัดจากหอยเป๋าฮื้อกันมาก เนื่องจากมีงานวิจัยพบว่า คอลลาเจนสดจากหอยเป๋าฮื้อสามารถเพิ่มจำนวนเซลล์ในการเจริญเติบโต  เพิ่มความสมบูรณ์ของจำนวนเซลล์ รวมทั้งการเรียงตัวของเซลล์ได้ดีกว่าคอลลาเจนสดจากวัว

สนับสนุนโดย : PG SLOT PGSLOTGAME

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

วิธีการรับมือ การอาบน้ำเย็นในหน้าหนาว!!

วิธีการรับมือ การอาบน้ำเย็นในหน้าหนาว!!

วิธีการรับมือ การอาบน้ำเย็นในหน้าหนาว!! คงรู้ดีว่าการอาบน้ำในหน้าหนาว มันทรมานมากขนาดไหน บางคนเลี่ยงไม่อาบน้ำในตอนเช้าก่อนไปทำงานเพราะ นอกจากจะเสียความรู้สึกเวลาขากรรไกรกระทบกันแล้ว ยังใช้เวลาทำใจก่อนอาบนานกว่าเวลาที่ใช้อาบอีก เราทำไมไม่ลองมาหาวิธีอาบน้ำแก้หนาวกัน

เป็นวิธีแก้ปัญหาง่าย ๆ เมื่ออากาศมันหนาวก็เลี่ยงมาอาบน้ำอุ่นแทน การอาบน้ำอุ่นจะทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น คลายความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ นอนหลับสบาย น้ำอุ่นจะช่วยชำระเหงื่อไคล และคราบสกปรกที่เกาะตามรูขุมขนร่างกายได้เป็นอย่างดี ในทางตรงกันข้ามข้อเสียของการอาบน้ำจะทำให้รูขุมขนกว้างขึ้น ผิวหนังแห้ง ลอก มีริ้วรอยแตกได้

อาบน้ำอุ่นหรือน้ำเย็น แบบไหนดีต่อสุขภาพมากกว่ากัน

การอาบน้ำเป็นกิจวัตรประจำวันที่ต้องทำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เพื่อชำระสิ่งสกปรกหลังจากออกไปเผชิญสภาพแวดล้อมนอกบ้านมาตลอดทั้งวัน หรือแม้กระทั่งหลังตื่นนอนตอนเช้า จากที่นอนหลับพักผ่อนอยู่บนเตียงนอนมาไม่ต่ำกว่า 5 ชั่วโมง เพื่อเรียกความสดชื่นให้ตัวเอง ซึ่งการอาบน้ำให้ดีต่อสุขภาพ นอกจากอุปกรณ์อาบน้ำที่มีคุณภาพแล้ว “อุณหภูมิของน้ำ” ก็มีผลโดยตรงต่อสุขภาพร่างกาย สุขภาพผิว แต่หลายคนกำลังสงสัยว่าอาบน้ำอุ่นหรืออาบน้ำเย็น แบบไหนดีต่อสุขภาพมากกว่ากัน

  • การอาบน้ำอุ่น
    แม้ประเทศไทยจะมีสภาพอากาศร้อนเพียงไหน แต่หลายคนก็ชอบอาบน้ำอุ่น เพราะรู้สึกผ่อนคลาย อาบน้ำได้นานกว่าโดยไม่ต้รีบร้อน ทำความสะอาดตัวได้นานกว่า และยังมีข้อดีคือ “การอาบน้ำอุ่นเป็นการเปิดรูขุมขนได้กว้างกว่าการอาบด้วยน้ำเย็น” ทำให้สองามารถชำระล้างสิ่งสกปรกตามรูขุมขนได้ดียิ่งขึ้น

    ข้อดีของการอาบน้ำอุ่น
  • ช่วยลดความเครียดสะสมระหว่างวันได้ดี
  • ทำให้รู้สึกถึงการผ่อนคลายกล้ามเนื้อภายหลังจากที่อาบน้ำ
  • การอาบน้ำอุ่นสำหรับผู้หญิงในช่วงก่อนหรือมีประจำเดือน ช่วยให้ระบบโลหิตไหลเวียนได้ดียิ่งขึ้น ลดอาการเกร็งของมดลูก ลดอาการปวดท้อง
  • ช่วยลดอาการบวมของร่างกายในส่วนต่างๆ ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน

อย่างไรก็ตาม แม้การอาบน้ำอุ่นจะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายมากกว่า แต่การอาบน้ำอุ่นทุกวัน จะทำให้ผิวเสียความชุ่มชื่นได้โดยไม่รู้ตัว มีอาการผิวแห้งกร้านตามมา และไม่แนะนำให้อาบน้ำอุ่นหลังจากเล่นกีฬาเสร็จ เพราะน้ำอุ่นทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากขึ้น จนรู้สึกอ่อนเพลียมากกว่าเดิม

ที่มา : PG SLOT

  • การอาบน้ำเย็น
    อุณหภูมิของน้ำในระดับปกติหรือน้ำที่ค่อนข้างเย็น จะช่วยคืนความสดชื่นหลังจากอาบน้ำได้ดีกว่าการอาบน้ำอุ่น แต่สำหรับคนที่ไม่เคยชินแล้ว อาจทำให้การอาบน้ำเย็นเป็นเรื่องยากและใช้เวลาอาบน้ำที่รวดเร็วขึ้น จึงอาจทำความสะอาดร่างกายได้ไม่ทั่วถึง

    ข้อดีของการอาบน้ำเย็น
  • ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า
  • ช่วยให้คุณอารมณ์ดี ร่างกายตื่นตัวได้เร็วหลังจากตื่นนอน
  • มีส่วนช่วยเผาผลาญไขมันที่สะสมในร่างกาย
  • ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
  • ทำให้ผิวพรรณดูเนียนเรียบ และอิ่มน้ำตลอดเวลา

แม้ว่าการอาบน้ำเย็นจะมีประโยชน์มากมายต่อสุขภาพผิวและอารมณ์ของคุณ แต่การอาบน้ำเย็นในสภาพที่ร่างกายอ่อนแอหรือตอนอยู่ในสภาพอากาศหนาวจัด อาจไม่ส่งผลดีเท่าไหร่นัก เพราะส่งผลให้ระบบหมุนเวียนเลือดผิดปกติ อุณหภูมิร่างกายลดลงรวดเร็ว จนถึงขั้นช็อคหมดสติได้

  • การอาบน้ำอุ่น VS อาบน้ำเย็น แบบไหนดีต่อสุขภาพ?
    จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ว่าการอาบน้ำด้วยน้ำอุ่นและน้ำเย็นต่างมีข้อดี-ข้อเสีย แตกต่างกันไป ซึ่งหากคุณต้องการอาบน้ำให้ดีต่อสุขภาพแล้ว มาดูเคล็ดลับการอาบน้ำดังนี้
  • เลือกอาบน้ำเย็นในตอนเช้า เพื่อให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น ตื่นตัว พร้อมเริ่มวันใหม่ๆ ได้ทันที
  • เลือกอาบน้ำอุ่นในตอนกลางคืน เพื่อคลายความเครียดสะสมมา ช่วยให้นอนหลับได้ดียิ่งขึ้น
  • หากต้องการให้ปลุกตัวเองให้สดชื่น สามารถใช้วิธีอาบน้ำอุ่นและอาบน้ำเย็นสลับกัน 10 นาที เพื่อกระตุ้นระบบหมุนเวียนโลหิตในร่างกาย ทำให้รู้สึกสดชื่นสดใสได้อย่างรวดเร็ว

ไม่ว่าจะเลือกอาบน้ำในอุณหภูมิใด อย่าลืมสำรวจปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น สภาพอากาศ สภาพร่างกายในขณะนั้น เพื่อให้การอาบน้ำของคุณดีต่อสุขภาพร่างกายและไม่ทำร้ายสุขภาพผิวของตัวเอง และที่สำคัญควรใช้ปลายเท้าสัมผัสน้ำก่อนอาบน้ำทุกครั้ง เพื่อให้ร่างกายได้ปรับอุณหภูมิตัวเองก่อน ป้องกันการช็อคหมดสติและอาการวูบฉับพลันระหว่างอาบน้ำ

วิธีการรับมือ การอาบน้ำเย็นในหน้าหนาว!!

เพิ่มระบบการเผาผลาญ

ตามธรรมชาติแล้วเมื่อร่างกายของเราสัมผัสกับความหนาวเย็น ความหนาวเย็นนั้นจะกระตุ้นให้ร่างกายผลิตไขมันสีน้ำตาลซึ่งเป็นไขมันที่ใช้ในการเผาผลาญพลังงาน ยิ่งมีเจ้าไขมันชนิดนี้มากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะช่วยให้เผาผลาญแคลอรีได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้ลดน้ำหนักได้ โดยเมื่อรางกายเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้นแล้ว ก็จะทำให้ความดันโลหิตและอุณหภูมิในร่างกายของเราสูงขึ้น

ร่างกายสร้างฮอร์โมนเพิ่มขึ้น

อาจจะมีหนุ่ม ๆ หลายคนที่ไม่ชอบอาบน้ำเย็น แต่เชื่อเถอะว่าการอาบน้ำเย็นน่ะดีจริง ๆ เพราะมีการศึกษาในปี 1993 พบว่า การอาบน้ำเย็นนั้นช่วยให้ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศชายเพิ่ม แถมยังมีการวิจัยเพิ่มเติมแสดงให้เห็นอีกว่าการอาบน้ำเย็นช่วยทำให้ปริมาณของอสุจิเพิ่มขึ้น ในขณะที่การอาบน้ำอุ่นทำให้จำนวนอสุจิลดลงซะอีก

ช่วยลดภาวะซึมเศร้า

เชื่อหรือไม่ว่า แค่เพียงอาบน้ำเย็นก็ช่วยลดภาวะซึมเศร้าได้ นั่นก็เป็นเพราะว่าเมื่อน้ำเย็นกระทบกับผิวแล้วมันจะส่งแรงกระตุ้นจำนวนมากจากปลายประสาทไปสู่สมอง ซึ่งให้ผลใกล้เคียงกับการยารักษาโรคซึมเศร้าเลยเชียว โดยจะทำให้ผู้ป่วยสงบจิตใจลงและลดอาการซึมเศร้าได้

บำรุงผมและผิวพรรณ

คงมีสาว ๆ จำนวนไม่น้อยเลยล่ะที่รักผมมากจนไม่ยอมให้ผมผ่านความร้อนใด ๆ แต่กลับสระผมด้วยน้ำอุ่น ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วน้ำอุ่นนี่ล่ะตัวร้ายเลย เพราะการสระผมด้วยน้ำอุ่นจะทำให้หนังศีรษะแห้งจนลอกเป็นขุยและกลายเป็นรังแคมากวนใจในที่สุด ในขณะที่การอาบน้ำอุ่นก็ให้ผลกับผิวพรรณไม่ต่างกันสักเท่าไหร่ เพราะการอาบน้ำอุ่นจะทำให้ผิวเสียความชุ่มชื้นและทำให้หิวแห้ง ดังนั้นทางที่ดีควรจะอาบน้ำและสระผมด้วยน้ำเย็นจะดีกว่า เพื่อที่ความชุ่มชื้นจะได้คงอยู่ในผิว แถมยังทำให้ผมมีสุขภาพที่ดีอีกด้วย

ช่วยทำให้มีแรง

การอาบน้ำเย็นช่วยทำให้เราตื่นได้เต็มตาไม่ต่างจากการดื่มกาแฟเลย เพราะการอาบน้ำเย็นจะช่วยไปกระตุ้นประสาทส่วนต่าง ๆ ในร่างกายที่ยังทำงานไม่เต็มที่ให้ทำงานดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและการหายใจให้ดีขึ้นอีกด้วย ถ้าใครที่รู้สึกว่าการตื่นนอนตอนเช้ามันยากเย็นนักละก็ ลองลุกขึ้นมาอาบน้ำเย็นในตอนเช้าดู รับรองว่าเห็นผลแน่นอน

ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น

นอกจากจะช่วยให้ตื่นตัวแล้ว การอาบน้ำเย็นยังช่วยทำให้นอนหลับได้สบายอีกด้วยนะเพราะหลังจากที่ร่างกายตื่นตัวด้วยน้ำเย็นแล้ว หลังจากนั้นร่างกายของเราก็จะผ่อนคลายและสงบลง ทำให้เรานอนหลับได้ดีขึ้นและยาวนานขึ้น ใครทำกำลังเป็นโรคนอนไม่หลับขอแนะนำให้อาบน้ำเย็นทุกวันก่อนนอนดีที่สุด

ป้องกันความเครียด 

การอาบน้ำเย็นไม่เพียงช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย แต่ยังช่วยป้องกันความเครียด ซึ่งจะไปช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราแข็งแรงขึ้น นอกจากนี้ยังมีการแนะนำให้อาบน้ำเย็นเพื่อบรรเทาอาการปวดเรื้อรังและอาการอักเสบอีกด้วย

วิธีอาบน้ำเย็นในหน้าหนาว

วิธีง่าย ๆ แบบเดิม ๆ แต่ต้องมีวิธีการอาบสำหรับฤดูหนาว การอาบน้ำเย็นมีข้อดี คือกระชับรูขุมขน คลายความเครียด ความอ่อนล้า ทำให้ร่างกายสดชื่น 

  การอาบน้ำไม่ว่าจะเป็นน้ำเย็นหรือน้ำอุ่นนั้น ในฤดูหนาวจะต่างจากในฤดูร้อน ไม่ใช่เหตุผลเพราะแค่ป้องกันร่างกายไม่ให้ร่างกายหนาวเย็นจากอุณหภูมิที่ลดลงของอากาศเท่านั้น แต่ต้องป้องกันผิวพรรณและสุขภาพ ดังนั้นการอาบน้ำในฤดูหนาวทำได้จากขั้นตอนดังนี้

1. ล้างหน้า แปรงฟันก่อน

ขณะแปรงฟันนั้นร่างกายมีโอกาสขยับตัวไปมา ปริมาณน้ำที่สัมผัสกับหน้า ร่างกายจะเริ่มค่อย ๆ ปรับตัวจากสภาพอากาศเย็นก่อนอาบน้ำ 

2. ล้างเท้าและบริเวณซอก

โดยปกติบ้านเราจะใช้วิธีการตักน้ำจากตุ่ม และวิธีเปิดน้ำจากฝักบัว จะเป็นการดีเมื่อเราล้างบริเวณเท้า รักแร้และซอกอับก่อน ร่างกายจะได้คุ้นเคยกับความเย็นจากน้ำ ก่อนอาบ

3. เทน้ำใส่ตัว หรือปล่อยน้ำจากฝักบัว

ขั้นตอนนี้สายน้ำจะเริ่มกระทบกับตัว เรียกว่าใช้เป็นการทดสอบสภาพร่างกายได้เป็นอย่างดี ใช้วิธีนับหนึ่งสองสาม ก่อนเทหรือเปิดน้ำใส่ บางคนจะใช้วิธีร้องเพลงปลุกใจแทนก็ไม่ว่ากันขั้นตอนนี้จะมีเริ่มมีอาการสั่น ขากรรไกรกระทบกัน สังเกตจากเสียงฟันขบกันมิอาจจะควบคุมได้ เพราะเนื่องจากอุณภูมิภายนอกลดต่ำลง สมองจะสั่งให้ร่างกายพยายามปรับตัวให้อุณภูมิสูงขึ้น โดยการออกกำลังกาย จากพฤติกรรมการสั่น เป็นการควบคุมจากระบบประสาทอัตโนมัติ เมื่อการสั่นนานเข้า อาจทำให้การช็อก หมดสติเพราะร่างกายปรับตัวไม่ทัน สำหรับคนกล้าก็จะใช้เป็นวิธีวัดใจกันเลย ก็ไม่ว่ากัน

4. ใช้สบู่น้อยๆ

ปกติเราจะใช้สบู่การโลมร่างกายเพื่อชำระล้างคราบเหงื่อไคล และสิ่งสกปรกออกจากผิวหนัง แต่สำหรับฤดูหนาว ร่างกายเราจะขับไขมันออกมาน้อย เราก็ต้องใช้สบู่น้อยลงเพราะสบู่จะชำระล้างไขมันที่เกาะผิวหนังออกหมด ส่งผลให้ผิวหนังแห้ง แตกและมีอาการคันตามร่างกายในที่สุด

วิธีการรับมือ การอาบน้ำเย็นในหน้าหนาว!!

5. ชำระล้างอย่างรวดเร็ว

เนื่องจากเหตุผลที่กล่าวมาเมื่อมีการใช้สบู่น้อย การล้างออกก็ง่าย เพียงแต่เราจะต้องใช้ฝอยขัดตัวหรือฟองน้ำขัดตามเพื่อความสะอาดของร่างกาย

6. อย่าลืมชะโลมครีมทาผิว

เช็ดตัวให้แห้ง แล้วชโลมครีมหรือน้ำมันมะกอกเพื่อป้องกันผิว เพียงแค่นี้ก็ปกป้องผิวสวยและ การอาบน้ำในฤดูหนาวจบลงได้เป็นอย่างดี

การอาบน้ำเป็นกิจวัตรหนึ่งที่เราทุกคนจะต้องทำ ก่อนออกจากบ้าน และเข้านอน เพื่อสุขลักษณะ และป้องกันโรคผิวหนัง สำหรับในฤดูหนาวก็ไม่ต้องวิตกมากกับอากาศที่เย็นเพียงแต่รู้วิธีเท่านั้นเอง

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

เกมสนุกแถบได้ตัง : Slotxo , PGSLOT , PGSLOTGAME

มะม่วง ผลไม้ยอดฮิตของคนไทย!!

มะม่วง ผลไม้ยอดฮิตของคนไทย!!

มะม่วง ผลไม้ยอดฮิตของคนไทย!! เป็นไม้ยืนต้นที่มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศอินเดีย มีทั้งรสชาติเปรี้ยว รสหวานอมเปรี้ยว และรสมัน นับเป็นเป็นผลไม้เศรษฐกิจของประเทศไทย มีหลายสายพันธุ์ ซึ่งแต่ละสายพันธุ์ล้วนได้รับความนิยมทั้งสิ้น สำหรับใครที่ชื่นชอบการรับประทานมะม่วง เคยสงสัยหรือไม่ว่า นอกจากระสชาติอร่อยแล้ว มะม่วงมีสารอาหารอะไรบ้าง และมีประโยชน์มากน้อยอย่างไรต่อร่างกาย

รู้จักมะม่วงให้มากยิ่งขึ้น

มะม่วง (Mango) เป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยผลมีรูปทรงรี เปลือกสีเขียว เนื้อผลตอนดิบจะกรอบ และเมื่อสุกจะนิ่มและเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทั้งเปลือกและเนื้อ โดยจะมีรสชาติที่หวานขึ้น

คุณค่าทางอาหารมะม่วง

– น้ำ 83.46 กรัม
– พลังงาน 60 กิโลแคลอรี
– โปรตีน 0.82 กรัม
– ไฟเบอร์ 1.6 กรัม
– น้ำตาล 13.66 กรัม
– แคลเซียม 11 มิลลิกรัม
– ธาตุเหล็ก 0.16 มิลลิกรัม
– แมกนีเซียม 10 มิลลิกรัม
– ฟอสฟอรัส 14 มิลลิกรัม
– โพแทสเซียม 168 มิลลิกรัม
– โซเดียม 1 มิลลิกรัม
– สังกะสี 0.9 มิลลิกรัม
– วิตามินซี 36.4 มิลลิกรัม
– วิตามินบี 6 0.119 มิลลิกรัม
– วิตามินเอ 1,082 ยูนิต

ที่มา : PG SLOT

มะม่วง ผลไม้ยอดฮิตของคนไทย!!

แนวทางการใช้เพื่อสุขภาพ

นอกจากผลของมะม่วงที่นำมารับประทานหรือทำเป็นเมนูต่างๆ ได้แล้ว ส่วนอื่นๆ ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้ด้วย ดังนี้

เปลือกต้น 
สามารถนำมาต้มรับประทานเพื่อแก้โรคคอตีบ ช่วยรักษาอาการเยื่อปากอักเสบ และจมูกอักเสบ วิธีใช้คือ ให้นำมาคั่วรับประทานร่วมกับน้ำตาล นอกจากนี้ ยังช่วยแก้อาการปวดประจำเดือน ลดอาการปวดเมื่อยและแก้ไข้ตัวร้อนได้ด้วย

เม็ด 
นำมาตากแห้งและต้มเพื่อดื่มช่วยขับพยาธิได้

เนื้อ 
นำมาบำรุงผิวหน้าได้ด้วยการบดละเอียดและนำมาพอกผิว เพราะอุดมไปด้วยวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระที่ทำให้รูขุมขนกระชับ ผิวเรียบเนียน และทำให้ผิวกระจ่างใสขึ้นได้ นอกจากนี้ ยังสามารถนำมาบำรุงผมได้อีกด้วย โดยมีสูตรการทำดังนี้

  • สูตรพอกหน้าเพื่อผิวกระจ่างใส 
    วิธีทำ นำเนื้อมะม่วงสุกมาบดให้ละเอียด จากนั้นนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที ล้างออกให้สะอาด สูตรนี้จะช่วยปรับสภาพผิวให้ค่อยๆ กระจ่างใส ช่วยลดจุดด่างดำและชะลอริ้วรอยได้
  • สูตรลดสิว
    วิธีทำ ฝานมะม่วงเป็นแผ่นบางๆ จากนั้นนำมาวางบนใบหน้าปล่อยไว้ 30 นาทีแล้วล้างออก วิตามินเอจากมะม่วงจะช่วยลดการเกิดสิวได้เป็นอย่างดี
  • สูตรหมักผม เพื่อผมนุ่มสลวยเงางาม 
    วิธีทำ นำเนื้อมะม่วงมาบดผสมโยเกิร์ตรสธรรมชาติ และไข่แดง 2 ฟอง โดยบดจนได้เนื้อเนียนละเอียดแล้วนำมาหมักผมทิ้งไว้ 30 นาที เสร็จแล้วล้างออกให้สะอาด ทำเป็นประจำ ผมจะนุ่มสลวย มีน้ำหนักเงางาม

ประโยชน์ของมะม่วง

1. ช่วยควบคุมระดับความดันโลหิต

          มะม่วงเป็นผลไม้ที่สามารถลดระดับความดันโลหิตได้ เพราะในมะม่วงมีสารอาหารที่สำคัญต่อระบบการไหลเวียนของเลือดอย่­­­างโพแทสเซียมและแมกนีเซียม ทำให้ระดับความดันโลหิตถูกควบคุมให้อยู่ในระดับที่ปกติ นอกจากนี้มะม่วงยังมีวิตามินอีที่ช่วยเสริมสร้างฮอร์โมนเพศอีกด­­­้วย

2. ป้องกันโรคมะเร็ง

          สารประกอบฟีนอล ที่พบในมะม่วงอย่างเช่น เควอซิทิน (Quercetin) ไอโซเควอซิทริน (isoquercitrin) แอสตรากาลิน (astragalin) ไฟเซติน (fisetin) เมทิลแกทเลท (methylgallat) มีฤทธิ์เป็นสารต้านนุมูลอิสระที่ทำหน้าที่ในการตอต้านการเก­ิดโรคมะเร็ง นอกจากนี้ในมะม่วงก็ยังมีเพคติน (pectin) สูง และมีผลการวิจัยพบว่าสารเพคตินนี่ล่ะที่มีผลต่อการป้องกันการเก­­­ิดมะเร็งในระบบทางเดินอาหารได้

3. ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น

          ใครที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารขอแนะนำให้รับประทานมะม่วง­­­เลยล่ะ เพราะในมะม่วงนั้นมีเอนไซม์ที่ช่วยย่อยสลายโปรตีนให้ง่ายต่อการ­­­ดูดซึมของร่างกาย ขณะที่ไฟเบอร์ในมะม่วงก็สามารถช่วยในการย่อยอาหารได้อีกด้วย

4. ป้องกันโรคหัวใจ

          วิตามินเอและวิตามินอีในมะม่วงรวมทั้งซีลีเนียม (Selenium) สามารถช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ ไม่เพียงเท่านั้นในมะม่วงยังมีวิตามินบี 6 ที่ช่วยป้องกันโรคหัวใจด้วยการลดระดับโฮโมซิสเตอีน (Homocysteine) เพราะเจ้าโฮโมซิสเตอีนนี่เป็นกรดอะมิโนที่สามารถสร้างความเสียห­­­ายให้กับผนังหลอดเลือดได้ อันเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจนั่นเองค่ะ

5. ลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL) ในร่างกาย

          เพคตินและวิตามินซีในมะม่วงเป็นพระเอกที่ขาดไม่ได้เลย เพราะสารอาหารทั้ง 2 ชนิดนี้สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดีในร่างกายได้ แต่ทั้งนี้ผู้ที่ป่วยด้วยโรคไข่มันในเลือดสูงก็ควรจะปรึกษาแพทย­์ก่อนจะรับประทานจะดีกว่าค่ะ

6. บำรุงสมอง

          วิตามินบี 6 ในมะม่วงนอกจากจะช่วยป้องกันโรคหัวใจแล้ว ก็ยังช่วยป้องกันและสร้างเสริมการทำงานของสมอง เพราะเจ้าวิตามินบี 6 นี้มีส่วนสำคัญในการทำงานของสารสื่อประสาทที่มีส่วนช่วยในการกำ­หนดอารมณ์และรูปแบบในการนอนหลับ การเติมมะม่วงลงไปในอาหารจะช่วยให้ร่างกายได้รับกลูตาไมน์ (Glutamine) ซึ่งเป็นสารที่ช่วยให้สมองสามารถจดจำและมีสมาดีขึ้น และยังทำให้เซลล์สมองตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย

7. บำรุงสายตา

          มะม่วงมีวิตามินเอสูง ดังนั้นจึงช่วยบำรุงสายตาให้ยังใสปิ๊งปั๊งอยู่เสมอ นอกจากนี้ยังสามารถช่วยป้องการการเสื่อมของจอประสาทตาเมื่ออายุ­­­มากขึ้นได้อีก

8. บำรุงผิวพรรณ

          ต้องยกความดีความชอบให้กับวิตามินเออีกครั้งเพราะวิตามินเอในมะ­­­ม่วงนั้นมีคุณประโยชน์เพียบพร้อมจริง ๆ แม้แต่ในเรื่องผิวพรรณ การรับประทานมะม่วงทำให้เราได้รับวิตามินเอที่ช่วยกระตุ้นการให­­­ลเวียนของเลือดในเนื้อเยื่อและผิวหนัง ช่วยให้การอุดตันของรูขุมขนลดลงส่งผลให้ผิวพรรณเรียบเนียนได้

9. รักษาสิว

          หากใครไม่ชอบทานมะม่วงแต่ก็อยากรักษาสิวให้หายโดยไม่พึ่งยาละก็­­­ลองหันมาใช้มะม่วงในการรักษาได้ค่ะ เพราะเนื้อมะม่วงนี้แม้เราจะไม่ได้รับประทานแต่ก็สามารถใช้บำรุ­­­งผิวพรรณ ลดสิวบนใบหน้าที่กวนใจได้ เพียงฝานมะม่วงบาง ๆ วางใบหน้าทิ้งไว้ 30 นาที จากนั้นล้างออก วิตามินเอในมะม่วงก็ช่วยลดการเกิดสิวได้เป็นปลิดทิ้งเลย

10. รักษาโรคโลหิตจางในหญิงที่ตั้งครรภ์

          มะม่วงเปรี้ยว ๆ ถือเป็นของที่ถูกใจว่าที่คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์เป็นอย่างมาก เพราะช่วยรักษาอาการแพ้ท้องได้เป็นอย่างดี แต่อย่าเพิ่งคิดว่ามะม่วงมีดีเพียงแค่นั้น เพราะมะม่วงก็มีธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อหญิงที่กำลังตั้งครรภ์เช่นเดียวกัน­­­ เพราะหญิงตั้งครรภ์นั้นมักจะเกิดภาวะโลหิตจางได้ง่าย และการรับประทานมะม่วงก็จะช่วยให้ธาตุเหล็กอันเป็นสาเห­ตุของโรคโลหิตจางมีระดับสูงขึ้นอยู่ในเกณฑ์ปกติค่ะ

11. สร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย

          มะม่วงมีสารเบต้าแคโรทีมเช่นเดียวกับผักผลไม้มีสีส้มและสีเหลือ­งอื่น ๆ เช่น แครอท เป็นต้น โดยสารเบต้าแคโรทีนนั้นเป็นสารแคโรทีนอยด์อันมีคุณสมบัติในการส­­­ร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ฉะนั้นถ้าไม่อยากป่วยง่ายก็ควรจะรับประทานมะม่วงเป็นประจำ จะทำให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับสารพิษและแบคทีเรียต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น

แนวทางการรับประทานมะม่วงเพื่อสุขภาพ

เนื่องจากมะม่วงเป็นผลไม้ที่หาได้ง่ายและมีประโยชน์ที่หลากหลาย สำหรับบ้านไหนที่ซื้อติดบ้านเป็นประจำอยู่แล้ว สามารถนำมาดัดแปลงเป็นเมนูต่างๆ ดังนี้

ยำมะม่วงปลาแซลมอน

วัตถุดิบ: ปลาแซลมอนสดสไลด์บางๆ มะม่วงดิบหรือมะม่วงมันซอยเป็นเส้นและแช่น้ำเย็นไว้ให้กรอบ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ทอด หอมแดง ต้นหอม น้ำปลา น้ำมะนาวและพริกป่น
วิธีทำ นำน้ำปลา น้ำมะนาว พริกป่น และหอมแดงมาคลุกเคล้าจนได้รสชาติที่ชอบ โรยมะม่วงที่เตรียมไว้และตักใส่จานปลาแซลมอน โรยต้นหอมและเม็ดมะม่วงหิมพานต์อีกครั้งเป็นอันเสร็จ เมนูนี้ นอกจากจะได้ประโยชน์จากมะม่วงแล้ว แซลมอนถือเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนสูง ไขมันต่ำ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก

เนื้อต้มจิ๋วมะม่วงดิบ

วัตถุดิบ: เนื้อน่องลายตุ๋นจนเปื่อย น้ำซุปเนื้อ มะม่วงดิบ มันเทศ น้ำมะขามเปียก น้ำปลา หอมแดงซอย ใบกะเพรา ใบโหระพา และพริกขี้หนูบุบพอแตก
วิธีทำ เพียงนำมะม่วงมาต้มกับน้ำซุปและปรุงรสให้ได้รสชาติที่ต้องการ เป็นเมนูที่ช่วยเพิ่มโปรตีน มีสมุนไพรที่ช่วยขับลม และยังเป็นเมนูที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยอีกด้วย

น้ำมะม่วงสมูทตี้โยเกิร์ต

วัตถุดิบ: เนื้อมะม่วงสุก (หั่นเป็นชิ้น) 100 กรัม, น้ำมะนาว 1/2 ช้อนโต๊ะ, น้ำผึ้ง (หรือปริมาณตามชอบ) 2 ช้อนโต๊ะ, โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 50 กรัม, น้ำแข็งบดปริมาณตามขนาดแก้ว และมะม่วงสุก หรือใบสะระแหน่
วิธีทำ ให้นำส่วนผสมทั้งมาผสมลงในเครื่องปั่นน้ำผลไม้ จากนั้นปั่นส่วนผสมให้ละเอียดเข้ากัน เทใส่แก้วและตกแต่งด้วยเนื้อมะม่วงหรือใบสาระแหน่ ประโยชน์จากเครื่องดื่มชนิดนี้จะช่วยเสริมสร้างวิตามินซีให้แก่ร่างกายและยังช่วยในเรื่องของระบบขับถ่ายให้ดีขึ้นอีกด้วย

น้ำพริกมะม่วง

วัตถุดิบ: กะปิ กุ้งแห้ง กระเทียม พริกขี้หนูสวน น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา มะม่วงเปรี้ยวสับเป็นเส้น และน้ำมะนาว
วิธีทำ นำส่วนประกอบทั้งหมดมาตำและคลุกเคล้าให้เข้ากัน เพียงเท่านี้คุณก็จะได้น้ำพริกมะม่วงที่สามารถนำไปรับประทานคู่กับข้าว ผักทอด ผักสด หรือไข่เจียวก็อร่อยได้ไม่แพ้กับน้ำพริกอื่นๆ เลย และจะได้ประโยชน์จากมะม่วงอย่างเต็มที่

สลัดมะม่วงสายบัว

วัตถุดิบ: มะม่วงสุกหั่นเต๋า สายบัวหั่นเฉียง (ลวกสุก) เปลือกมะนาวสับ มะเขือเทศสีดา น้ำส้มสายชูจากน้ำผึ้ง น้ำมะนาว น้ำมันมะกอก หรืออาจจะเพิ่มพริกแดงสับ หอมแดงสับ ผักชีลาว และสะระแหน่ตามชอบ
วิธีทำ นำส่วนผสมมาคลุกเคล้ากัน โดยเริ่มจากทำน้ำยำก่อน จึงตามด้วยสายบัวและมะม่วง หรือผักอื่นๆ คลุกเคล้า ชิมรสตามชอบ

ข้อควรระวังการใช้หรือบริโภค

  1. ผู้ที่มีประวัติเป็นโรคเบาหวาน หรือผู้ที่ร่างกายกำลังฟื้นตัวจากอาการไข้ ไม่ควรเลือกรับประทานมะม่วงสุก เพราะอาจจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นหรืออาจทำให้อาการไข้กำเริบขึ้น
  2. หากเป็นโรคไต ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานมะม่วง เนื่องจากเป็นผลไม้ที่มีโพแทสเซียมในปริมาณสูง อาจทำให้เกิดภาวะโพแทสเซียมสูงเกินกว่าปกติได้
  3. ก่อนรับประทานทุกครั้ง ควรล้างให้สะอาดทั้งก่อนและหลังปอกเปลือก เพราะยางของมะม่วงอาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อปาก ตา และผิวหนังได้

สนับสนุนโดย : PG SLOT PGSLOTGAME

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

เกมสนุกแถบได้ตัง : Slotxo , PGSLOT , PGSLOTGAME

สุดยอดอาหารทะล "กุ้ง" แหล่งโปรตีนชั้นดี

สุดยอดอาหารทะล “กุ้ง” แหล่งโปรตีนชั้นดี

สุดยอดอาหารทะล “กุ้ง” แหล่งโปรตีนชั้นดี

1. ประโยชน์ของกุ้งเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี 

กุ้งเป็นอาหารที่มีโปรตีนเยอะไม่แพ้เนื้อสัตว์ประเภทอื่น โดยกรดอะมิโนในกุ้ง เป็นกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายหรือ ‘essential aminoacid’ ที่ร่างกายขาดไม่ได้ เนื่องจากกุ้งเป็นสัตว์น้ำที่มีคอเลตเตอรอลต่ำ โปรตีนสูง จึงทำให้กรดอะมิโนที่ได้จากกุ้งเป็นชนิดย่อยง่าย ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที เมื่อเทียบกับโปรตีนที่ได้จากสัตว์ชนิดอื่น

2. ประโยชน์ของกุ้งช่วยลดความอ้วนได้ 

หลายคนคงสงสัยว่ากุ้งมีส่วนช่วยในการลดความอ้วนได้อย่างไร คำตอบคือส่วนเปลือกของกุ้งจะมีสารที่เรียกว่า ไคติน (Chitin) ซึ่งในทางการแพทย์ระบุว่าไคตินเป็นสารที่ไม่ดูดซึมเข้าร่างกาย อีกทั้งยังมีส่วนช่วยในการเคลื่อนตัวของกากอาหารในลำไส้ คล้ายกับอาหารจำพวกไฟเบอร์ ดังนั้นกรณีผู้ที่ขับถ่ายไม่ค่อยดีหากรับประทานกุ้งที่มีขนาดไม่ใหญ่มากจึงควรเคี้ยวกุ้งทั้งเปลือกนั่นเอง

โดยนอกจากมีส่วนช่วยในการขับถ่ายแล้ว ไคตินในเปลือกกุ้งยังมีความสามารถในการดักจับคอเลสเตอรอลและไขมัน (จากการรับประทานอาหารในแต่ละวัน) ก่อนที่ร่างกายจะดูดซึมสารอาหารเหล่านั้นไปใช้ ซึ่งปัจจุบันไคตินจากเปลือกกุ้งได้ถูกนำมาเป็นส่วนผสมในยาเสริมอาหารประเภทลดน้ำหนักอย่างแพร่หลาย

3. ประโยชน์ของกุ้งช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของทารกในครรภ์ 

เนื่องจากกุ้งเป็นสัตว์น้ำที่มีสารอาหารหลากหลายไม่ว่าโปรตีน คอแลตเตอรอลชนิดดี รวมไปถึงโพแทสเซียม โดยเฉพาะในกุ้งขาวที่มีประโยชน์กับคุณแม่ตั้งครรภ์มากเพราะสารอาหารเหล่านี้จะมีส่วนเพิ่มการพัฒนาด้านสมองและสติปัญญาของทารกในครรภ์

4. สารอาหารในกุ้งช่วยลดระดับคอเลตเตอรอลในเลือด 

ช่วยรักษาอาการหืด ไขข้ออักเสบและความจำเสื่อมได้

ทานกุ้งอย่างไร? ถึงจะไม่เกิดโทษต่อร่างกาย

กุ้ง คือหนึ่งในอาหารที่คนทั่วโลกนิยมกินมากที่สุด ประเทศไทยเรามีชื่อเสียงก็เพราะต้มยำกุ้ง นี่แหละครับ เมนูกุ้งที่คนไทยเราคุ้นเคยกันดีคือ กุ้งอบวุ้นเส้นและต้มยำกุ้ง

กุ้งมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น โปรตีนและไอโอดีน ซึ่งอาหารชนิดอื่นไม่ค่อยจะมีสารนี้เท่าไหร่ แต่บางคนก็เลือกที่จะเลี่ยงกินกุ้งไปเลย เพราะกลัวคอเลสเตอรอล

ที่มา : PG SLOT

วันนี้จะพามาตามล่าหาความจริงกันว่า จริงๆแล้วคอเลสเตอรอลจากกุ้ง มันอันตรายอย่างที่เราเข้าใจหรือเปล่า…

ข้อดีของกุ้งที่ไม่ควรมองข้าม

กุ้ง มีพลังงานแคลอรี่ที่ต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบกับสารอาหารที่มีประโยชน์ แถมกุ้งยังเหมาะกับสายคีโต (Keto Diet) เป็นเป็นอาหารพร่องแป้ง 100%

กุ้งสด 100 กรัม ให้พลังงานแค่ 99 แคลอรี่ ที่สำคัญ 90% ของพลังงานที่ได้คือ โปรตีน ซึ่งเหมาะมากกับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก ส่วน 10% ที่เหลือ คือพลังงานที่มาจากไขมันนั่นเอง

กุ้งยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ เช่น ซีเรเนียม (Selenium)  แร่ธาตุที่มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

กุ้ง 100 กรัม ให้พลังงานและสารอาหารดังนี้

  • พลังงาน: 99 แคลอรี่
  • โปรตีน: 21 กรัม
  • ซีเรเนียม: 48% (ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน)
  • วิตามินบี 12: 21% (ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน)
  • ธาตุเหล็ก: 15% (ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน)
  • ฟอสฟอรัส (Phosphorus): 12% (ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน)
  • ไนอะซิน (Niacin): 11% (ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน)
  • ซิงค์ (Zinc): 9% (ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน)
  • แมกนีเซียม (Magnesium): 7% (ของปริมาณที่แนะนำต่อวัน)

ประโยชน์ของกุ้ง

3.เนื้อกุ้ง

เนื้อกุ้งมีโปนตีนในปริมาณสูง และมีแร่ธาตุ วิตามินอื่น ๆ ที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกาย และมีคอเลตเตอรอลที่ต่ำ จึงทำให้กรดอมิโนที่ได้จากกุ้ง เป็นชนิดที่ย่อยง่าย และร่างกายสามารถดึงไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

4.เปลือกกุ้ง

หลาย ๆ คน ก่อนจะกินกุ้ง ก็ต้องแกะเปลือกก่อนทุกครั้ง แต่เชื่อหรือไม่ว่า เปลือกกุ้งนั้นมีประโยชน์ในหลาย ๆ อย่าง ซึ่งสามารถ ต่อต้านแบคทีเรีย และเชื้อรา รวมไปถึงยังสามารถนำมาใช้รักษาแผลไฟไม้ได้อีกด้วย

5.หางกุ้ง

หางกุ้ง จะมีสารไคติน ซึ่งเป็นสารพอลิเมอร์ชีวภาพ และให้ประโยชน์ในการเสริมสร้างกระดูกที่แข็งแรง เนื่องจากมีโปรตีนที่สูง และมีคอลลาเจน ที่สามารถช่วยซ่อมแซมผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวที่ตายไปแล้ว อีกทั้งยังมีกรดอะมิโนที่ร่างกายสามารถดึงไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่อีกด้วย

จะเห็นได้ว่านอกจากความหวานอร่อยที่เป็นธรรมชาติของกุ้งแล้วเรื่องของคุณค่าทางโภชนาการก็มีไม่น้อยเช่นกัน ดังนั้นหากอยากรับประทานกุ้งให้ได้ประโยชน์สูงสุดก็ควรรับประทานอย่างพอเหมาะ ใส่ใจในเรื่องของกรรมวิธีการปรุงเพียงเท่านี้เมนูกุ้งของทุกท่านก็จะเป็นอีกหนึ่งเมนูที่ทั้งอิ่มทั้งอร่อยและได้สุขภาพอีก

กุ้งขาว

ลักษณะ กุ้งน้ำเค็มมีลักษณะลำตัวสีขาวใส หางสีแดง
ขนาด/น้ำหนัก กุ้งขาวโตเต็มที่ใช้เวลา 120 วัน โดยจะมีน้ำหนักประมาณ 35-135 กรัมต่อตัว ขึ้นอยู่กับการเลี้ยง
เมนู ข้าวผัดกุ้ง กุ้งชุบแป้งทอด กุ้งคั่วเกลือ กุ้งทอดกระเทียม

กุ้งแชบ๊วย

ลักษณะ กุ้งน้ำเค็มธรรมชาติที่สามารถเจอได้เยอะในจังหวัดระนอง ลำตัวสีขาวขุ่น
ขนาด/น้ำหนัก ขนาดใหญ่สุดจะอยู่ที่ประมาณ 100 กรัมต่อตัว แต่ถ้าเป็นกุ้งธรรมชาติอาจมีน้ำหนักมากกว่านั้น
เมนู กุ้งอบวุ้นเส้น กุ้งอบเกลือ กุ้งย่าง หรือกุ้งเผา

กุ้งลายเสือ

ลักษณะ เป็นกุ้งน้ำเค็มขนาดใหญ่ มีลายสีแดงสลับดำคล้ายกับลายเสือซึ่งเป็นที่มาของชื่อ กุ้งลายเสือนั่นเอง
ขนาด/ น้ำหนัก ขนาดใหญ่สุดจะยาวถึง 1 ฟุต โดยจะมีน้ำหนักอยู่ที่ 400-500 กรัมต่อตัวเลยทีเดียว
เมนู กุ้งเผา กุ้งอบเนย กุ้งย่างเกลือ

กุ้งแม่น้ำ เรียกอีกชื่อว่ากุ้งหลวง หรือกุ้งนาง

ลักษณะ เป็นกุ้งแม่น้ำที่มีขนาดใหญ่สีเขียวอมฟ้าหรือม่วง สามารถพบได้ในเขตแม่น้ำภาคกลางของไทย โดยจะมีไขมันเยอะตรงหัว และเนื้อขาวแน่น

กุ้งแคเนเดียนล็อบสเตอร์ หรือ ตั๊กแตนทะเล

ลักษณะ เป็นที่รู้จักกันในนามราชาแห่งอาหารทะเล เป็นกุ้งน้ำเค็มที่อยู่บริเวณมหาสมุทรแอตแลนติก โดยจะมีสีน้ำตาลสนิมไปจนถึงสีน้ำตาลเขียว และเมื่อนำไปทำอาหารจึงจะเปลี่ยนสีเป็นสีแดง หรือส้ม
ขนาด/ น้ำหนัก น้ำหนักของล็อบสเตอร์โตเต็มวัยจะอยู่ที่ประมาณ 2,000-2,500 กรัม
เมนู เนื่องจากเนื้อล็อบสเตอร์มีรสชาติหวานในตัวอยู่แล้วจึงเหมาะสำหรับการทำอาหารที่ไม่ต้องปรุงเยอะ เช่น การนึ่ง ต้ม หรือย่างบาร์บีคิว

กุ้งมังกรเจ็ดสี หรือที่เรียกว่า Phuket Lobster

ลักษณะ ถือว่าเป็นสุดยอดของกุ้ง โดยเฉพาะกุ้งมังกรภูเก็ตเพราะจะมีกระดองบางกว่ามาก ทำให้มีเนื้อกุ้งเยอะเป็นพิเศษ และมีเนื้อที่แน่น หวาน ไม่ยุ่ย 

กุ้งมังกรเจ็ดสี (Phuket Lobster)

เป็นกุ้งที่มีขนาดใหญ่ที่สุด มีลายจุด และสีสันสวยงาม และที่สำคัญคือมีหนวดเล็ก ๆ หลายเส้น เพื่อใช้ในการป้องกันตัว กุ้งมังกรเจ็ดสีสามารถพบในน่านน้ำเขตร้อน และเขตอบอุ่นทั่วโลก สำหรับประเทศไทย เราสามารถพบเจอกุ้งมังกรได้ในฝั่งอันดามัน กุ้งมังกรเจ็ดสี สามารถนำมาทำเป็นเมนูได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย อาหารฝรั่ง อาหารพื้นบ้าน รสชาติดีเป็นที่ต้องการของตลาด และเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

เกมสนุกแถบได้ตัง : PGSLOTGAME

เสน่ห์ "กีฬายิงธนู" สง่างาม ช่วยฝึกสมาธิ

เสน่ห์ “กีฬายิงธนู” สง่างาม ช่วยฝึกสมาธิ

เสน่ห์ “กีฬายิงธนู” สง่างาม ช่วยฝึกสมาธิ

เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังจากที่มีปืนมาแทนธนูแล้ว ในทวีปยุโรปพวกนักแสวงบุญและผู้บุกเบิกได้หันมาใช้ปืนแทนธนู และพวกเขาพบว่าพวกอินเดียนแดงใช้ธนูมาเป็นเวลาร้อยๆ ปี รวมทั้งนักล่าสัตว์รุ่นดึกดำบรรพ์ของประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย

ต่อมาการยิงธนูได้กลายเป็นกีฬา ซึ่งพบได้จากสมาคมของพวกเจ้านายอังกฤษตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2333 และจัดให้มีการแข่งขันยิงธนู ต่อมาในปี พ.ศ. 2387 สมาคมแห่งชาติอังกฤษ (The Grand National Organization) จัดให้มีการแข่งขันยิงธนูในประเทศอังกฤษ ส่วนในประเทศสหรัฐอเมริกาจัดการแข่งขันขึ้น ณ เมืองชิคาโกในปี พ.ศ. 2422 และจัดการแข่งขันกีฬายิงธนูระหว่างประเทศขึ้นเป็นครั้งแรกที่เมืองเลโคเควท ประเทศฝรั่งเศส เมื่อก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1

การยิงธนูได้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอในการยิงธนูเพื่อการสันทนาการวิธีของ Clout เป็นการยิงเป้าโดยมีระยะทางบอกไว้บนพื้นสนาม เพื่อการทดสอบพลัง ทักษะ และความแม่นยำในการยิง การยิงเพื่อระยะทางก็เป็นที่นิยมแพร่หลายอย่างมากเช่นกัน โดยยึดหลักการยิงไกลเป็นเกณฑ์ นอกจากนี้ยังมีเกมที่ดึงดูดใจหลายอย่าง เช่น การยิงลูกบอลลูนของ Ainsworth และเกมการล่ากระต่าย เป็นต้น

       Field Archery เป็นแบบการยิงธนูชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมแพร่หลายในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเทคนิคที่ใช้สัญชาตญาณในการยิงความแม่นมาจากการยิงครั้งแรก แม้ว่าครั้งหลังๆ จะไม่ค่อยดี แต่กลับจะทำให้มีการพัฒนาโดยการยิงเล็งเป้าขึ้น ในการล่าสัตว์ที่โล่งๆ สัญชาตญาณเป็นสิ่งจำเป็น และความแม่นก็จะตามมา

>> กีฬายิงธนูไทย <<

ตามประวัติศาสตร์ชาติไทย เกือบจะไม่มีหลักฐานกล่าวถึงเรื่องการใช้ธนูแต่อย่างใด ทั้งการใช้ธนูในด้านอาวุธและทางด้านการกีฬา จะมีรู้กันอยู่บ้างก็กล่าวถึงในวรรณกรรม เช่น ธนูในพุทธประวัติ ธนูพระรามในรามเกียรติ์ เกาทัณฑ์ในสามก๊ก ยิ่งมาในสมัยรัตนโกสินทร์ก็ยิ่งขาดการพาดพิงถึงกิจกรรมธนูเท่าใดนัก       

จริงอยู่ใคร ๆ ก็รู้จักธนูกันทั่วไป แต่ธนูที่รู้จักกันนั้นไม่ผิดอะไรกับปืนเถื่อนของชาวบ้าน ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับปืนชั้นดี สมัยใหม่ ธนูที่ชาวไทยรู้จักเป็นส่วนใหญ่ไม่ผิดอะไรมากนักกับธนูเด็กเล่น คือเหลาไม้ไผ่แล้วนำมาโก่งขึงสายก็นับว่าเป็นคันธนู ลูกธนูก็เหลาไม้ปลายแหลม แล้วเอาขนนกมาติดหาง หรือชนกลุ่มน้อยบางเผ่าในประเทศไทยอาจใช้ใบไม้บางชนิดมาทำหางลูกธนูก็เป็น เพียงลูกธนูชาวบ้านชาวป่า       

เรามาเริ่มรู้จักกิจกรรมธนูดีขึ้นก็เพียง 25 – 30 ปีที่ผ่านมานี่เอง โดยมีบริษัทค้าเครื่องกีฬาได้สั่งธนูซึ่งทำด้วยไม้ไผ่มา ขาย ถึงแม้เป็นธนูไม้ไผ่แต่ก็มีกรรมวิธีประดิษฐ์หรือมีเทคโนโลยีการผลิตดี เป็นก้าวแรกที่ทำให้คนไทยพอจะแยกออกถึงธนูที่เป็นอาวุธโดยตรงและธนูที่ทำ ขึ้นเพื่อการกีฬาโดยเฉพาะ        

จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2510 นี่เอง กีฬายิงธนูของไทยก็เริ่มก่อตั้งขึ้นอย่างจริงจัง โดยการมองเห็นการณ์ไกลของนักกีฬายิงปืนสองสามคน เห็นกีฬายิงธนูมีความใกล้เคียงและจะต้องมีความละเอียดอ่อนในกิจกรรมคล้าย กีฬายิงปืน ในต่างประเทศก็นิยมกีฬายิงธนูถึงขนาดมีการจัดการแข่งขันระดับโลก ประเทศใกล้เคียงกับประเทศไทยเราก็มีสมาคมกีฬายิงธนูกันบ้างแล้วนักยิงปืน เหล่านั้นจึงมีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะสร้างกีฬายิงธนูให้เป็นที่นิยมขึ้นใน ประเทศไทย       

จากนั้นก็เริ่มศึกษาหาหลักฐานทั้งปวงที่เป็นมาตรฐานเกี่ยวกับธนูให้เป็นที่ ถ่องแท้ แต่ขณะนั้นยังไม่มีสนามยิงธนูโดยเฉพาะ และต้องขออนุญาตใช้สนามยิงปืนของกรมการรักษาดินแดนเป็นที่เริ่มทดลองฝึกยิง ธนูโดยได้รับการสนับสนุนจากท่านเจ้ากรมการรักษาดินแดนขณะนั้นเป็นอย่างดี        

กาลแห่งฤกษ์งามยามดีของวงการกีฬายิงธนูของประเทศไทยก็เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2512 สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ ซึ่งเสด็จมายังกรมการรักษาดินแดน และได้เสด็จมาทรงธนูในวโรกาสนั้นด้วย       

ด้วยบารมีล้นพ้น บันดาลให้ความนิยมในกีฬายิงธนูแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็วแล้วสนามยิงธนูย่อม ๆ ก็เกิดขึ้นอีกแห่งหนึ่งที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บางกรวย จากนั้นก็เริ่มมีการแสวงหาธนูมาตรฐานสากลมาเล่นกันหลายท่านจนสามารถจัดการ แข่งขันประลองฝีมือกันได้ ทั้งระหว่างนักธนูไทยและกับนักธนูต่างประเทศ การยิงธนูของประเทศไทยจึงเริ่มขึ้นอย่างจริงจัง       

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2513 วงการกีฬายิงธนูของไทยก็ได้รับอนุญาตเป็นทางการให้เป็นสมาคมกีฬาใช้ชื่อว่า “สมาคมกีฬายิงธนูแห่งประเทศไทย” มีชื่อเป็นสากลว่า “NATIONAL ARCHERY ASSOCIATION OF THAILAND” ใช้ตัวย่อ ส.ธ.ท. และ N.A.A.T. มีสำนักงานของสมาคมอยู่ที่กรมการรักษาดินแดน มีสนามฝึกยิงอยู่ที่ชั้นล่างยิมเนเซี่ยม 1 ในสนามกีฬาแห่งชาติ

ที่มา : PG SLOT

  ถ้าพูดถึงคำว่า “ยิงธนู” หลายๆท่านก็คงนึกไปถึง คิวปิด โรบินฮูด ไม่ก็เอลฟ์หนุ่มในเรื่อง The lord of the ring กันใช่ไหมคะ คงไม่มีใครไม่รู้จักการยิงธนู แต่จะมีซักกี่คนกันที่รู้ว่าการยิงธนูนั้นก็จัดเป็นกีฬาประเภทหนึ่งด้วย หลายๆปีที่ผ่านมากีฬาชนิดนี้อาจไม่ได้รับความนิยมในประเทศไทยมากนัก แต่เชื่อได้เลยค่ะว่าหลังจากอ่านบทความนี้จบ หลายๆท่านจะต้องเปลี่ยนความคิดและหันมาสนใจการยิงธนูเป็นแน่ ไม่รอช้าเรามาดูกันดีกว่าว่านอกจากการยิงธนูจะดูเท่ห์แล้วนั้น ยังมีประโยชน์อย่างไรอีกบ้าง

ประโยชน์ของการยิงธนู

  1. ฝึกสมาธิ ขั้นตอนแรกของการฝึกยิงธนูคือการฝึกสมาธิ เริ่มต้นด้วยการผ่อนคลาย ทำจิตใจให้สงบ และฝึกหายใจอย่างช้าๆ แล้วตั้งสมาธิไปที่เป้ายิง เรียกได้ว่าจะยิงได้แม่นขนาดไหนก็วัดกันที่ตรงนี้เลย
  2. ปอดแข็งแรง ระหว่างการเล็งเป้ายิงนั้นจะต้องควบคุมการหายใจ การฝึกยิงบ่อยๆจึงช่วยบริหารปอด เพิ่มปริมาณการแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนในร่างกาย 
  3. กระตุ้นหัวใจ การยิงธนูเป็นกีฬาที่ออกแรงใช้กล้ามเนื้อหลายส่วน ดังนั้นหัวใจจึงต้องเพิ่มการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ
  4. เพิ่มการเผาผลาญ การเผาผลาญที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากการปรับการหายใจ การออกแรงกล้ามเนื้อและการสูบฉีดเลือดในร่างกายที่มากขึ้น
  5. ผ่อนคลายกล้ามเนื้อไหล่และหลัง การยิงธนูเป็นทั้งการเสริมสร้างกล้ามเนื้อและการยืดหยุ่นกล้ามเนื้อ การยิงธนูอย่างถูกวิธีจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อไหล่ แขน หน้าอก ท้องและหลังได้
  6. เสริมสร้างความมั่นใจ นอกจากการยิงธนูจะช่วยเพิ่มสมรรถภาพในด้านต่างๆแล้ว ยังช่วยปรับบุคลิกภาพการยืนและการเดินได้อีกด้วย

ข้อควรระวังในการยิงธนู มีอยู่ 7ประการ

1) ห้ามดึงสาย และปล่อยสาย โดยที่ไม่มีลูกธนูเด็ดขาด เพราะจะทำให้คันธนูหรือ limb เสียหายได้

2) ก่อนทำการยิงธนู ก็ตรวจเช็คอุปกรณ์เสียก่อน ว่าทุกอย่างลอคแน่นดีมั้ย มีตรงไหนหลวมหรือเปล่า สายธนูยังมีสภาพดีหรือเปล่า เปื่อยยุ่ยหรือยัง

3) เวลายิงธนูให้ยินคร่อมเส้น shooting line เสมอ ห้ามยืนหลังเส้น หรือเกินเส้น ส่วนคนดู ก็ต้องดูอยู่ที่หลัง shooting line เสมอ ห้ามเดินเล่นหริอเดินไปมาหน้าเส้น shooting line

4) เมื่อยิงธนูให้ยิงไปที่เป้าข้างหน้าเท่านั้น ห้ามยิงไปที่เป้าด้านซ้ายหรือขวา หรือเล็งธนูไปที่อื่นนอกเหนือจากเป้า ก็ห้าม

5) ก่อนทำการยิงธนู ให้เช็คดูสักนิดว่า ทุกคนเก็บลูกธนูและกลับเข้ามาใน shooting line ครบกันทุกคนแล้ว

6) หากยิงธนูกันเองในสถานที่ส่วนตัว สถานที่นั้นจะต้องเป็นพื้นที่โล่งจริงๆ ปราศจากผู้คนเดินไปเดินมา แม้ด้านหลังของเป้าธนู ก็ควรเป็นพื้นที่โล่งที่ไม่มีผู้คน ไม่งั้นก็ต้องมีกำแพงสูงหนากั้นไว้

7) ถ้าเป็นเด็กเล็กมากๆ เช่นเด็กประถมยิงธนู ก็ควรจะมีผู้ใหญ่ดูแล

เสน่ห์ "กีฬายิงธนู" สง่างาม ช่วยฝึกสมาธิ

มายิงธนูกันเถอะ

มาถึงตอนนี้หากผู้อ่านท่านใดสนใจกีฬาชนิดนี้ก็ควรเริ่มต้นด้วยการไปสมัครเรียนเบื้องต้นตามโรงเรียนสอนยิงธนูต่างๆ เพื่อเรียนรู้วิธีการยิงที่ถูกต้องและปลอดภัย สำหรับอุปกรณ์แบบครบชุดสำหรับผู้ที่ต้องการยิงเพื่อฝึกสมาธิและออกกำลังกาย ก็มีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณห้าถึงหกพันบาทเท่านั้น

สนับสนุนโดย : PG SLOT PG SOLT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

เกมสนุกแถบได้ตัง : PGSLOTGAME

สรรพคุณ “ยาดองสุดฮิต 2019” โด่ทั้งคืน โด่ไม่รู้ล้ม

สรรพคุณ “ยาดองสุดฮิต 2019” โด่ทั้งคืน โด่ไม่รู้ล้ม เมื่อเอ่ยถึงภูมิปัญญาไทยที่มีมาแต่โบราณ ตั้งแต่สมัยอดีตจนถึงปัจจุบัน ผู้คนก็ยังนิยมดื่มเครื่องดื่มชนิดนี้ นั่นก็คือ “ยาดอง” ความหมายของยาดอง ตามพจนานุกรมไทย กล่าวถึงคำนี้ ว่า ยาที่ใช้เครื่องสมุนไพรห่อแช่เหล้า ทั้งที่ความจริงแล้ว การดองเหล้า มีหลากหลายรูปแบบ มีทั้งข้อดีข้อเสียปะปนกันไป

ในอดีตนิยมดื่มยาดอง เพราะเชื่อว่า การนำเหล้ามาดองกับสมุนไพร ทำให้ตัวยาในสมุนไพรถูกเหล้าทำลายได้ง่ายและรวดเร็ว เมื่อดื่มยาดองที่ผสมเหล้านั้น สรรพคุณของสมุนไพรจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ ขออ้างอิงผลงานวิจัยเรื่องนี้ ซึ่งพอจะสรุปไว้ว่า “จากการวิจัยมานานกว่า 1 ปี สามารถรวบรวมตำรับยาดองได้ทั้งหมด 91 สูตร พบพืชสมุนไพรที่ใช้เป็นส่วนผสมยาดอง 242 ชนิด ที่สำคัญพบว่าหลายชนิดมีสรรพคุณตามคำร่ำลือจริง ร่วมถึงสรรพคุณที่ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ เพราะฉะนั้น การปรุงยาดองของผู้ปรุงยาแต่ละคน จะไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับความชำนาญของแต่ละคน”


อย่างไรก็ตาม แม้ยาดองเหล้าสมุนไพร จะมีสรรพคุณของสมุนไพรต่างๆ ผสมอยู่จริง แต่ทีมงานวิจัยเตือนว่า ไม่ควรบริโภคยาบำรุงชนิดยาดองมากเกินไป ถ้าบริโภคแต่ปริมาณที่พอดีก็จะเป็นยา แต่ถ้าบริโภคมากเกินขนาด ก็สามารถส่งผลเสียต่อร่างกายได้เช่นเดียวกัน

“ยาดองเหล้า” มีสรรพคุณสารพัดประโยชน์

เป็นยารักษาโรคต่างๆ เช่น อาการปวดเมื่อย บำรุงเลือด บำรุงร่างกาย บำรุงธาตุ บางสูตรก็ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ แต่ทั้งนี้ ยังมีกลุ่มบุคคลที่ยังกล่าวถึง “ยาดองเหล้า” ว่าเป็นข้ออ้างของคนดื่มสุรา ไม่ได้มีสรรพคุณของสมุนไพรจริง กินสุ่มสี่สุ่มห้าอาจเป็นอันตรายด้วยซ้ำ เรื่องนี้จึงเกิดเป็นข้อสงสัย และเกิดการถกเถียงกันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ภาพล้กษณ์ของยาดองเหล้า

ในวันนี้ “ยาดองเหล้า” นับเป็นยาสมุนไพรที่กำลังได้รับความสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม ชาวชนบทในภาคเหนือ เห็นได้จากการที่มี”ร้านขายยาดองเหล้า”เปิดบริการอยู่ทั่วไป
โดยรวมแล้ว”ยาดองเหล้า”เกือบทุกตำรับจะมีสรรพคุณที่เกี่ยวกับ “การบำรุงกำลัง”,”แก้ ปวดเมื่อย”,”ปวดหลัง”, “ปวดเอว” เนื่องจากการทำงานหนัก จึงเป็นที่นิยมสำหรับผู้ใช้แรง งาน มีบางตำรับที่ใช้บำรุงโลหิตสำหรับสตรีหลังคลอดที่อยู่ไฟไม่ได้ และบางตำรับสามารถใช้รักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคอัมพาตและเหน็บชาได้ นอกจากนี้ยังเชื่อว่ายาดองเหล้าบางตำรับเป็นยาบำรุง ความกำหนัดที่ได้ผลดีเยี่ยม

ในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในแถบตะวันตกนั้น เขาสามารถพัฒนาภูมิปัญญาด้านการสกัดยาด้วยการดองเหล้า ไปเป็นยาแผนปัจจุบันตำรับต่างๆ ที่ได้รับการยอมรับในเรื่องคุณภาพ และสามารถผลิตยาขายส่งไปทั่วโลก หรือแม้แต่ประเทศจีน ตำรับยาดองเหล้าก็ได้รับการพัฒนาส่งเสริมจนได้รับการยอมรับไปทั่วเช่นกัน

แต่ในประเทศไทยการพัฒนายาดองเหล้าได้หยุดชะงักไป เพราะยาดองเหล้าถูกนำไปใช้ในสัญลักษณ์ของคนชั้นล่าง หรือชนชั้นกรรมกรเสียมากกว่าการแสดงถึงเอกภาพด้านการรักษา ขณะเดียวกัน กฎหมายในเมืองไทยเกี่ยวกับการนำเหล้ามาดองยา ก็ไม่ได้เปิดโอกาสให้สามารถทำได้ ยาดองเหล้าจึงไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม การต่อยอดภูมิปัญญาด้านการสกัดยาด้วยเหล้าของไทยจึงหมดไปด้วย ทั้งๆ ที่องค์ความรู้ภูมิปัญญาไทยด้วยการดองยานั้นมีอยู่หลากหลายตำรับ ซึ่งล้วนแล้วแต่มีประสิทธิภาพในการรักษาอย่างดียิ่ง

ที่มา : PG SLOT

สรรพคุณ "ยาดองสุดฮิต 2019" โด่ทั้งคืน โด่ไม่รู้ล้ม

ข้อดี-ข้อเสียของการใช้ยาดองเหล้า

ข้อดีของการใช้ยาดองเหล้า
1. เหล้าหรือแอลกอฮอล์ช่วยสกัดสารสำคัญในสมุนไพรออกมา ได้มาเป็นยารักษาโรคได้ตามสรรพคุณของยาที่ใช้ดอง
2. ไม่เปลืองตัวยาสมุนไพรมากเพราะใช้ยาในประมาณที่น้อยแต่สามารถสกัดยาออกมาได้มาก ซึ่งจะส่งผลดีด้านนิเวศน์วิทยาและสิ่งแวดล้อมเพราะบางชนิดหายากและใกล้สูญพันธุ์
3. ช่วยบำรุงร่างกาย เจริญอาหาร
4. ช่วยบำรุงสุขภาพและขับสิ่งที่ร่างกายไม่ต้องการออกได้มากกว่ากระบวนการทั่วไปของร่างกายจะทำได้เอง เช่น ขับน้ำคาวปลาในสตรีหลังคลอดบุตร ขับเลือดเสียและช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง เนื่องจากมีประจำเดือน บำรุงน้ำนม เป็นต้น
5. สามารถเก็บไว้ใช้ได้นานประมาณ 1-2 ปี จากนั้นคุณภาพจะเริ่มเสื่อมลง
6. ประโยชน์ทางด้านการค้าและการกระจายรายได้ การซื้อขายยาดองทำให้เกิดอาชีพทางการค้าขึ้นหลายๆ จุด เช่น ศาลายาดอง ซุ้มยาดอง ยาดองข้างถนน เป็นต้น
7. ช่วยอนุรักษ์และต่อยอดภูมิปัญญาด้านยาในวงการแพทย์แผนไทย

ข้อเสียของยาดอง
1. การดื่มยาดองในปริมาณมากๆ จะทำให้เสียสุขภาพ และเสียสถานภาพทางสังคมได้
2. การดื่มยาดองในประมาณมากจะทำให้เป็นโรคตับแข็ง หรือโรคสุราเรื้อรังได้ เพราะไม่ได้ดื่มในลักษณะของยาแต่ดื่มในลักษณะของการดื่มเหล้า เป็นสาเหตุให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา อาทิ โรคหัวใจ มะเร็ง โรคเกี่ยวกับถุงน้ำดี ความจำเสื่อม และอื่นๆ อีกมาก
3. ในหญิงหลังคลอดบุตรแม้จะช่วยขับน้ำคาวปลาและบำรุงน้ำนมก็ตามก็ต้องระมัดระวังด้วย เพราะยังให้นมบุตรอยู่ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเด็กทารกได้ เคยมีรายงานทางการแพทย์ที่ว่ามีทารกที่มีอาการเลือดออกมากผิดปกติในแม่ที่ดื่มยาดองเหล้า เนื่องจากยาบางชนิดที่ใช้ดองนั้นจะมีสารเฮโมไลติก เช่น สารคูมารินเจือปนอยู่ซึ่งทำให้เม็ดเลือดแดงแตกได้
4. ยาดองเหล้าแต่ละสูตรนั้นยังไม่เคยได้รับการวิเคราะห์ทางพิษวิทยา แต่ด้วยอาศัยกินเป็นยาครั้งละ 15 ซีซี หรือ 1 ถ้วยตะไลวันละ 3 ครั้ง เท่านั้นซึ่งเป็นประมาณไม่มาก จึงไม่ก่อให้เกิดอันตรายอย่างเฉียบพลันได้ แต่ในระยะยาวเราไม่มีทางรู้ได้เลย
5. ประเทศไทยยังไม่มีการควบคุมสูตรยาดองที่เป็นมาตรฐานและไม่เป็นอันตราย แต่ใช้ตามสูตรของหมอพื้นบ้านแต่ละท้องถิ่น และดองตามสมุนไพรที่มีในท้องถิ่นนั้นๆ
6. ในทางการค้านั้นยังถือว่ายาดองเหล้าผิดกฎหมายอยู่ ดังนั้นถ้าจะทำเป็นการค้าให้ถูกต้องนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยแก้ไขให้ยาดองเหล้าถูกกฎหมายและมีมาตรฐาน ผ่านการตรวจพิษวิทยา

อย่างไรก็ตามยาดองก็มีข้อห้ามใช้สำหรับกลุ่มคนต่างๆ ดังนี้คือ
– สตรีมีครรภ์

– ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง

– ผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน

– ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ

– ผู้ป่วยที่กำลังมีไข้สูง

– ผู้ที่แพ้แอลกอฮอล์

สรรพคุณ "ยาดองสุดฮิต 2019" โด่ทั้งคืน โด่ไม่รู้ล้ม

>> สุดยอดยาดองยอดฮิต 2019 <<

โด่ไม่รู้ล้ม เป็นสมุนไพรที่หลายคนน่าจะพอคุ้นหูอยู่บ้าง ด้วยชื่อเรียกอันเป็นเอกลักษณ์แค่ได้ยินก็รู้ทันทีว่ามีสรรพคุณเรื่องบำรุงกำลังทางเพศ ชื่อ โด่ไม่รู้ล้ม มาจากลักษณะทางกายภาพที่เวลาถูกเหยียบหรือโดนทับก็จะสามารถดีดตัวขึ้นมาใหม่ได้เหมือนปกติ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ด นอกจากจะนิยมปลูกเพื่อเป็นพืชสมุนไพรแล้ว ยังนิยมปลูกเป็นไม้ประดับประจำบ้านเพื่อความสวยงาม สำหรับสรรพคุณของโด่ไม่รู้ล้มไม่ได้มีเฉพาะแค่เรื่องบำรุงสุขภาพทางเพศเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลากหลายทั้ง ลดไข้ ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย แก้อักเสบ ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันโด่ไม่รู้ล้มถูกนำมาแปลรูปเป็นสมุนไพรที่ง่ายต่อรับประทานในหลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบเป็นผงพร้อมชงดื่ม ยาดองเหล้าโด่ไม่รู้ล้ม และในรูปแบบโด่ไม่รู้ล้มแคปซูล

ว่านโด่ไม่รู้ล้ม มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Elephantopus scaber L. โด่ไม่รู้ล้ม จัดเป็นพืชสมุนไพรที่มีการนำมาใช้ประโยชน์ในด้านของการบำรุงและดูแลร่างกาย มีสรรพคุณทั้งแก้อาการอ่อนเพลีย ใช้แก้ไข้ แก้อาการตัวร้อน ช่วยในการขับพิษไข้ รวมทั้งอาการไอเรื้อรัง นอกจากนี้โด่ไม่รู้ล้มยังถูกนำมาผสมกับสมุนไพรอื่นเพื่อใช้เป็นยาบำรุงกำหนัดและช่วยในการเสริมสร้างบำรุงสุขภาพทางเพศได้ทั้งชายและหญิง

ต้นโด่ไม่รู้ล้ม เป็นพืชล้มลุก ที่มีลำต้นสั้น สูงประมาณ 10 – 30 เซนติเมตรอยู่ในระดับพื้นผิวดิน ตามลำต้นและส่วนใบจะมีขนละเอียดเป็นสีขาว มีความสาก ห่าง ทอดขนานอยู่กับผิวใบ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ด สามารถพบได้ทั่วไปตามป่าโปร่งที่มีดินค่อนข้างเป็นทราย ในป่าเต็งรัง ป่าดิบ และในป่าสนเขาทั่วทุกภาคของประเทศไทย และประเทศในเขตร้อนทั่วโลก ใบโด่ไม่รู้ล้ม มีใบเป็นใบเดี่ยวอยู่เหนือบริเวณเหง้าติดกันเป็นวงกลม เรียงสลับชิดกันอยู่เป็นกระจุกคล้ายกุหลาบซ้อนอยู่ที่โคนต้น ลักษณะใบเป็นรูปหอกหัวกลับ ขอบใบเป็นหยักหรือเป็นจักคล้ายกับฟันเลื่อยห่างๆ ส่วนดอกของโด่ไม่รู้ล้ม จะออกดอกเป็นช่อโดยแทงออกมาจากลำต้น สำหรับผลโด่ไม่รู้ล้ม ลักษณะเป็นผลแห้งและไม่แตก ผลเล็กและเรียว เป็นรูปกรวยแคบ ผิวด้านนอกผลมีขนหนา

ประโยชน์และสรรพคุณของโด่ไม่รู้ล้ม

1.บำรุงร่างกาย

คนส่วนใหญ่นำโด่ไม่รู้ล้มมารับประทานไม่ว่าจะทานสด นำมาต้ม หรือนำมาดองเหล้า ก็เพราะเชื่อว่าโด่ไม่รู้ล้มมีฤทธิ์ช่วยให้ร่างกายกระชุ่มกระชวย มีกำลัง กินแล้วช่วยให้ทานข้าวได้เยอะ ซึ่งสรรพคุณเรื่องบำรุงร่างกายถือเป็นสรรพคุณที่เด่นที่สุดของสมุนไพรโด่ไม่รู้ล้ม นอกจากจะช่วยการบำรุงร่างกาย แก้อาการอ่อนเพลีย ช่วยให้มีกำลังแล้ว โด่ไม่รู้ล้มยังมีสรรพคุณที่เหมาะแก่การเป็นสมุนไพรประจำบ้าน เพราะมีฤทธิ์ในการช่วยถอนพิษไข้ แก้อาการตัวร้อน แก้ไอ แก้อาเจียน แก้ท้องเสีย โดยวิธีรับประทานที่ดีที่สุดคือการนำมาต้นน้ำดื่ม สามารถต้มได้ทั้งต้น หรือจะแยกเฉพาะส่วน ราก ใบ ล้ำต้น ก็ได้เช่นกัน

โด่ไม่รู้ล้ม สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากได้ โดยมีรายงานวิจัยว่าที่เอทานอลที่สกัดได้จากโด่ไม่รู้ล้มมีค่าความเข้มข้นที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก นอกจากนี้ทางการแพทย์ยังนำโด่ไม่รู้ล้มไปสกัดเพื่อรักษาอาการอักเสบจากการติดเชื่อชนิดต่างๆ เช่น ลำไส้อักเสบ ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ รวมทั้งยับยั้งเชื้อโรคและเชื้อแบคทีเรีย

3.รักษาอาการที่เกี่ยวกับการปัสสาวะ

ช่วยในการขับปัสสาวะ แก้อาการขัดเบา ซึ่งเป็นอาการเริ่มต้นของทางเดินปัสสาวะอักเสบ ช่วยลดการเกิดนิ่ว และช่วยบำรุงตับและไต นอกจากนี้ยังช่วยรักษาโรคเฉพาะของผู้หญิงอย่าง ช่วยขับระดูขาวของสตรี ส่วนของรากโด่ไม่รู้ล้มมีสรรพคุณเป็นยาบีบมดลูก กระตุ้นมดลูกให้กระชับได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังสามารนำรากและใบต้มอาบให้กับสตรีหลังคลอดได้ด้วยเช่นกัน

4.บำรุงทางเพศ

ด้วยชื่อ โด่ไม่รู้ล้ม ทำให้หลายคนเข้าใจได้ทันทีว่าสมุนไพรตัวนี้ต้องมีสรรพคุณเกี่ยวกับเรื่องอย่างว่าแน่นอน ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้น แม้ที่มาของชื่อ โด่ไม่รู้ล้ม จริงๆ แล้วมาจากลักษณะของต้นที่แม้จะโดนทับแต่ก็ยังสามารถชันต้นตั้งขึ้นมาได้อีก โดย โด่ไม่รู้ล้ม มีฤทธ์ช่วยบำรุงกำหนัด เพิ่มความต้องการทางเพศทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย ช่วยฟื้นฟูและบำรุงสมรรถภาพ ช่วยลดภาวะอวัยวะเพศแข็งตัวช้า อ่อนตัวเร็ว และหลั่งเร็วในผู้ชาย ทำให้โด่ไม่รู้ล้มจึงเป็น 1 ในสมุนไพรที่นิยมนำไปสกัดเป็นยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ให้สรรพคุณในการเสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศ

ไอเดียการกินการใช้โด่ไม่รู้ล้มเพื่อสุขภาพ

  1. ราก รากของว่านโด่ไม่รู้ล้ม นิยมนำมาต้มน้ำดื่ม โดยรากจะมีรสชาติกร่อย หากแต่มีสรรพคุณช่วยแก้กระหายน้ำ แก้ไอ ลดไข้ แก้อาเจียน แก้ท้องเสีย แก้บิด รักษาแผลในกระเพาะอาหาร ขับพยาธิ ช่วยขับระดูขาวของสตรี ช่วยบีบมดลูก ช่วยขับปัสสาวะ บำรุงสมรรถภาพทางเพศ แก้ปวดเมื่อย น้ำต้มรากสามารถนำมาอมช่วยแก้อาการปวดฟันได้
  2. ใบ คุณประโยชน์ที่อยู่ในใบโด่ไม่รู้ล้มคล้ายคลึงกับที่มีอยู่ในส่วนราก แต่ใบโด่ไม่รู้ล้มจะมีความพิเศษเพิ่มขึ้นมาตรงที่มีฤทธิ์ที่ช่วยรักษาโรคทางผิวหนัง โดยมีสูตรที่ใช้มาแต่โบราณคือใหใช้ใบสด 2 กำมือมาเคี่ยวกับน้ำมันมะพร้าวแล้วนำมาทาบริเวณแผล ช่วยบรรเทาอาการผื่นคันได้
  3. .ต้น การใช้ประโยชน์จากต้นโด่ไม่รู้ล้มสามารถใช้ได้ทั้งสดและแห้ง นำมาต้มน้ำดื่ม มีฤทธิ์เช่นเดียวกับส่วนรากและใบ บำรุงกำลัง บำรุงกาม รักษาแผลในกระเพาะอาหาร และอาการท้องร่วม รวมทั้งช่วยแก้ปัญหาเรื่องปัสสาวะขัด ลดความเสี่ยงของการเป็นนิ่ว ช่วยขับระดูขาวของสตรี

ข้อควรระวัง

หลายคนมักจะนำสมุนไพรโด่ไม่รู้ล้มไปดองกับเหล้าก่อนนำมาดื่ม เพราะเชื่อว่ายิ่งผสมกับเหล้าจะทำให้สรรพคุณเรื่องเสริมสมรรถภาพทางเพศเพิ่มสูงขึ้น แต่การผสมโด่ไม่รู้ล้มกับเหล้าก็อาจมีอันตรายจากพิษของสุรา หากรับประทานในปริมาณที่มากเกินไปหรือต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน ซึ่งเหล้าหรือสุราส่งผลเสียต่อตับ รวมทั้งแอลกอฮอล์ในเหล้ามีผลทำให้หลอดเลือดขยายตัว คนที่มีปัญหาเรื่องหัวใจ ความดันโลหิต มีความเสี่ยงที่จะเป็นอันตรายร้ายแรงได้ หากรับประทานยาดองเหล้ามากเกินไป

ได้ทราบกันไปแล้วว่าประโยชน์และสรรพคุณของโด่ไม่รู้ล้มเป็นอย่างไรบ้าง รวมถึงข้อควรระวังในการใช้ สำหรับไอเดียการกินการใช้ก็มีมากมายหลายสูตร นำมาทำเป็นยาบำรุงสุขภาพและบำบัดอาการเจ็บป่วยได้อย่างไม่ยาก เป็นยาสมุนไพรที่มีบทบาทต่อด้านสุขภาพร่างกายหลายด้านแบบนี้ ไม่ควรพลาดกับการนำโด่ไม่รู้ล้มมาใช้กันบ้างแล้วล่ะ

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

เกมสนุกแถบได้ตัง : PGSLOT

โรค "นอนไม่หลับ" ปัญหาโลกแตกที่กวนใจคนส่วนใหญ่

โรค “นอนไม่หลับ” ปัญหาโลกแตกที่กวนใจคนส่วนใหญ่

โรค “นอนไม่หลับ” ปัญหาโลกแตกที่กวนใจคนส่วนใหญ่

นอกจากนี้ในบางรายยังพบว่าเป็นกลุ่มของผู้ที่สมองตื่นตัวง่าย สมองยังตื่นตัวในขณะที่มีการนอนหลับ ผลก็คือจะรู้สึกเหมือนรู้สึกตัวตลอดเวลา ไม่ได้หลับเลย ทั้งๆ ที่คนที่นอนข้างคุณสังเกตว่าคุณนอนหลับตลอดคืน ก็เป็นไปได้และเป็นไปแล้ว ถ้ามีอาการดังกล่าวควรรีบปรึกษาแพทย์ แพทย์จะทำการค้นหาสาเหตุที่แท้จริงเพื่อแก้ไขให้ตรงจุด

ส่วนในรายที่นอนหลับได้ แต่มักตื่นกลางดึก จากนั้นนอนหลับต่อไม่ได้อีก สาเหตุที่พบบ่อยมี 2 สาเหตุ คือ 1.โรคซึมเศร้า 2.เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ก่อนนอน โดยผู้ป่วยที่มีอาการของโรคซึมเศร้า อาจไม่ได้สังเกตอาการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของตัวเองที่จะมีลักษณะหดหู่ เบื่อหน่าย ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร หากสังเกตได้ว่าเมื่อตื่นแล้วหลับต่อไม่ได้ หรือหลับต่อได้ยาก

ที่มา : PG SLOT

“โรคซึมเศร้าเกิดขึ้นเพราะสารเคมีบางตัวในสมองทำงานไม่สมดุลกัน สารเคมีเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการนอนหลับของเราด้วย จึงทำให้มีอาการดังกล่าว เช่นเดียวกับการดื่มแอลกอฮอล์ที่ทำให้มีอาการในลักษณะเดียวกัน ถ้าการตื่นนอนของคุณเกี่ยวข้องกับการดื่มแอลกอฮอล์ คุณต้องงดและเลิกดื่ม เพื่อให้การนอนกลับมาเป็นปกติ”

นอกจากนี้ การนอนไม่หลับในบางรายเป็นผลจากภาวะโรคที่เป็นอยู่ โรคที่ทำให้นอนไม่หลับพบบ่อยใน 2 กลุ่มอาการ คือ 1.การหยุดหายใจในระหว่างหลับ (Sleep Apnea) เป็นการหยุดหายใจเป็นพักๆ ในระหว่างหลับ เป็นโรคที่พบได้บ่อยมาก โดยเฉพาะในผู้ชายที่มีน้ำหนักตัวค่อนข้างมากและนอนกรนเสียงดัง อาจมีผลต่อการเกิดปัญหาโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น ความดันโลหิตสูง หรือหลอดเลือดในสมอง รวมทั้งมีปัญหาต่างๆ ตามมาได้อีกหลายโรค

สาเหตุของการนอนไม่หลับ

ปัจจัยภายนอก หรือ ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม (Environment Factors) การได้รับ ยา สารเคมี หรือ การอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นอุปสรรคต่อการนอน ได้แก่

  • การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จะทำให้ร่างกายหลับไม่ปกติ เช่น ทำให้ตื่นบ่อย หลับไม่สนิท หลับๆ ตื่นๆ
  • แสงหรือเสียงรบกวน เพราะการนอนหลับที่ดีที่สุด ที่จะทำให้สมองได้พักผ่อนเต็มที่ คือ เสียงที่เงียบที่สุด และแสงสว่างที่น้อยที่สุด
  • บรรยากาศที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการนอน เช่น เครื่องนอน ที่นอนที่อบอุ่น ไม่นุ่มและไม่แข็งจนเกินไปรองรับสรีระในการนอนและส่งเสริมการพักผ่อน เครื่องนอนที่สะอาดและเพียงพอ เหมาะสมต่อการใช้งานจึงมีความจำเป็นมาก

ช่วงเวลาไหนที่ควรนอนมากที่สุด

  • การหลับสนิทในช่วง 3 ทุ่ม – 5 ทุ่ม : จะช่วยให้ระบบน้ำเหลืองขับของเสียได้ดีขึ้น พร้อมทั้งเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงขึ้นด้วย
  • การหลับสนิทในช่วง 5 ทุ่ม – ตี 1 : จะช่วยให้ตับขับของเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ กระตุ้นให้เซลล์ผิวซ่อมแซมตัวเองและมีการผลัดเซลล์ใหม่เร็วกว่าปกติถึง 8 เท่า
  • การหลับสนิทในช่วงเที่ยงคืน – ตี 4 : จะช่วยให้ไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดแดงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การหลับสนิทในช่วงตี 1 – ตี 3 : จะกระตุ้นให้ถุงน้ำดีขับพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การหลับสนิทในช่วงตี 3 – ตี 5 : จะส่งเสริมให้ปอดขับพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โรค "นอนไม่หลับ" ปัญหาโลกแตกที่กวนใจคนส่วนใหญ่

วิธีทำให้นอนหลับเป็นเวลา

1. เลิกดื่มกาแฟอย่างเด็ดขาด เพราะกาแฟเป็นสาเหตุหนึ่งของการนอนไม่หลับ ไม่ว่าจะดื่มช่วงไหนของวันก็ตาม

2. เลิกกินยาที่เป็นสาเหตุของการนอนไม่หลับ โดยเฉพาะยาลดความดันในกลุ่มยากั้นเบต้า กรณีต้องกินยาที่ทำให้นอนไม่หลับหลายชนิด ต้องทดลองเลิกทีละชนิด โดยต้องใช้เวลาหยุดยาแต่ละชนิดอย่างน้อย 1 เดือน แล้วจึงสรุปว่า เป็นเพราะยาชนิดไหน แม้แต่ยาช่วยนอนหลับ เช่น Alprazolam (Xanax) ถ้ากินมากๆก็ทำให้นอนไม่หลับด้วยเช่นกัน

3. ควรไปตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์ (FT4 และ TSH) ถ้าคุณเคยกินยา Amiodarone (ยารักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ) เพราะอาจทำให้ระดับฮอร์โมนไทรอยด์สูงขึ้นจนเป็นเหตุของโรคนอนไม่หลับได้

4. เข้านอนและตื่นนอนเป็นเวลา จัดตารางชีวิตประจำวันให้เป็นเวลา เมื่อไรควรกินอาหาร กินยา ออกกำลังกาย เพื่อให้ร่างกายคุ้นเคย หากนอนผิดเวลาบ่อยๆ อาจนอนไม่หลับเอาได้ง่ายๆ

5. ไม่นอนอ้อยอิ่งบนเตียงหลังจากตื่นนอนแล้ว

6. ตื่นเมื่อรู้สึกว่านอนพอแล้ว อย่าพยายามนอนต่อเพื่อชดเชยการอดนอน หรือนอนไม่หลับในวันก่อนๆ

7. หลีกเลี่ยงการงีบตอนกลางวัน ถ้าจำเป็นให้งีบช่วงสั้นๆ อย่านอนกลางวันนานกว่า 1 ชั่วโมง และอย่านอนหลังเวลา 15.00 น.ไปแล้ว เพราะเมื่อถึงเวลาที่ต้องนอน จะนอนไม่หลับได้

8. หยุดงานทั้งหมดก่อนเวลานอนสัก 30 นาที ทำอะไรให้ช้าลง พักผ่อนอิริยาบถ ทั้งร่างกาย จิตใจ ฟังเพลงเบาๆหรืออ่านหนังสือที่ทำให้ผ่อนคลาย อย่าดูหนังที่มีเนื้อหาตื่นเต้นก่อนนอน ไม่คุยเรื่องเครียด ไม่ออกกำลังกายหนักๆ ก่อนนอน จะทำให้นอนไม่หลับ

9. ไม่กินอาหารมื้อใหญ่ก่อนนอน แต่ก็อย่าเข้านอนทั้งๆที่รู้สึกหิว จะนอนไม่หลับเอา 

10. ออกกำลังกายให้ถึงระดับหนักพอควร ทุกวัน ถ้าเลือกเวลาได้ ให้ออกกำลังกายตอนบ่ายหรือเย็นดีที่สุด แต่ไม่ควรเกิน 19.00 น. เพราะถ้าออกกำลังกายใกล้เวลานอน ร่างกายจะตื่นตัว ทำให้นอนไม่หลับ

11. อย่าบังคับให้ตัวเองหลับ ถ้าไม่หลับใน 15-30 นาทีให้ลุกขึ้นมาทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย เช่น อ่านหนังสือในห้องที่แสงไม่จ้ามาก ทำสมาธิ จนกว่าจะรู้สึกง่วง อย่าเฝ้าแต่มองนาฬิกาแล้วกังวลว่าพรุ่งนี้จะแย่ขนาดไหนถ้าคืนนี้นอนไม่หลับ

12. นำสิ่งที่ก่อความกังวลระหว่างหลับออกไปให้หมด เช่น นาฬิกาปลุก โทรศัพท์

13. ฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อ (Relaxation Therapy) ผ่อนคลายความคิดและอารมณ์ด้วยการฝึกสติ สมาธิ หรือฝึกวิปัสสนา จำไว้ว่า ไม่ว่าร่างกายหรือความคิด หากยัง “ตึง”อยู่ก็จะทำให้นอนไม่หลับ การฝึกผ่อนคลายนี้ต้องฝึกบ่อยๆ ทุกวันและฝึกไปนานๆ กว่าจะเห็นผลก็หลายสัปดาห์

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

เกมสนุกแถบได้ตัง : PGSLOTGAME

ประโยชน์ กีฬาในร่มลีลาศ (BALLROOM DANCE)

ประโยชน์ กีฬาในร่มลีลาศ (BALLROOM DANCE)

ประโยชน์ กีฬาในร่มลีลาศ (BALLROOM DANCE) หมายถึง การเต้นรำประเภทหนึ่ง โดยเฉพาะ ซึ่งใช้ในงานราตรีสโมสรต่าง ๆ ซึ่งจะต่างกับ SOCIAL DANCE ตรงที่ว่าถ้าเป็น SOCIAL DANCE จะหมายถึงการเต้นรำทุกประเภทที่จัดขึ้นเพื่อให้คนมาร่วมกิจกรรมกันเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน

ที่มา : PG SLOT

ประเภทของลีลาศ

การลีลาศแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. ลาตินอเมริกัน (LATIN AMERICAN) ลีลาศประเภทนี้ลักษณะของการเคลื่อนที่ของเท้าจะยกสูงกว่าประเภทบอลรูม เช่น บีกิน รุมบ้า ชะชะช่า เป็นต้น

2. บอลรูม (BALL ROOM) ลีลาศประเภทนี้การเคลื่อนที่ของเท้าจะลากเลียดใปกับพี้น เช่น วอลซ์ แทงโก เป็นต้น

จังหวะบีกิน (BEQUINE)

การก้าวเท้า  การเต้นในจังหวะบีกินเป็นการเดินแบบธรรมดา เดินหน้า 3 ก้าว และ ถอยหลัง 3 ก้าว ตามจังหวะดนตรี เมื่อก้าวเท้าใดไปข้างหน้า ถอยหลัง ให้ถ่ายน้ำหนักตัวไปลงที่เท้านั้น

การจับคู่  จับคู่แบบปิด

จังหวะดนตรี เป็นแบบ 4/4 ซึ่งโดยทั่วไปทำนองดนตรีจะช้าเลียงเบสและกลองจะชัดเจน

การนับจังหวะ ควรนับ 1-2-3 พร้อมเดินตามจังหวะเสียงเบสและกลองใหญ่ ซึ่ง จะดัง 3 จังหวะเช่นเดียวกัน

พื้นฐานการเดินในจังหวะบีกินสำหรับผู้ชาย

การเดินหน้า

จังหวะที่ 1 ก้าวเท้าซ้ายตรงไปข้างหน้า 1 ก้าว

จังหวะที่ 2 ก้าวเท้าขวาตรงไปข้างหน้า 1 ก้าว โดยให้เลยเท้าซ้ายเล็กน้อย

จังหวะที่ 3 ก้าวเท้าซ้ายตรงไปข้างหน้าอีก 1 ก้าว โดยให้เลยเท้าขวา เล็กน้อย พร้อมทั้งลากเท้าขวาให้ปลายเท้าแตะพี้นข้างส้นเท้าซ้าย ส่วนส้นเท้าเปิด

การถอยหลัง

จังหวะที่ 1 ถอยเท้าขวาตรงมาข้างหลัง 1 ก้าว

จังหวะที่ 2 ถอยเท้าซ้ายตรงมาข้างหลัง 1 ก้าวโดยให้เลยเท้าขวาเล็กน้อย

จังหวะที่ 3 ถอยเท้าขวาตรงมาข้างหลังอีก 1 ก้าว โดยให้เลยเท้าซ้ายให้ปลายเท้า ขวาส่วนส้นเท้าเปิด

พื้นฐานการเดินในจังหวะบีกินสำหรับผู้หญิง

การถอยหลัง

จังหวะที่ 1 ถอยเท้าขวาตรง ๆ ไปข้างหลัง 1 ก้าว

จังหวะที่ 2 ถอยเท้าซ้ายตรง ๆ ไปข้างหลัง 1 ก้าว โดยให้เลยเท้าขวาเล็กน้อย

จังหวะที่ 3 ถอยเท้าขวาตรงไปข้างหลังอีก 1 ก้าว โดยให้เลยเท้าซ้ายเล็กน้อย พร้อมทั้งลากเท้าซ้ายข้างปลายเท้าขวา ส่วนส้นเท้าเปิด

การเดินหน้า

จังหวะที่ 1 ก้าวเท้าซ้ายตรงไปข้างหน้า 1 ก้าว

จังหวะที่ 2 ก้าวเท้าขวาตรงไปข้างหน้า 1 ก้าว โดยให้ปลายแลยเท้าซ้ายเล็กน้อย จังหวะที่ 3 ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า อีก 1 ก้าว โดยให้เลยเท้าขวาเล็กน้อย พร้อมทั้งลากเท้าขวาให้ปลายเท้าแตะพื้นข้างส้นเท้า ส่วนส้นเท้าเปิด

จังหวะรุมบ้า (RUMBA)

การจับคู่      จับคู่แบบปิด

จังหวะดนตรี เป็นแบบ 2/4 หรือ 4/4 ซึ่งโคยทั่วไป จังหวะรุมบ้าเป็นจังหวะเร็ว

เสียงกลองจะดังให้จังหวะชัดเจน ซึ่งจะดัง แท๊ก-แท๊ก-พั่ม

การนับจังหวะ ควรนับ 1 2-3 1 หรือ ช้า เร็ว-เร็ว ช้า ตามจังหวะกลอง

โดยจังหวะ 1 จะเป็นจังหวะช้า ส่วน 2,3 จะเป็นจังหวะเร็ว ซึ่งจังหวะแท๊กจะเป็นจังหวะเร็ว พั่มจะเป็นจังหวะช้า

การก้าวเท้า  การก้าวเท้าต้องถ่ายน้ำหนักตัวลงเท้าที่ก้าวออกไปโดยเริ่มออกใน

จังหวะพั่ม และก้าวเร็วอีก 2 ก้าวในจังหวะแท๊ก-แท๊ก

พื้นฐานการเดินจังหวะรุมบ้าสำหรับผู้ชาย

การเริ่มด้วยเท้าซ้าย

จังหวะที่ 1 ก้าวเท้าซ้ายตรงไปข้างหน้า 1 ก้าวประมาณ 1 ฟุต

จังหวะที่ 2 ก้าวเท้าขวาเฉียงไปทางขวาวางเท้าแนวเดียวกับเท้าซ้ายให้ห่างจากเท้าซ้ายประมาณ 1 ฟุต

จังหวะที่ 3 รวบเท้าซ้ายมาชิดเท้าขวา

การเริ่มด้ายเท้าขวา

จังหวะที่ 1 ก้าวเท้าขวาตรงไปข้างหน้า 1 ก้าวประมาณ 1 ฟุต

จังหาะที่ 2 ก้าวเท้าซ้ายเฉียงไปยังทางซ้าย แล้ววางเท้าแนวเดียวกับเท้าขวาให้ห่างจากเท้าขวา ประมาณ 1 ฟุต

จังหวะที่ 3 รวบเท้าขวามาชิดเท้าซ้าย

หมายเหตุ    การเริ่มต้นสำหรับผู้ชายจะเริ่มด้วยเท้าซ้ายในชุดแรก 3 จังหวะก่อน ต่อไปก็จะเริ่มชุดใหม่ด้วยเท้าขวาสลับกันไป หรือในช่วงการเริ่มด้วยเท้าขวาอาจจะเปลี่ยนมาเป็นการถอยหลังก็ได้ ซึ่งก็จะปฎิบัติเช่นเดียวกับการเดินถอยหลังด้วยเท้าขวาของผู้หญิง

พื้นฐานการเดินจังหวะรุมบ้าสำหรับผู้หญิง

การถอยด้วยเท้าขวา

จังหวะที่ 1 ถอยเท้าขวาตรง ๆ 1 ก้าว   ประมาณ 1 ฟุต

จังหวะที่ 2  ถอยเท้าซ้ายเฉียงไปทางซ้ายแล้ววางเท้าแนวเดียวกับเท้าขวาให้ห่างจากเท้าขวาประมาณ 1 ฟุต

การถอยด้วยเท้าซ้าย

จังหวะที่ 1  ถอยเท้าซ้ายตรง ๆ 1 ก้าว ประมาณ 1 ฟุต

จังหวะที่ 2  ถอยเท้าขวาเฉียงไปทางขวา แล้ววางเท้าแนวเดียวกับเท้าซ้ายให้ห่างจากเท้าซ้ายประมาณ 1 ฟุต

จังหวะที่ 3  รวบเท้าซ้ายมาชิดเท้าขวา

หมายเหตุ    การเริ่มต้นสำหรับผู้หญิงจะเริ่มด้วยการถอยเท้าขวาในชุดแรก 3 จังหวะก่อน ต่อไปก็จะเริ่มถอยด้วยเท้าซ้ายสลับกันไป หรือในช่วงการถอยด้วยเท้าซ้ายอาจจะเปลี่ยนมาเป็นการเดินหน้าก็ได้ ซึ่งก็จะปฎิบัติเช่นเดียวกับการเดินด้วยเท้าซ้ายของผู้ชาย

ประโยชน์ กีฬาในร่มลีลาศ (BALLROOM DANCE)

จังหวะ ชะ ชะ ช่า (CHA CHA CHA)

การจับคู่      จับคู่แบบปิด

จังหวะดนตรี เป็นแบบ 4/4 ซึ่งโดยทั่วไปจังหวะ ชะ ชะ ช่า เป็นจังหวะเร็วเสียงกลองจะดังทึ่ง-ทึ่ง-ต้ง-ต้ง-ทึ่ง

การนับจังหวะ ควรนับ 1-2-ชะ-ชะ-ช่าหรือ1-2-3-4-5ตามจังหวะกลองคือ

1-2 เท่ากับ ทึ่ง ทึ่ง และ ชะ-ชะ-ช่า หรือ 3-4-5 จะเท่ากับ ต้ง – ต้ง – ทึ่ง

การก้าวเท้า  เริ่มก้าวเท้าจังหวะกลองทึ่งแรกเป็นจังหวะ 1 ทึ่งที่ 2 เป็นจังหวะ 2

แล้วก้าว 3-4-5 หรือ ชะ-ชะ-ช่า เป็นจังหวะกลอง ต้ง-ต้ง-ทึ่ง

พื้นฐานการเดินในจังหวะ ชะ ชะ ช่า สำหรับผู้ชาย

ครึ่งแรก (การเดินหน้า)

จังหวะที่ 1 ก้าวเท้าซ้ายเฉียงไปข้างหน้า 1 ก้าวให้เยื้องกับเท้าขวาเล็กน้อย พร้อมเปิดส้นเท้าขวาขึ้น

จังหวะที่ 2 วางส้นเท้าขวาลงพร้อมเปิดปลายเท้าซ้าย

จังหวะที่ 3 ถอยเท้าซ้ายลงมาแนวเดียวกับเท้าขวาในตำแหน่งเดิมของเท้าซ้ายของท่าเตรียม

จังหวะที่ 4 ลากเท้าขวามาชิดกับซ้าย

จังหวะที่ 5 ก้าวเท้าซ้ายไปทางซ้ายแนวเดียวกับเท้าขวา 1 ก้าว

ครึ่งหลัง (การถอนหลัง)

พื้นฐานการเดินในจังหวะ ชะ ชะ ช่า สำหรับผู้หญิง

ครึ่งแรก (การถอยหลัง)

จังหวะที่ 1 ถอยเท้าขวาเฉียงไปทางซ้าย ให้เยื้องกับเท้าขวาเล็กน้อย พร้อมเปิดปลายเท้าซ้ายขึ้น

จังหวะที่ 2 วางปลายเท้าซ้ายลงพร้อมเปิดส้นเท้าขวา

จังหวะที่ 3 ก้าวเท้าขวากลับมาอยู่ในตำแหน่งที่เท้าขวาวางในท่าเตรียม

จังหวะที่ 4 ลากเท้าซ้ายเข้ามาชิดเท้าขวา

จังหวะที่ 5 ก้าวเท้าขวาไปทางขวาแนวเดียวกับเท้าซ้ายอีก 1 ก้าว

ครึ่งหลัง (การเดินหน้า)

จังหวะที่ 6 ก้าวเท้าซ้ายเฉียงไปข้างหน้า ให้เยื้องกับเท้าขวาเล็กน้อย พร้อมเปิดส้นเท้าขวาขึ้น

จังหวะที่ 7 วางส้นเท้าขวาลงพร้อมเปิดปลายเท้าซ้าย

จังหวะที่ 8 ถอยเท้าขวากลับมาอยู่ในตำแหน่งที่เท้าขวาในจังหวะที่ 4

จังหวะที่ 9 ลากเท้าขวามาชิดเท้าซ้ายโดยเท้าขวาจะกลับมาอยู่ในตำแหน่งเดิมของท่าเตรียม

จังหวะที่ 10 ก้าวเท้าซ้ายไปทางซ้ายในตำแหน่งเดิมที่เท้าซ้ายวางในท่าเตรียม

จังหวะบอลรูม

เป็นจังหวะลีลาศที่เคลื่อนไหวด้วยการลากเท้าเลียดไปกับพื้นได้แก่

แทงโก้

จังหวะวอลซ์ (WALTZ)

การจับคู่      จับคู่แบบปิด

จังหวะดนตรี เป็นแบบ 3/4 ซึ่งโดยทั่วไปทำนองดนตรีจะช้า เสียงเบสและ

กลองจะชัดเจน ซึ่งจังหวะวอลซ์จะดัง พั่ม-แท๊ก-แท๊ก

การนับจังหวะ อาจจะใช้วิธีก้าวเท้าลีลาศตามจังหวะดนตรี พั่ม-แท๊ก-แท๊ก หรือ

จะใช้วิธีนับ 1-2-3 ก็ได้

การก้าวเท้า  จังหวะพั่ม หรีอ 1 ให้ก้าวด้วยปลายเท้าแล้วลงเต็มเท้า ส่วน

จังหวะแท๊ก-แท๊ก หรีอ 2-3 ให้ก้าวเท้าด้วยปลายเท้าเสร็จแล้วให้ยืดตัวขึ้น

พื้นฐานการเดินในจังหวะวอลซ์สำหรับผู้ชาย

การเริ่มด้วยเท้าซ้าย

จังหวะที่ 1 ก้าวเท้าซ้ายตรงไปข้างหน้า 1 ก้าวประมาณ 1 ฟุต

จังหวะที่ 2 ก้าวเท้าขวาเฉียงไปทางขวา แล้ววางเท้าแนวเดียวกับเท้าซ้ายให้ห่างจากเท้าซ้ายประมาณ 1 ฟุต

จังหวะที่ 3 รวบเท้าซ้ายมาชิดเท้าขวา

การเริ่มด้วยเท้าขวา

จังหวะที่ 1 ก้าวเท้าขวาไปข้างหน้า 1 ก้าว ประมาณ 1 ฟุต

จังหวะที่ 2 ก้าวเท้าซ้ายเฉียงไปทางซ้าย แล้ววางเท้าแนวเดียวกับเท้าขวาให้ห่างจากเท้าขวา ประมาณ 1 ฟุต

จังหวะที่ 3 รวบเท้าขวามาชิดเท้าซ้าย

หมายเหตุ  การเริ่มต้นสำหรับผู้ชายจะเริ่มด้วยเท้าซ้ายในชุดแรก 3 จังหวะก่อน ต่อไปก็จะเริ่มชุดใหม่ด้วยเท้าขวาสลับกันไป หรือในช่วงการเริ่มด้วยเท้าขวาอาจจะเปลี่ยนมาเป็น การถอยหลังก็ได้โดยปฏิบัติเช่นเดียวกับการถอยหลังด้วยเท้าขวาของผู้หญิง

พื้นฐานการเดินในจังหวะวอลซ์สำหรับผู้หญิง

การถอยด้วยเท้าขวา

จังหวะที่ 1 ถอยเท้าขวาตรง ๆ 1 ก้าว ประมาณ 1 ฟุต

จังหวะที่ 2  ถอยเท้าซ้ายเฉียงไปทางซ้ายแล้ววางเท้าแนวเดียวกับเท้าขวาให้ห่างจาก เท้าขวาประมาณ 1 ฟุต

จังหวะที่ 3 รวบเท้าขวามาชิดเท้าซ้าย

การถอยด้วยเท้าซ้าย

จังหวะที่ 1  ถอยเท้าซ้ายตรง ๆ 1 ก้าวประมาณ 1 ฟุต

จังหวะที่ 2  ถอยเท้าขวาเฉียงไปทางขวาแล้ววางเท้าแนวเดียวกับเท้าซ้ายให้ห่างจากเท้าซ้ายประมาณ 1 ฟุต

จังหวะที่ 3  รวบเท้าซ้ายมาชิดเท้าขวา

หมายเหตุ    การเริ่มต้นสำหรับผู้หญิงจะเริ่มด้วยการถอยเท้าขวาในชุดแรก 3 จังหวะก่อนต่อไปก็จะเริ่มถอยด้วยเท้าสลับกันไป หรือในช่วงการถอยด้วยเท้าซ้ายอาจจะเปลี่ยนมาเป็น การเดินหน้าก็ได้ ซึ่งก็จะปฏิบัติเช่นเดียวกับการเดินหน้าด้วยเท้าซ้ายของผู้ชาย

จังหวะแทงโก้ (TANGO)

การจับคู่  จับคู่เริ่มต้นแบบพรอมเมอนาด

จังหวะดนตรี  เป็นแบบ 2/4 ซึ่งโดยทั่วไปทำนองดนตรีจะมีจังหวะทั้งช้า และเร็ว เสียงกลองจะดังชัดเจนมีเสียง ดังนี้ แท๊ก แท๊ก แท๊ก แทร่ แท๊ก

การจับจังหวะ  โดยทั่วไปพื้นฐานแทงโก้จะมี 8 จังหวะ ซึ่งจะใช้วิธีนับ 1-8 ก็ได้โดยแบ่ง 1 2-3-4 5-6-7 8 หรือ ช้า เร็ว-เร็ว-ช้า เร็ว-เร็ว-ช้า ช้า ซึ่งสรุปแล้ว จังหวะ 1,4,7,8 จะเป็นจังหวะ ช้า และจังหวะ 2,3,5,6 จะเป็นจังหวะเร็ว

การก้าวเท้า  ให้ก้าวเท้าเลียดพื้นช้า ๆ ในลักษณะทอดน่องในจังหวะช้า และก้าวเท้าในจังหวะเร็วโดยเริ่มออกในจังหวะแท๊กสุดท้าย เป็นจังหวะช้าทั้งหมด ระหว่างจังหวะช้าแต่ละช่วงให้ก้าวเร็ว ในจังหวะ 2,3 และ 5,6

พื้นฐานการเดินในจังหวะแทงโก้สำหรับผู้ชาย

จังหวะที่ 1 ก้าวเท้าซ้ายไปทางซ้ายตามแนวทิศทางของการเต้นรำ

จังหวะที่ 2 ก้าวเท้าขวาข้ามผ่านหน้าเท้าซ้ายไปในทิศทางเดิม

จังหวะที่ 3 ก้าวเท้าซ้ายไปทางซ้ายอีกก้าวหนึ่ง

จังหวะที่ 4 ก้าวเท้าขวาเฉียงไปทางขวา พร้อมบิดลำตัวหันหน้าเฉียงเข้าหาด้านข้างฟลอร์

จังหวะที่ 5 ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้าตามแนวเฉียงฟลอร์เช่นเดิมเหมือนจังหวะที่ 4 จังหวะที่ 6 ก้าวเท้าขวามาวางใกล้ ๆ เท้าซ้ายให้ห่างกันเล็กน้อย

จังหวะที่ 7 ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า

จังหวะที่ 8 ยกส้นเท้าขวาบิดไปทางขวาพร้อมดึงเท้าซ้ายมาคู่เท้าขวาพร้อมบิดลำตัวไปตามแนวทิศทางของการเต้นรำ

พื้นฐานการเดินในจังหวะแทงโก้สำหรับผู้หญิง

จังทวะที่ 1   ก้าวเท้าขวาไปทางขวาตามแนวทิศทางของการเต้นรำ

จังหวะที่ 2   ก้าวเท้าซ้ายข้ามผ่านหน้าเท้าขวาไปในทิศทางเดิม

จังหวะที่ 3   ก้าวเท้าขวาพร้อมบิดส้นเท้าหันหลังเฉียงเข้าข้างฟลอร์

จังหวะที่ 4   ถอยเท้าซ้ายไปตามแนวเฉียงเข้าข้างฟลอร์

จังหวะที่ 5   ถอยเท้าขวาตรงไปอีก 1 ก้าว

จังหวะที่ 6   ถอยเท้าซ้ายมาคู่เท้าขวาห่างกันเล็กน้อย

จังหวะที่ 7   ถอยเท้าขวาตรงไปอีก 1 ก้าว

จังหวะที่ 8   ยกส้นเท้าซ้ายบิดไปทางซ้ายพร้อมดึงเท้าขวามาคู่เท้าซ้ายพร้อมบิดลำตัว ไปตามแนวทิศทางของการเต้นรำ

กีฬาลีลาศจึงเหมาะสมกับผู้คนทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุ เพราะกีฬาลีลาศเป็นกีฬาที่ไม่มีความหนักจนเกินไป แถมยังได้พบปะผู้คนอื่น ๆ อีกมากมาย

ช่วยผ่อนคลายความเครียด

ลีลาศ นอกจากจะมีความสนุกสนานที่เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะได้ดีแล้ว การเต้นไปตามจังหวะท่ามกลางเสียงเพลง ก็จะช่วยให้กล้ามเนื้อที่หดตึงเกิดการคลายตัวออก จึงทำให้รู้สึกผ่อนคลายและลดความเครียดได้ดีในระดับหนึ่งอีกด้วย เพราะฉะนั้นสำหรับใครที่มักจะรู้สึกเคร่งเครียดบ่อยๆ ลองมาเล่นลีลาศเพื่อความผ่อนคลายดูสิ

เสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง   

แม้ว่าจะไม่ใช่กีฬาที่ต้องเล่นอย่างหนักหน่วงเหมือนกับกีฬาประเภทอื่นๆ แต่ก็สามารถเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงและมีความยืดหยุ่นได้ดีเหมือนกัน เพราะจะต้องเคลื่อนไหวร่างกายแทบทุกส่วน ทั้งขา ข้อเท้า แขนและลำตัว ดังนั้นผู้ที่เล่นลีลาศบ่อยๆ จึงมักจะมีความแข็งแรงอยู่เสมอ และเป็นกีฬาที่เหมาะกับผู้สูงอายุหรือผู้ที่ป่วยด้วยโรคที่หมอห้ามไม่ให้ออกกำลังกายหนักๆ อีกด้วย

ฝึกการเข้าสังคมกับผู้อื่น    

การเล่นลีลาศ สามารถฝึกการเข้าสังคมกับผู้อื่นได้ ทำให้รู้จักการวางตัวเมื่อเข้าสังคมได้อย่างเหมาะสม และไม่เกิดความเขินอายจนเกินไปเมื่ออยู่ในกลุ่มคนเยอะๆ อีกด้วย เป็นกีฬาที่เหมาะกับผู้ที่เข้าสังคมไม่เก่งหรือคนที่ขี้อายขาดความมั่นใจในตัวเองที่สุด

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer
เกมสนุกแถบได้ตัง : Slotxo , PGSLOT , PGSLOTGAME