วิธีดูแลและป้องกัน กระดูกและข้อ ไม่ให้เสื่อมก่อนวัยอันควร

วิธีดูแลและป้องกัน กระดูกและข้อ ไม่ให้เสื่อมก่อนวัยอันควร

วิธีดูแลและป้องกัน กระดูกและข้อ ไม่ให้เสื่อมก่อนวัยอันควร

เหตุใดจึงต้องให้ความสำคัญต่อโรคกระดูกพรุน

วิธีดูแลและป้องกัน กระดูกและข้อ ไม่ให้เสื่อมก่อนวัยอันควร

พันธุกรรม หรือ กรรมพันธุ์

     พบว่าคนเชื้อสายคอเคเชี่ยนและเอเชี่ยน (ผิวขาวและผิวเหลือง) มีอัตราเสี่ยงของกระดูกพรุนสูง และ จะเพิ่มขึ้น เมื่อมีประวัติกระดูกหักของผู้สูงอายุในครอบครัว แทงบอลออนไลน์ หรือผู้ที่มีรูปร่างผอมบางอยู่แล้ว

ภาวะโภชนาการและการดำเนินชีวิต

     ภาวะทุพโภชนาการ การขาดอาหาร น้ำหนักตัวน้อย หรือการรับประทานแคลเซี่ยมในปริมาณต่ำ และภาวะการดูดซึมแคลเซี่ยมไม่ดี ผู้ที่ชอบการดื่มสุราและสูบบุหรี่  ผู้ที่อยู่เฉยๆนั่งๆนอนๆ หรือขาดการออกกำลังกาย

ยาและโรคประจำตัว

ยาที่มีผลต่อกระดูกพรุ่นได้แก่ ยาที่มีสารสเตียรอยด์ ยาเกี่ยวกับโรคต่อมไธรอยด์ โรคเบาหวาน โรคไต เป็นต้น

ที่มา : PG SLOT

ทำอย่างไรให้ห่างไกลและปลอดภัยจากโรคกระดูกพรุน?

เบื้องต้นให้ลงทุนด้วยการสะสมแคลเซียมในกระดูกให้มากที่สุดในช่วงอายุก่อน 30 ปี และยังต้องรับประทานแคลเซียมและวิตามิน ดี ไปเรื่อยๆตลอดชีวิต เพื่อให้กระดูกคงสภาพที่ดีและลดความเสี่ยงต่อกระดูกหัก ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในทุกช่วงของอายุ

แคลเซี่ยม

ปริมาณแคลเซี่ยมที่ร่างกายต้องการอาจแตกต่างในแต่ละวัย และสภาวะร่างกาย ดังนี้

          –  อายุ     9-18 ปี                    เท่ากับ      1,300 มิลลิกรัม ต่อวัน

          –  อายุ   19-50 ปี                    เท่ากับ      1,000 มิลลิกรัม ต่อวัน

          –  สตรีมีครรภ์ และให้นมบุตร   เท่ากับ      1,000-1,300 มิลลิกรัม ต่อวัน

          –  อายุ มากกว่า 50 ปี              เท่ากับ      1,200 มิลลิกรัม ต่อวัน

อาหารที่มีปริมาณแคลเซียมมากได้แก่ ผักใบเขียว เช่น ผักคะน้า บร็อคโคลี่ นมและผลิตภัณฑ์ของนม ปลาซาร์ดีนพร้อมกระดูก ปลาตัวเล็กๆพร้อมกระดูกกุ้งแห้ง เต้าหู้แข็ง งาดำ กะปิ เป็นต้น

วิตามินดี

วิตามินดีมีส่วนช่วยในการดูดซึมแคลเซียม โดย ร่างกายต้องการ วิตามิน ดี วันละ 200-600 หน่วย ซึ่งในนม 1 แก้ว จะมีวิตามิน ดี 100 หน่วยและมีแคลเซียม 300 มิลลิกรัม ถ้าคิดว่าได้แคลเซียมและวิตามิน ดี จากอาหารไม่เพียงพอก็ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรรมเรื่องอาหารเสริม หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร บาคาร่าหรือวิตามินรวมเป็นต้น

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

วิธีดูแลและป้องกัน กระดูกและข้อ ไม่ให้เสื่อมก่อนวัยอันควร

การวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน

การถ่ายภาพรังสีของกระดูก

ในภาวะกระดูกพรุนจะเห็นเนื้อกระดูกจางๆ โพรงกระดูกกว้างออก และมีเส้นลายกระดูกหยาบๆ โดยจะเห็นขอบของกระดูกเป็นเส้นขาวชัด ในบางรายอาจเห็นกระดูกหักหรือกระดูกสันหลังทรุดตัว

photo

ยาที่ใช้ในการรักษาโรคกระดูกพรุนมีหลายกลุ่ม ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในแต่ละราย

ยากลุ่มฮอร์โมนที่ออกฤทธิ์เฉพาะที่กระดูก

เป็นยาเม็ดรับประทาน โดยที่ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์เฉพาะที่จุดจับตัวของฮอร์โมน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการคงสภาพมวลกระดูก เช่นที่กระดูกสันหลังแต่ไม่มีฤทธิ์แบบฮอร์โมนต่อมมดลูกและเต้านม และยังอาจลดอุบัติการของมะเร็งเต้านมได้ ซึ่งต้องปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ยา

ยาแคลซิโตนิน

ยาในกลุ่มนี้เป็นฮอร์โมนสังเคราะห์อีกชนิดหนึ่งที่ไม่ใช่ฮอร์โมนเพศ มีทั้งชนิดยาฉีดเข้ากล้ามเนื้อ และ ชนิดพ่นจมูกเพื่อให้ยาดูดซึมในเยื่อบุโพรงจมูกโดยจะออกฤทธิ์ลดการเจ็บปวดได้ และเสริมมวลกระดูกโดยเฉพาะกระดูกสันหลัง และต้องปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ยา

ยาสตรอนเที่ยม

เป็นยารับประทานกลุ่มใหม่ ซึ่งจะช่วยลดการสลายของมวลกระดูก และเพิ่มมวลกระดูกได้ ซึ่งต้องปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ยา

ยาพาราไธรอยด์ฮอร์โมน

     เป็นยากลุ่มใหม่ชนิดฉีดเข้าใต้ผิวหนังทุกวันอย่างน้อย 6 เดือน จะกระตุ้นการสร้างมวลกระดูกได้ดี แต่มีข้อบ่งชี้ที่จำกัดและต้องใช้อย่างระมัดระวังโดยแพทย์จะเป็นผู้สั่งใช้ยากับผู้ป่วยเฉพาะราย

หลักของการรักษาโรคกระดูกพรุน

โดยสรุปแล้ว การใช้ยาต่างๆ ต้องให้เหมาะสมในแต่ละราย ซึ่งถ้าใช้ถูกต้องก็จะมีผลดีต่อการสร้างเสริมมวลกระดูก และลดอุบัติการของกระดูกหักได้ทั้งนี้การป้องกันก่อนการเกิดโรคยังเป็นหัวใจสำคัญสำหรับโรคกระดูกพรุน

ดูแลกระดูกและข้อ ถือเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับสาววัย 40+ เพราะมวลกล้ามเนื้อ ความยืดหยุ่นของร่างกาย และของเหลวในข้อต่อลดลง ดังนั้น เราจึงต้องดูแลกระดูกและข้อเสียตั้งแต่วันนี้

10 เทคนิคง่าย เพื่อกระดูกและข้อ

1. เลือกการออกกําลังกายแอโรบิกที่มีแรงกระแทกต่ําหรือปานกลาง(Low-to Moderate-Impact Exercises) เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ํา พายเรือ และสเต็ปแอโรบิก หรือออกกําลังกายโดยการก้าวขึ้น-ลงบนแท่นออกกําลังกาย

2. หลีกเลี่ยงการออกกําลังกายแอโรบิกที่มีแรงกระแทกสูง(High-Impact Exercises) เช่น วิ่ง เต้นรําจังหวะละติน หรือฮิปฮ็อป การกระโดดขึ้น-ลงเร็วๆ เช่น การเล่นเทนนิส การกระโดดเชือก

3. ระเวลาที่ใช้ในช่วงแรก ให้ใช้เวลาสั้นๆ เพียง 5-10 นาทีต่อวัน สัปดาห์ละ 3 วัน ก่อนจะค่อยๆ ขยับขึ้นไปจนถึงระยะเวลาในการออกกําลังกายตามเกณฑ์มาตรฐานที่แนะนําต่อครั้งใน 1 วัน คือ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง และมีเป้าหมายคือ ทําเป็นประจําอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง

4. เลือกรองเท้าให้ถูกต้อง อย่าลืมเลือกรองเท้ากีฬาที่เหมาะกับการออกกําลังกายประเภทนี้ ได้แก่ รองเท้าสําหรับวิ่งและรองเท้าสําหรับเต้นแอโรบิก ซึ่งมีแผ่นรองบริเวณส้นเท้าที่ช่วยลดแรงกระแทกและปัญหากระดูกข้อต่อบาดเจ็บได้

5. ฝึกหายใจ ควรฝึกหายใจให้ได้ลึกและยาว วิธีนี้ช่วยให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้อย่างราบรื่น รู้สึกผ่อนคลาย เมื่อจังหวะการหายใจและการเคลื่อนไหวร่างกายสัมพันธ์กัน แรงกระแทกที่กระดูกข้อต่อจะลดลง ทรงตัวได้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงในการหกล้มรุนแรงที่ทําให้กระดูกข้อต่อสะโพกหักได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์ฮาวี ซิมมอน วิทยาลัยการแพทย์ฮาวาร์ด แนะนําว่า ผู้ที่ต้องการ ออกกําลังกายแบบแอโรบิกอย่างต่อเนื่องควรฝึกไทชิและโยคะซึ่งมีการเคลื่อนไหวร่างกายช้าๆและเจริญสติตามลมหายใจควบคู่ไปด้วย เพราะมีประโยชน์ทางอ้อม ช่วยลดปัญหากระดูกข้อต่อบาดเจ็บ ทั้งยังเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับกล้ามเนื้อไปพร้อมกันอีกด้วย

6. ลดน้ําหนัก ในกรณีของผู้ที่มีปัญหาน้ําหนักเกินเกณฑ์ หรือมีค่าดัชนีมวลกาย(น้ําหนักหน่วยเป็นกิโลกรัมหารด้วยส่วนสูงยกกําลัง 2 ) มากกว่า 24 ขึ้นไป ควรลดน้ําหนักให้ได้ค่าเฉลี่ยไม่เกิน 24 ก่อนเริ่มโปรแกรมการออกกําลังกายแบบแอโรบิกอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดแรงกระแทกที่มาจากน้ําหนักส่วนเกิน

7. ทำทีละน้อยและต่อเนื่อง เริ่มจากเดินแล้วค่อยๆ ขยับไปเดินเร็ว แล้วก็ไปจ๊อกกิ่ง สุดท้ายจึงปรับมาเป็นวิ่งและวิ่งมาราธอนในที่สุด ด้วยวิธีนี้ร่างกายจะชิน ไม่เกิดอาการบาดเจ็บใดๆ

8. ยืดเหยียดกล้ามเนื้อทันที เนื่องจากวัย 40 ปี กล้ามเนื้อเส้นเอ็น ข้อต่อต่างๆ จะมีความยืดหยุ่นน้อยลงทั้งก่อนและหลังออกกําลังกาย จึงต้องอบอุ่นร่างกายและยืดเหยียดแขนขาทันทีอย่างน้อย 10-15 นาที เพื่อป้องการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อเส้นเอ็น ข้อต่อต่อ

9. ยืดเหยียดให้นานขึ้นในกรณีที่ใช้ชีวิตในห้องปรับอากาศเป็นประจํา ควรเพิ่มเวลาในการอบอุ่นร่างกายเป็น 20 นาที เพราะการที่ร่างกายอยู่ท่ามกลางอุณหภูมิต่ํานานๆ กล้ามเนื้อจะหดเกร็งได้ง่าย ถ้ายืดเหยียดก่อนและหลังออกกําลังกายไม่เพียงพอ ย่อมเกิดการบาดเจ็บและปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น

10. ดื่มน้ําให้เพียงพอทั้งก่อนและหลังออกกําลังกาย เพราะในข้อต่อประกอบด้วยของเหลวอย่างคอลลาเจนและน้ํา ถ้าดื่มน้ําไม่พอ ขณะเคลื่อนไหวร่างกายและเกิดแรงกระแทกซ้ําๆ จะทําให้ข้อต่อบาดเจ็บได้ง่าย

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เกมสนุกแถบได้ตัง : Slotxo , PGSLOT , PGSLOTGAME

วิธีสร้าง Six Pack ด้วยตัวเองแบบง่ายๆ ได้ผลจริง

วิธีสร้าง Six Pack ด้วยตัวเองแบบง่ายๆ ได้ผลจริง

วิธีสร้าง Six Pack ด้วยตัวเองแบบง่ายๆ ได้ผลจริง หากเราเดินเข้าไปถามคุณผู้ชายทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นวัยไหน แล้วถามคำถามว่าคุณต้องการให้รูปร่างคุณเป็นอย่างไร คำตอบมากกว่า 90% จะบอกว่าอยากจะมี Six Pack

คำทับศัพท์ที่บรรดาผู้ชายและผู้หญิงอธิบายถึงกล้ามเนื้อท้องที่ราบเนียนจนแลเห็นกล้ามข้างซ้าย 3 มัด ข้างขวา 3 มัด แล้วเรียกรวมกันว่าซิกแพ็ค

มีตำรา วิธีการ ผู้รู้มากมายที่พูดถึงเรื่องแรงปรารถนาของคุณผู้ชาย แต่มีน้อยคนที่จะได้ดังใจต้องการ ผลวิจัยหลายต่อหลายฉบับสรุปตรงกันว่าผู้ชายส่วนใหญ่มักไม่เกาะติดกับการสร้างนิสัยในการบริหารกล้ามท้อง

วิธีสร้าง Six Pack ด้วยตัวเองแบบง่ายๆ ได้ผลจริง

เป็นเพราะต้องการที่จะเห็นผลเห็นหน้าท้องที่มีกล้ามเป็นมัด ๆ แบบรวดเร็วทันใจ หลายๆ คนต้องการที่จะทำตามคู่มือต่าง ๆ อธิบาย บางคนก็หลงลมโฆษณาเสียเงินเสียทองซื้อบรรดาเครื่องมือออกกำลังกายสารพัด
ที่หลอกเอานายแบบกล้ามเป็นมัดมาบอกเราว่าเพียงวันละ ไม่กี่นาที่เท่านั้น สุดท้ายก็ลงเอยคล้ายกัน เลิกล้มความตั้งใจอันแรงกล้าในเวลาอันสั้น พุงที่แสนงามก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม บางคนก็ใหญ่กว่าเดิม

ฝรั่งช่างคิดจึงพากันหาสาเหตุว่าและหาแนวทางแก้ไข จากการวิจัยของมหาวิทยาลัยไอโอว่า สหรัฐอเมริกา บอกว่า ผลสำเร็จของวิธีการให้ได้กล้ามท้องที่สวยงามนี้ บาคาร่าคนที่ทำได้สำเร็จจะพุ่งเป้าไปที่วิธีการทีละขั้นทีละตอนอย่างสม่ำเสมอโดยไม่กังวลว่าเมื่อไหร่พุงจะแฟบลงตามต้องการ

ผลวิจัยบอกต่ออีกว่าคนที่มัวแต่รอดูผลลัพธ์ รอดูกล้ามท้องให้ขึ้นมาเร็ว ๆ มักจะตกม้าตายเสียก่อน เคล็ดลับของงานนี้คือสนใจทำตามขั้นตอนเท่านั้น ไม่ต้องไปกังวลกับผลเพราะได้ตามต้องการแน่นอน

ที่มา : PG SLOT

วิธีสร้าง Six Pack ด้วยตัวเองแบบง่ายๆ ได้ผลจริง

ขั้นตอนการทำ Six Pack

ขั้นตอนต่อไปนี้ เพียงแต่ละวันคุณทำตามหัวข้อข่างล่างนี้ทุก ๆ วัน Six Pack กลางลำตัวของคุณก็จะเผยโฉมออกมาอย่างอัตโนมัติ

1.รับอรุณด้วยน้ำ

ลองนึกภาพตามว่าถ้าคุณทำงานตลอดทั้งวัน 7 – 8 ชั่วโมง แล้วไม่ได้ดื่มอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นน้ำเปล่า ชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มอื่นใด ทั้งลำคอและร่างกายรวมถึงเซลล์ภายในของคุณจะมีสภาพเป็นอย่างไร แน่นอนว่ามันคงแห้งผากไปทั่วทุกส่วน ไม่มีใครทำร้ายร่างกายแบบนี้แน่
แต่ในยามที่เรานอนหลับ ระยะเวลาเท่า ๆ กับเวลาที่เราทำงาน ร่างกายของเราขาดน้ำไปทั่วร่างกาย ถึงแม้เราจะใช้พลังงานหรือมีกิจกรรมน้อยกว่ายามตื่นก็ตาม ต้องย้ำว่าร่างกายของเราก็ขาดน้ำและความชุ่มชื้นอย่างแน่นอน
เมื่อตื่นขึ้นมายามเช้า เราควรต้อนรับร่างกายที่แสนรักของเราด้วยน้ำเปล่าแก้วใหญ่ ๆ ทันทีก่อนที่เราจะได้ทำกิจกรรมอื่น นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันได้มีผลวิจัยว่าการดื่มน้ำในตอนเช้าประมาณ 300 – 500 ซีซี จะช่วยเพิ่มกระบวนการเผาผลาญในร่างกาย (Metabolism) พุ่งขึ้น 24% ต่อเนื่องถึง 90 นาทีหลังจากนั้น
(แต่ถ้าจำนวนไม่มากพอ เช่นแค่ จิบ ๆ จะไม่ส่งผลใด ๆ ต่อร่างกาย) นอกเหนือไปกว่านั้นจะทำให้เซลล์กล้ามเนื้อทำงานได้ดีมากยิ่งขึ้น joker และอย่าลืมว่าตลอดทั้งวันเราควรเติมน้ำเข้าในร่างกายให้ได้ 1 -2 ลิตร

2.อย่าละเลยอาหารเช้า

มหาวิทยาลัยแมสซาชูเสต ได้ทำการวิจัยไว้ว่า หนุ่มที่งดอาหารเช้ามีโอกาสที่จะพุงใหญ่กว่าคนที่กินอาหารเช้าสม่ำเสมอถึง 4.5 เท่า ซึ่งน่าจะมีคำขวัญเตือนใจหนุ่ม ๆ ได้ว่า ปริมาณอาหารเช้าจะเป็นปฏิภาคผกผันกับขนาดรอบเอวของคุณ แปลความได้ว่า กินอาหารเช้ามาก จะได้พุงเล็ก (หรือไม่มีพุง) แต่ถ้าไม่กินอาหารเช้าหรือกินน้อยมีโอกาสพุงใหญj

3.ก่อนรับประทาน นึกถึงเป้าหมาย (Six Pack)

แนวคิดนี้จะช่วยได้มากสำหรับหนุ่มที่มุ่งมั่นในเป้าหมายก่อนจะใส่อะไรตามใจปาก เขาจะคิดคำนวณไปว่าถ้ากินขาหมูจานนี้หรือเลือกปลานึ่งจานโน้น จานไหนจะทำให้กล้ามท้องเป็นไปตามที่เขาต้องการ ปลูกฝังความคิดแบบนี้ในหัวคุณ แทงบอลออนไลน์ เพราะนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยไอโอว่าวิจัยกับหนุ่มหุ่นดีมากมายแล้วว่านี่คือวิธีที่เขาทำแล้วได้ Six Pack มาอวดสาว

4.เตรียมอาหารมีประโยชน์ใกล้ตัว

บ่อยครั้งที่เรามักตามใจปาก ตามใจท้องโดยไม่ได้ตั้งใจ เช่นกำลังอยู่ในช่วงดูแลหุ่นให้งามแต่วันนี้หิวหน้ามืดเดินผ่านร้านข้าวมันไก่ตอนก็ตบะแตกทันทีหรือทำงานยามบ่ายกำลังง่วงพรรคพวกชวนกินเค้กก้อนใหญ่ก็ขัดไม่ได้ (ความจริงคืออย่าห้าม)

ผู้เชี่ยวชาญด้าน Six Pack แนะวิธีป้องกันได้ง่าย ๆ โดยให้เตรียมของว่างที่มีคุณภาพไว้ใกล้ตัว ยกตัวอย่างที่ท่านอาจนำไปประยุกต์ได้ บางคนจะแพ็คใส่กล่องไว้ใกล้ตัว อาทิ เบียร์สองกระป๋อง อันนี้ไม่ใช่แน่ เพราะเบียร์คือศัตรูตัวร้ายของกล้ามท้องอันสวยงาม

เช่น คุณอาจใส่แอ๊บเปิ้ลสำหรับของว่างตอนเช้า อาหารว่างตอนบ่ายอาจเป็นกล้วยหอม หรือ โปรตีนเชค (ที่อิ่มท้องได้พลังงานแต่ไม่เพิ่มไขมันส่วนเกิน) ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าการเตรียมของว่างคุณภาพไว้ใกล้ตัวเสมอ จะทำให้เราได้รับพลังงานเพียงพอกับการใช้งานหรือไว้ใช้ในการออกกำลังกายและไม่ทำให้เรามีส่วนเกิน ที่จะสร้างเป็นไขมันปกปิดกล้ามเนื้อท้องของเราเสียมิดชิด

5.ออกกำลังกายให้ถูกวิธี

ผู้หญิงและผู้ชายมีกล้ามเนื้อท้องเป็นมัดทุกคนแต่เรามักไม่ค่อยเห็นเพราะเราเอาชั้นไขมันปกปิดมันจนมิด บางคนเข้าฟิตเนสออกกำลังกายพยายามทุกวิถีทางเพ่งไปที่กล้ามท้อง เช่น ซิทอัพ เป็นร้อยครั้ง
กลับจะได้ผลไม่มากเท่าการขจัดไขมันออกจากพุง ซึ่งวิธีที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำมีอยู่ 2 วิธีคือการยกน้ำหนักและการออกกำลังกายแบบ HITT(High – Intensity Interval Training)
เราคงเคยฟังจนคุ้นเคยแล้วว่าคุณควรออกกำลังกาย 1- 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละอย่างน้อย 30 นาที เหมือนท่องสูตรคูณ แต่ทว่าวิธีการดังกล่าวมีผลต่อการลดน้ำหนักบ้างสำหรับผู้เริ่มต้นและจะช่วยให้ระบบหลอดเลือดหัวใจและหัวใจแข็งแรงแต่ไม่สามารถทำให้ไขมันส่วนเกินออกไปได้รวดเร็วทันใจ
การออกกำลังกายแบบ HITT เนื้อหาคือรวดเร็ว เข้มข้น หนักเพียงพอ เช่นแทนที่คุณจะวิ่งเหยาะ ๆ ซัก 30 นานทีแบบเหงื่อซึม คุณเปลี่ยนเป็นวิ่งเร็วแบบวิ่งแข่งกระทั่งคุณเหนื่อยมากแล้วหยุดเดิน หายเหนื่อยก็ทำซ้ำแบบเดิม

ออกกำลังกายแบบนี้จะเพิ่มอัตราการเผาผลาญในร่างกายคุณมากกว่าการวิ่งเหยาะแบบยาวนาน อีกทั้งยังมีผลต่อเนื่องถึง 39 ชั่วโมงหลังจากนั้น หรือแม้แต่การยกน้ำหนัก 30 นาที ก็เผาผลาญแคลอรี่ได้เท่ากับการวิ่งเร็ว 4 นาที/กม. (ราว 15 กม/ชม. แต่การยกเวทคุณได้เพิ่มกล้ามเนื้อขึ้นมา

6.อย่านอนดึก

นอนดึกทำให้ลงพุง ฟังดูไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน แต่มหาวิทยาลัยชิคาโกได้มีผลวิจัยว่า หากคุณนอนไม่หลับหรืออดนอนเพียง 3 คืน จะทำให้เซลล์กล้ามเนื้อของเราต่อต้านต่อฮอร์โมนอินซูลิน จากการต่อต้านนี้ทำให้เกิดไขมันไปสะสมเพิ่มขึ้นที่พุงของเราได้
บทสรุปของคนนอนดึก อดนอน ระบบฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ขจัดไขมันในร่างกายถูกรบกวน ความสามารถในการเผาผลาญไขมันก็ลดลง เมื่อเผาไม่ทันก็ฝากเอาไว้ที่พุงก่อน

ท่าออกกำลังกายสร้าง Six Pack

ตั้งชื่อภาพ Get a Six Pack (for Girls) Step 4

ทำท่าแพลงค์ (plank). การออกกำลังกายท่าแพลงค์เป็นอีกท่าที่ดูเหมือนง่ายแต่ได้ผลมากในการทำให้หน้าท้องแบนเรียบ ที่คุณต้องใช้ก็แค่หาพื้นเรียบๆ มีเวลาสักหน่อย และกำลังใจแบบเอาจริงในระหว่างที่คุณรู้สึกถึงการเผาผลาญพลังงานในตัว

  • ล้มตัวอยู่ในท่านอนคว่ำ ให้มีแค่ปลายนิ้วเท้ากับท่อนแขนล่างตั้งแต่ปลายข่อศอกจรดอุ้งกำปั้นเท่านั้นที่เป็นส่วนของร่างกายที่แตะกับพื้น
  • ให้แน่ใจว่าปลายเท้ากับท่อนแขนนั้นคอยรับน้ำหนักตัวคุณ
  • รักษาลำตัวให้เป็นเส้นตรงที่สุดตลอดเวลา ค้างท่านี้ไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้
    • เพิ่มความยากลงไป โดยยกแขนหรือขาข้างหนึ่งขึ้น ยกเท้าข้างหนึ่งวางไว้บนเท้าอีกข้างเพื่อเพิ่มความยาก
    • เพิ่มความยากขึ้นไปอีก ให้สวมเสื้อกั๊กถ่วงน้ำหนักหรือค่อยๆ วางแผ่นน้ำหนักลงบนแผ่นหลัง
ตั้งชื่อภาพ Get a Six Pack (for Girls) Step 5

ทำท่ายกขา. อีกวิธีปั้นหน้าท้องก็คือการยกขา คุณจะรู้สึกได้เลยว่าท่านี้ได้ผลขนาดไหนเมื่อได้ลองทำท่าเริ่มต้นดู

  • ในการตั้งท่าเริ่มต้น ให้นอนราบลงบนพื้นปูเสื่อ ศีรษะ, ส่วนหลัง และขาให้เสมอไปกับพื้น เอามือไปสอดรองไว้ใต้ก้น
  • ค่อยๆ ยกเท้าขึ้นเหนือพื้นราวหนึ่งนิ้ว เพื่อที่มันจะไม่ได้ยกสูงขึ้นเหนือพื้นแต่ให้ขนานไปกับพื้น ค้างท่านี้ไว้จนคุณเริ่มรู้สึกถึงการเผาผลาญในหน้าท้อง
  • ค่อยๆ ยกขาที่ยืดเหยียดอยู่นั้นโดยให้เข่างอช่วยเล็กน้อย จนกระทั่งขาตั้งฉากเป็นมุม 90 องศากับพื้น ร่างกายของคุณจะมีรูปทรงเหมือนตัว “L”
  • เมื่อขาทั้งสองข้างยกขึ้นตั้งฉาก 90 องศาแล้ว ให้เกร็งหน้าท้องไว้หนึ่งนาที แล้วค่อยๆ เอาขาลงกลับไปสู่ท่าตั้งต้น หายใจออกแล้วทำซ้ำ
ตั้งชื่อภาพ Get a Six Pack (for Girls) Step 6

ทำท่าครันช์ (crunches). ครันช์เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้หน้าท้องราบเรียบได้เร็วและได้ผล ท่าครันช์นั้นมีหลากหลายท่าย่อย สำหรับท่าครันช์ธรรมดานั้นให้คุณนอนหงายบนพื้นเสื่อ ให้หลังแนบติดพื้นและหัวเข่างอเป็นมุมประมาณ 60 องศา เอามือวางไว้บริเวณขมับหรือเอามือกอดอก ยกช่วงไหล่ขึ้นเหนือพื้นให้รู้สึกถึง “แรงบด” ตรงหน้าท้อง หายใจออกแล้วล้มตัวกลับไปที่พื้น ทำซ้ำ

  • ลองท่าครันช์แบบ “ชูมือเหนือศีรษะ” แทนที่จะวางมือไว้ตรงขมับ ก็ให้ทำท่าครันช์ธรรมดาโดยยื่นมือออกไปเหนือศีรษะโดยไขว้ฝ่ามือกัน พยายามยื่นแขนเหนือศีรษะตลอดเวลาในขณะที่คุณทำท่าครันช์จนจบเซ็ต
  • ลองท่าครันช์แบบ “ข้ามลำตัว” ใช้มือประคองเบาๆ ที่หลังศีรษะ แล้วยกข้อศอกข้างซ้ายกับหัวเข่าขวามาแตะกันตอนทำท่าครันช์ ล้มตัวลงแล้วยกข้อศอกขวามาแตะหัวเข่าซ้ายตอนครันช์ พยายามยกบริเวณหัวไหล่ขึ้นมาทั้งหมดแทนที่จะยกแต่ข้อศอก จำไว้ว่ากุญแจสำคัญอยู่ที่การเกร็งหน้าท้องตอนทำท่านี้
  • ลองท่าครันช์แบบ “ขาอยู่บนลูกบอลออกกำลังกาย” แทนที่จะวางขาบนพื้น ให้วางขาเป็นมุมฉากบนลูกบอลสำหรับออกกำลังกาย ค่อยๆ กลิ้งหัวไหล่ขึ้นมาจากพื้นและเกร็งหน้าท้องไปด้วยเหมือนกับท่าครันช์ธรรมดา ล้มตัวลงแล้วทำซ้ำ
  • ลองท่าครันช์แบบ “ลำตัวลาดลง” หาม้านอนแบบเอียงลาดลงแล้วล็อกขาไว้ที่ส่วนที่สูงที่สุดเพื่อไม่ให้หล่นพื้น เอนตัวลงให้ร่างกายแนบราบไปกับพื้นม้านอน เอามือกอดอก ค่อยๆ ยกช่วงไหล่ขึ้นพร้อมเกร็งหน้าท้อง เกร็งค้างไว้สักหนึ่งวินาที เอนตัวลงแล้วทำซ้ำ
  • ลองเวียนท่าครันช์แบบต่างๆ เช่น: ท่าธรรมดา 20 ครั้ง, ท่าข้ามลำตัว 10 ครั้ง ท่ามือเหนือศีรษะ 15 ครั้ง
ตั้งชื่อภาพ Get a Six Pack (for Girls) Step 7

ยกน้ำหนักตัวเอง. นำเก้าอี้ที่มีความสูงเท่ากันมาสองตัว วางแขนท่อนล่างไว้บนนั้น แล้วยกขาขึ้นเหนือพื้นในลักษณะขึ้นและลง แต่ระมัดระวังไม่ให้ตัวคุณลื่นล้ม

ตั้งชื่อภาพ Get a Six Pack (for Girls) Step 8

เล่นคาร์ดิโอให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้. วางไว้เลยว่าต้องวิ่งให้ได้สองกิโลอย่างน้อยก็สัปดาห์ละหนึ่งวัน เล่นเกมพวกตี่จับนี่ก็เผาผลาญแคลอรี่ได้ใช่ย่อย การพาหมาออกไปวิ่งเล่นก็เป็นวิธีที่สะดวกต่อการได้วิ่ง อย่าลืมว่าต้องดื่มน้ำตามให้เยอะๆ ด้วย!

ตั้งชื่อภาพ Get a Six Pack (for Girls) Step 9

ในตอนเริ่มต้นให้ออกกำลังส่วนหน้าท้องนี้ประมาณ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 วัน. แล้วเพิ่มขึ้นจนออกกำลังกายได้ตลอด 5 วันต่อสัปดาห์ ถึงที่สุดแล้วเมื่อสามารถทำมันได้อย่างง่ายดาย ก็ให้ออกวันละสองครั้ง สัปดาห์ละ 5 วัน

เคล็ดลับ

  • ก่อนและระหว่างการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ การดื่มน้ำนั้นดีที่สุด อย่างไรก็ดี หลังจากคุณออกกำลังกายมานั้น ร่างกายอาจต้องการอิเล็กโทรไลต์และเกลือแร่ที่สูญเสียไป วิธีที่ดีที่สุดในการเติมสารอาหารเหล่านี้ก็คือการดื่มน้ำเกลือแร่อย่าง Gatorade หรือ Powerade แต่เราล้วนทราบดีว่าเครื่องดื่มเหล่านี้มักมีน้ำตาลผสมอยู่ด้วย ให้เลือกเครื่องดื่มเกลือแร่ยี่ห้อที่คุณชอบแล้วรินออกไปราว 1/3 ของขวด จากนั้นเติมน้ำลงไปในขวดจนกลับมามีปริมาณเท่าเดิม
  • การอดอาหารมีแต่ทำให้กล้ามเนื้อขาดอาหารไปด้วยเท่านั้น คุณจึงควรเลี้ยงกล้ามเนื้อด้วยการรับประทานไขมันและคาร์โบไฮเดรตต่ำ แต่อย่าให้อาหารกับกล้ามเนื้อมากเกินไป ไม่งั้นมันจะเปลี่ยนจากลดเป็นเพิ่มไขมันแทน ร่างกายต้องการพลังงานจากที่ไหนสักแห่ง และคุณจะสูญเสียกล้ามเนื้อหน้าท้องที่พยายามปั้นไปหากคุณอดอาหาร
  • ภายใต้ชั้นไขมันนั้นการออกกำลังกายส่วนหน้าท้องของคุณแทบจะไร้ประโยชน์ เพราะอะไรนะเหรอ? ไม่มีใครเขาเห็นผลงานตรงนี้ไง
  • ถ้าจะให้สนุกขึ้นให้ชวนเพื่อนมาร่วมออกกำลังกายกับคุณ
  • ในระหว่างการออกกำลังกายยกขาขึ้นนั้น ลองถ่วงน้ำหนักไว้ที่เท้า จะช่วยเกร็งตรงส่วนท้องได้มากขึ้น
  • ให้แน่ใจว่าคุณยังคงรับประทานอาหารถ้าคุณมีความฟิตดีอยู่แล้ว คุณต้องเอาพลังงานใส่กลับคืนสู่ร่างกายหลังจากใช้มันออกไป แต่ให้ทานอาหารที่มีประโยชน์…ไม่ใช่อาหารประเภทเต็มไปด้วยไขมัน บาคาร่า สูตรบาคาร่า
  • พยายามเดินก้าวยาวๆ หลังออกกำลังกาย
  • ในการออกกำลังกายแต่ละครั้ง ในช่วงที่มีการเกร็งค้างไว้ ให้ค้างนานขึ้นในแต่ละการทำท่านั้น เช่น คุณทำท่าแพลงค์ค้างไว้ 30 วินาที หยุดพักสักครู่หนึ่งแล้วทำท่าแพลงค์อีกที แต่คราวนี้ให้ค้างท่าไว้ 45 วินาที
  • ยืดเส้นก่อนออกกำลังกายทุกครั้ง
  • ถ้าคุณต้องการหน้าท้องแบนเรียบและออกกำลังกายเป็นครั้งแรก คุณควรเริ่มต้นด้วยตัวเลขน้อยๆ ก่อน เช่น ทำท่าครันช์ 15 ครั้งแล้ววันรุ่งขึ้นค่อยขยับเป็น 20 ครั้ง ค่อยๆ เพิ่มจำนวนครั้งเพื่อการพัฒนา
วิธีสร้าง Six Pack ด้วยตัวเองแบบง่ายๆ ได้ผลจริง

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

เกมสนุกแถบได้ตัง : Slotxo , PGSLOT

วิธีเลือกกินอาหารตาม "กรุ๊ปเลือด" ที่คุณควรรู้

วิธีเลือกกินอาหารตาม “กรุ๊ปเลือด” ที่คุณควรรู้

วิธีเลือกกินอาหารตาม “กรุ๊ปเลือด” ที่คุณควรรู้

ทำไมต้องกินอาหารตามกรุ๊ปเลือด ?

จากความแตกต่างของสารเคมีในเลือดนี่เอง จึงทำให้เลือดแต่ละกรุ๊ปมีความสามารถในการย่อยต่างกัน ถ้าสามารถย่อยได้หมด ร่างกายก็จะนำสารอาหารไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ แต่ถ้าย่อยไม่หมด ก็จะตกค้างอยู่ในร่างกายและเน่าเสีย เมื่อถูกดูดซึมกลับไปอีกครั้งก็จะทำให้ร่างกายป่วยง่ายขึ้น

สรุปก็คือ การกินอาหารไม่ตรงตามกรุ๊ปเลือดจะมีผลให้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง ภูมิแพ้ และมีความเสื่อมตามเซลล์และส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้เร็วขึ้น

วิธีเลือกกินอาหารตาม "กรุ๊ปเลือด" ที่คุณควรรู้

วิธีสังเกตว่าเรากินอาหารได้เหมาะสมแล้วหรือยัง ?

เริ่มต้นจากให้เราพยายามสังเกตและจดทุกอย่างที่เรากินหรือมีปฏิกิริยาเกิดขึ้น เช่น วันนี้กินอะไรเข้าไปแล้วทำให้รู้สึกเหนื่อยหรือหมดแรง แทงบอลออนไลน์ จากนั้นก็ทำการจดบันทึกอาหารประจำวัน เพื่อเช็กว่าเรากินอาหารได้อย่างเหมาะสมแล้วหรือยัง ซึ่งเราอาจพบว่าตัวเองกินอาหารไม่เหมาะสมมาตลอดก็ได้

อายุมีผลต่อกรุ๊ปเลือดหรือไม่ ?

ความจริงแล้วโรคภูมิแพ้และปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ล้วนมีอายุเป็นตัวแปรเสมอ เช่น เด็กและคนชราที่ร่างกายมีความอ่อนแออยู่แล้ว จะมีโอกาสป่วยหรือเสี่ยงเป็นโรคต่าง ๆ ได้มากกว่าคนหนุ่มสาวที่มีร่างกายแข็งแรง ดังนั้นการกินตามกรุ๊ปเลือดจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ร่างกายของทุกคนมีความแข็งแรงตามช่วงอายุ บาคาร่าถ้าเรากินเป็นประจำจนระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้ดีแล้ว ก็จะส่งผลให้ร่างกายของเราแข็งแรงไปจนถึงวัยชรานั่นเอง

ที่มา : PG SLOT

ความสัมพันธ์ของอาหารกรดและด่างกับกรุ๊ปเลือด

-กรุ๊ปเลือดที่มีความเป็นกรดสูง ทำให้กินเนื้อสัตว์ได้มากที่สุด คือ กรุ๊ปเลือด O > B > AB > A

-กรุ๊ปเลือดที่มีความเป็นกรดต่ำ ควรกินผักเพื่อรักษาสมดุลให้มากที่สุด คือ กรุ๊ป-เลือด A > O > AB > B

กรุ๊ป O High Protein

วิธีเลือกกินอาหารตาม "กรุ๊ปเลือด" ที่คุณควรรู้

ปัญหาของคนเลือดกรุ๊ปนี้คือ กระเพาะมีความเป็นกรดสูง สามารถย่อยอาหารจำพวกเนื้อได้ดีกว่าเลือดกรุ๊ปอื่น แต่ระบบการเผาผลาญไม่ค่อยดี ระดับฮอร์โมนไทรอยด์ไม่ค่อยคงที่ จึงทำให้อ้วนง่าย ตามติดมาด้วยปัญหาเลือดแข็งตัวช้า

อาหารที่เหมาะกับกรุ๊ปเลือด

ผลไม้กินได้แทบทุกชนิดโดยเฉพาะตระกูลเกรปฟรุต ตระกูลเบอร์รี่ (ยกเว้นแบล็คเบอร์รี่) ช่วยลดน้ำหนัก ควรเลี่ยงแคนตาลูป มะพร้าว ส้ม และสตรอเบอร์รี่ เพราะมีกรดสูงเกินไป ชา สมุนไพรที่ดีต่อสุขภาพ อาทิเปปเปอร์มินท์ Licorice Tea Parsley ฯลฯ ไม่ควรดื่มเบียร์ ชา กาแฟ เพราะจะเพิ่มกรดในกระเพาะให้หนักเข้าไปอีก

ตัวอย่างสถานการณ์การทานของชาวกรุ๊ป O

กรุ๊ปโอเป็นกรุ๊ปเลือดที่มีวิตามินมากพอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าอาจจะมีปัญหาบ้างที่จะเกี่ยวกับระบบ metabolism (การเผาผลาญเพื่อนำพลังงานไปใช้ในระบบร่างกาย) จึงควรรับประทานอาหารที่มีไวตามินบี เช่น เนื้อ ตับ เซี่ยงจี๊ ไข่ 5ฟอง/อาทิตย์ ผลไม้ ผักใบเขียวและถั่ว ซึ่งเป็นชนิดที่เหมาะกับเลือดกรุ๊ปโอ หรือเสริมด้วย ไวตามิน บี-คอมเพล็กซ์joker

และระบบย่อยของคนเลือดกรุ๊ปโอ ไม่รับแคลเซียมจากผลิตภัณฑ์นม จึงต้องหาแคลเซียมจากที่อื่นแทนซึ่งนั่นก็ได้แก่ ปลาซาร์ดีน หรือ ปลาแซลมอนกระป๋องทั้งก้าง บร็อคโคลี่ และผักcollard green

สำหรับเด็ก ที่อายุ 2-5 ขวบ และ 9-16 ขวบ รวมทั้งผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนอาจต้องเพิ่มแคลเซียมเสริม 600-1,100 มิลลิกรัม และเพื่อเป็นการป้องกันการอักเสบในส่วนต่างๆของร่างกายด้วย

อาหาร อีกชนิดที่คนเลือดกรุ๊ปจะต้องรับประทานคือ อาหารทะเล เพราะอาหารทะเลนั้นจะให้ไอโอดีน เป็นการเพิ่มผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ซึ่งจะช่วยทำให้ควบคุมน้ำหนักของคนเลือด กรุ๊ปนี้ให้คงที่ เพราะถ้าหากไทรอยด์ไม่คงที่จะทำให้อ้วนได้ง่าย

ผลไม้ที่รับประทานกับเลือดกรุ๊ปโอได้จะมีไม่กี่ชนิด เช่น พลับ พรุน และมะเดื่อ ผลไม้จำพวกนี้จะช่วยลดการละคายเคืองในกระเพาะอาหารได้

น้ำ ผลไม้ที่ดี คือ นำสับปะรด จะช่วยอุ้มน้ำของเซลในร่างกาย หรือน้ำแบลคเชอรี่ จัดว่าเป็นน้ำที่ดีกับเลือดกรุ๊ปโอมาก เพราะเป็น High alkaline juice ทำให้ลดการระคายเคืองของกระเพาะ

ส่วนถ้าเป็นการดื่มชาสมุนไพรนั้นก็ มีชาบางชนิดที่เสริมกับกรุ๊ปเลือดได้ดี เช่น Licoria ช่วยในเรื่องของกระเพาะ, Peppermint, Parsley, Rosehips, Sarsaparilla ช่วยลดความเครียด เป็นต้น

กรุ๊ป A นักมังสวิรัติ

คนเลือดกรุ๊ปนี้ส่วนใหญ่จะมีกรดในกระเพาะต่ำ ทำให้ระบบการย่อยไม่ค่อยดี ระบบภูมิคุ้มกันก็ไม่ดี มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และมะเร็ง กรุ๊ปเอจึงถูกจัดเป็นมังสวิรัติ

กรุ๊ป B อ้วนง่าย

คนที่มีเลือดกรุ๊ปนี้ ส่วนใหญ่มีปัญหากับไวรัส และภูมิคุ้มกันบกพร่อง ระบบประสาทไม่ค่อยดี ชอบปวดตามข้อ ซึ่งไม่ใช่อาการของเกาต์หรือรูมาตอยด์ มีโอกาสเกิดโรคแผลในสมอง (sclerosis) หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง

อาหารที่เหมาะกับกรุ๊ปเลือด B

กินผลไม้ได้แทบทุกชนิด ยกเว้น ลูกพลับ ทับทิม และลูกแพร์ ชาสมุนไพรที่ให้ประโยชน์คือ ขิง เปปเปอร์มิ้นต์ โสม ชาเขียว

ตัวอย่างสถานการณ์การทานของชาวกรุ๊ป B

ญาญ่าเธอโชคดีกว่าใคร เพราะกรุ๊ปเลือดบี มีความสมดุล คือไม่ข้นหรือเหลวเกินไป จึงเลือกรับประทานอาหารได้หลากหลายครอบครอบคลุมทุกหมู่ รวมทั้งสามารถดื่มนมได้ไม่มีปัญหา และไม่มีแนวโน้มจะเป็นโรคมะเร็งหรือโรคหัวใจเหมือนกรุ๊ป เอ อย่างไรก็ดี เธอจำเป็นต้องเลิกกินข้าวโพดของโปรดเพราะเป็นตัวการทำให้เธอน้ำหนักขึ้นง่าย กว่าอาหารอย่างอื่น

กรุ๊ป AB มังสวิรัติ และคาร์โบไฮเดรต

กรุ๊ปนี้เป็นการผสมผสานระหว่างกรุ๊ปเลือด A กับ B ดังนั้นวิธีการกินที่เหมาะสมกับคนกรุ๊ปนี้เป็นการผสมผสานการกินมังสวิรัติหน่อย ๆ กับการกินแบบกรุ๊ปบี นิด ๆ คนที่มีเลือดกรุ๊ปนี้มีจุดอ่อนเรื่องสุขภาพอยู่ที่ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และกรดในกระเพาะต่ำ

กรุ๊ป A

นอกจากนี้ในวงการ แพทย์แผนไทย ได้มีการแนะนำน้ำสมุนไพรและประยุกต์นำเอาธรรมชาติมาใช้รักษาร่างกายจากโรค ภัยต่างๆ หรือการปรับสมดุลของร่างกายของธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ การดื่มน้ำสมุนไพรตามหลักทฤษฎีการแพทย์แผนไทยสามารถกระทำได้โดยการดื่มตาม เวลาใน 1 วัน ที่ธาตุในร่างกายของคนเราเปลี่ยนแปลงไป (กาลสมุฏฐาน)โดยมีการแบ่งเวลาดังนี้

เวลา 06.00 – 10.00 น. และ 8.00 – 22.00 น.

เวลา 10.00 – 14.00 น. และ 22.00 – 02.00 น.

ร่างกายมักจะเจ็บป่วยด้วยธาตุไฟ น้ำสมุนไพรที่ช่วยบำรุง และปรับสมดุลธาตุไฟ ได้แก่ น้ำสมุนไพรที่มีรสขม เช่น น้ำบัวบก น้ำลูกเดือย

เวลา 14.00 – 18.00 น. และ 02.00 – 06.00 น.

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

เกมสนุกแถบได้ตัง : Slotxo , PGSLOT , บาคาร่า สูตรบาคาร่า

กีฬา Jet Ski คือเสน่ห์การท้าทายเหนือผิวน้ำ

กีฬา Jet Ski คือเสน่ห์การท้าทายเหนือผิวน้ำ

กีฬา Jet Ski คือเสน่ห์การท้าทายเหนือผิวน้ำ เจ็ตสกี คือ เรือแข่ง หรือพาหนะที่ใช้เล่นกีฬาทางน้ำ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แถมมีนักกีฬาจ็ตสกีไทยไปสร้างชื่อเสียงในการแข่งขันระดับโลกมาไม่น้อย เพราะเจ็ตสกีเป็นกีฬาทางน้ำที่เล่นง่าย และปลอดภัย ถ้าว่ายน้ำเป็น ทั้งยังเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อทุกส่วน เพราะต้องใช้ร่างกายทั้งตัว ควบคุมเครื่องเล่น รวมถึงผู้เล่นต้องมีสมาธิและสติที่นิ่งเป็นอย่างยิ่ง บาคาร่า สูตรบาคาร่า

ระดับขั้นของนักกีฬา

กีฬา Jet Ski คือเสน่ห์การท้าทายเหนือผิวน้ำ


• ‘BEGINNER’ – นักกีฬาในขั้นเริ่มต้น 
• ‘NOVICE’ – นักกีฬาระดับมือใหม่ที่มีประสบการณ์แล้ว
• ‘EXPERT’ – นักกีฬาระดับกึ่งอาชีพ
• ‘PRO’ – นักกีฬาระดับมืออาชีพ
ในบางกรณี การแข่งขันจะอนุญาตให้นักกีฬาลงแข่งรวมขั้นกันได้ เช่น
• ‘AMATEUR’ – นักกีฬาที่รวมขั้นระหว่าง NOVICE และ EXPERT 
• ‘PRO-AM’ – นักกีฬาที่รวมขั้นระหว่าง EXPERT และ PRO

ประเภทของเรือเจ็ตสกี

 แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
• ‘SKI’ – เรือเจ็ตสกีแบบยืน 
• ‘SPORT’ – เรือเจ็ตสกีแบบสปอร์ต (ผสมระหว่างเรือยืนและเรือนั่ง)
• ‘RUNABOUT’ – เรือเจ็ตสกีแบบนั่ง

ขนาดของเครื่องยนต์แข่งขัน (ซีซี)

แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
• เครื่องยนต์ 800 ซีซี – 2 จังหวะ
• เครื่องยนต์ 1200 ซีซี – 2 จังหวะ
ปัจจุบันมีการผลิตเครื่องยนต์ 4 จังหวะ ~1600 ซีซี แต่ยังคงถูกจัดลงแข่งอยู่ในประเภท1200 ซีซี – 2 จังหวะ

ระดับของการปรับแต่งเครื่องยนต์แข่งขัน 

มี 4 ประเภท คือ


• รุ่น ‘STOCK’ คือ โดยรวมแล้วเรือเจ็ตสกีจะต้องเป็นอุปกรณ์มาตรฐานเดิมจากโรงงาน
• รุ่น ‘LIMITED’ คือ โดยรวมสามารถเปลี่ยนอุปกรณ์-อะไหล่ แต่ไม่สามารถ MODIFIED ได้
• รุ่น ‘OPEN’ คือ โดยรวมสามารถเปลี่ยนอุปกรณ์-อะไหล่ และ MODIFIED ได้
• รุ่น ‘MODIFIED’ คือ สามารถ MODIFIED ได้อย่างเต็มที่ แทงบอลออนไลน์ ภายใต้กฏการแข่งขันที่ปลอดภัย

รายละเอียดในการแต่งเครื่องยนต์รุ่นต่างๆ อยู่ในหนังสือกฎการแข่งขัน 
“IJSBA RULE BOOK” ซึ่งใช้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก

การแข่งขันชนิดต่างๆ 

มีอยู่ด้วยกัน 4 ประเภท ประกอบด้วย
• ‘CLOSED COURSE’ – การแข่งขันที่หาผู้ชนะจากผู้ที่เข้าเส้นชัยเป็นอันดับแรก
• ‘SLALOM’ – การแข่งขันแบบจับเวลา
• ‘FREE STYLE’ – การแข่งขันแสดงท่าทาง
• ‘ENDURANCE’ – การแข่งขันระยะทางไกล

การเรียกชื่อรุ่นการแข่งขัน ‘CLOSED COURSE’

ชื่อรุ่นการแข่งขันอย่างเป็นทางการ เช่น
: รุ่น ‘PRO RUNABOUT 800 OPEN’ คือ รุ่นนักแข่งระดับมืออาชีพ เรือเจ็ตสกีประเภทนั่ง
เครื่องยนต์ 800 ซีซี แต่งเครื่องยนต์แบบ OPEN

กติกาและขั้นตอนของการแข่งขัน ‘CLOSED COURSE’

การแข่งขันในแต่ละครั้ง จะจำกัดจำนวนเรือแข่งมากที่สุด 12 ถึงไม่เกิน 18 ลำ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ RACE DIRECTOR ในการแข่งขันรุ่นนั้นๆ กรณีที่มีผู้สมัครเข้าแข่งขันจำนวนมากกว่า 18 คน หรือจำนวนที่กำหนด จะแบ่งกลุ่มทำการแข่งขันในรอบคัดตัว (Qualifier) โดยมีรูปแบบการแข่งขันดังนี้

ที่มา : PG SLOT

1.ยกตัวอย่าง มีนักกีฬาสมัครเข้าร่วมการแข่งขัน 24 คน ต้องแข่งขันรอบสุดท้าย 18 คน
• การแข่งขันรอบคัดตัว จะแบ่งนักกีฬาออกเป็น 2 กลุ่ม (HEAT) กลุ่มละ 12 คน 
คัดนักกีฬาลำดับที่ 1 – 8 ของแต่ละกลุ่มเข้าสู่รอบสุดท้าย = มีนักกีฬาผ่านเข้ารอบแล้ว 16 คน
นักกีฬาที่ตกรอบยังมีโอกาสอีกครั้งในการคัดตัว ‘LCQ.’ (Last Chance Qualifier)
• การแข่งขัน LCQ จะรวมนักกีฬาที่ไม่ผ่านเข้ารอบกลุ่มละ 4 คน มาคัดนักกีฬาลำดับที่ 1 – 2 (จาก 8 คน) ผ่านเข้ารอบเป็นโอกาสสุดท้าย
รวม ‘HEAT’ และ ‘LCQ’ มีนักกีฬาผ่านเข้ารอบ 18 คน
• การแข่งขันรอบสุดท้าย (MOTO) จะเป็นการแข่งขันแบบสะสมคะแนน (ดูได้จากตารางคะแนน)
ส่วนมากจะแข่งสะสมคะแนนรวมขั้นต่ำ 2 ครั้ง แต่ไม่เกิน 4 ครั้ง (2 – 4 MOTO)

2. การปล่อยตัว : เรือแข่งจะต้องเรียงแถวหน้ากระดานอยู่ใน Starting Gate และจะต้องปฏิบัติ ตามกติกาดังต่อไปนี้

3. การวิ่งเข้าสู่ช่วง ‘HOLE SHOT’ : เมื่อนักกีฬาออกจากเส้นปล่อยตัวไปแล้ว และไม่มีการทำผิดกติกาใดๆ ห้ามมิให้นักกีฬาขับขี่ข้ามเลนของตนเอง บาคาร่า หรือ ‘Crossing lane’ นักกีฬาที่ทำผิดกติกาในข้อนี้ อาจได้รับการลงโทษโดยการจับ ‘Jump Start’ หรือ การลงโทษขั้นสูงสุด คือ ถูกเชิญให้ออกจากการแข่งขัน โดยขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ RACE DIRECTIOR

3.1 การเข้า ‘HOLE SHOT’ นักกีฬาใน GATE ซ้าย และขวาจะต้องวิ่งมุ่งหน้าเข้าทุ่น HOLE SHOT ในเส้นทางของตนเองเท่านั้น โดยเรือที่อยู่ในจุดสตาร์ทตั้งแต่ช่องเลนที่ 2 ไป จะต้องเปิดช่องซ้ายสุดไว้ไม่ต่ำกว่า 1 ช่องเลนเสมอ และเลี้ยวซ้ายวิ่งตามเส้นทางบังคับ เมื่อผ่านกลับมาหน้ากรรมการ ถือเป็นการวิ่งผ่านรอบที่ 1 (โดยปกติจะแข่งประมาณ 8 – 12 รอบ)

3.2 นักกีฬาใน GATE ขวา ทั้งหมด ช่วงรอบที่ 1 จะต้องใช้เส้นทาง ด้านนอกเท่านั้น

3.3 นักกีฬาใน GATE ซ้าย ทั้งหมด ช่วงรอบที่ 1 จะต้องใช้เส้นทาง ด้านในเท่านั้น
(หมายเหตุ – รูปแบบเส้นทางแข่งขันปกติ ดูได้จากเอกสาร ‘ I ’)
(และสนามแข่งขันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับสภาพของสถานที่)

4. กติการะหว่างการแข่งขัน :

4.1 การถูกน็อครอบ – จะต้องหลีกทางให้เรือของนักกีฬาที่กำลังน็อครอบผ่านไปก่อน

4.2 กรณีเรือหมุน – จะต้องให้ทางแก่เรือที่ตามมาอย่างกระชั้นชิดไปก่อน และพยายามกลับมาในทิศทางเดิมเพื่อแข่งขันต่อไป

4.3 การที่จะนำเรือเข้าสู่เลนด้านใน – ต้องไม่เป็นการปาดตัดหน้าเรือนักกีฬาลำอื่น
อย่างกระชั้นชิด

4.4 กรณีนักกีฬาตกน้ำ – จะต้องแสดงสัญญาณมือโดยการชูมือขึ้นเหนือศีรษะ เพื่อแสดงว่า
ไม่ได้รับบาดเจ็บ และต้องการจะทำการแข่งขันต่อไป

หมายเหตุ : นักกีฬาที่มีอายุระหว่าง 14 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี การลงแข่งขันจะต้องได้รับอนุญาต
เป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ปกครอง จึงจะมีสิทธิเข้าร่วมการแข่งขันได้

สัญญาณธงในการแข่งขัน ‘CLOSED COURSE’

• สัญญาณการหมุนธง ณ จุดสตาร์ต หมายถึง การอนุญาตให้ติดเครื่องยนต์
• สัญญาณการชี้ธงไปยังนักกีฬา ณ จุดสตาร์ต หมายถึง เรือลำดังกล่าวกำลังทำผิดกติกาอยู่
• ธงสีเขียว หมายถึง ดำเนินการแข่งขันต่อไป
• การไขว้ธงเครื่องหมายกากบาท หมายถึง การแข่งขันได้ผ่านมาแล้วครึ่งทาง ยังเหลือระยะทางอีกครึ่งหนึ่งที่จะต้องทำการแข่งขันต่อไป
• ธงสีน้ำเงิน หมายถึง มีนักกีฬาที่ขับขี่ ‘น๊อครอบ’ ตามมาด้านหลัง จะต้องหลีกทางให้
• ธงสีดำ หมายถึง การเชิญให้ออกจากการแข่งขัน
• ธงขาว หมายถึง เหลือระยะทางอีกเพียง 1 รอบ จะถึงเส้นชัย
• ธงหมากรุก หมายถึง การเข้าเส้นชัย

กติกาและลักษณะหลักของแผนผังสนาม ‘CLOSED COURSE’ (ปกติ)

• นักกีฬาในประตูซ้าย – ในช่วงรอบที่ 1 ต้องวิ่งเส้นทางด้านใน (ทุ่น 1 – 9)
• นักกีฬาในประตูขวา – ในช่วงรอบที่ 1 ต้องวิ่งเส้นทางด้านนอก (ทุ่น 10 – 20 ยกเว้น ทุ่น 15, 19)
• หลังจากผ่านรอบที่ 1 นักกีฬาสามารถเลือก OPTION ใน (ทุ่น 6 – 9) หรือ 
OPTION นอก (ทุ่น 15 – 20 ยกเว้น ทุ่น 19) ก็ได้
• สนามแข่งขันอาจจะเปลี่ยนรูปแบบ แต่รูปแบบรอบที่ 1 และ ‘OPTION’ จะยังคงเหมือนเดิม

กีฬา Jet Ski คือเสน่ห์การท้าทายเหนือผิวน้ำ

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer บาคาร่า สูตรบาคาร่า

เกมสนุกแถบได้ตัง : Slotxo , PGSLOT , PGSLOTGAME

อาหารที่ควรทาน ก่อน-หลัง ออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพ

อาหารที่ควรทาน ก่อน-หลัง ออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพ

ทาน ก่อน – หลัง การออกกำลังกาย ล้วนสำคัญ

การทานอาหารก่อนออกกำลังกายจะช่วยทำให้สามารถออกกำลังกายได้นานขึ้น เพราะร่างกายแปลงพลังงานมาเก็บสะสมไว้ในรูปของพลังงานสำรองที่เรียกว่าไกรโคเจน เมื่อมีพลังงานก็มีแรงออกกำลังกายได้อย่างเต็มที่ เต็มกำลัง โดยสามารถพบไกรโคเจนได้ในอาหารจำพวกแป้งหรือคาร์โบไฮเดรต นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ และเสริมสร้างการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้ออีกด้วย 

ออกกำลังกายแบบไหน ทานอย่างไรดี ?

เราสามารถแยกการเลือกทานอาหารก่อนและหลัง ได้ตามประเภทของการการออกกำลังกายและตามความต้องการสารอาหารของแต่ละชนิดการออกกำลังกายได้ดังนี้

CIRCUIT TRAINING ผสมผสานการสร้ามกล้ามเนื้อพร้อมเพิ่มความฟิต

ถ้าหากเลือกการออกกำลังกายแบบ circuit training ซึ่งผสมผสานทั้ง strength training และ cardio การทานจะอาหารจะแตกต่างออกไป ซึ่งต้องทานทั้งโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตในเวลาที่ต่างกัน โดยอาหารก่อนออกกำลังกายจะแนะนำทานโปรตีน ระยะเวลาประมาณ 2 -3 ชม.ก่อนเริ่มการออกกำลังกาย และทานของว่างมื้อเล็กๆที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงแต่มีไขมันต่ำ ในระยะเวลาประมาณ 30 นาที – 1 ชม. หลังจากออกกำลังกาย 30 นาที – 1 ชม. ให้ทานคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนเป็นสัดส่วน 3:1 เพื่อป้องกันการสูญเสียของกล้ามเนื้อหลังจากออกกำลังกาย และควรดื่มน้ำมากๆเช่นเดียวกันกับการออกกำลังกาบแบบคาร์ดิโอ หลังจากนั้นอีก 3 – 4 ชม. ให้ทานอาหารที่ให้พลังงานปานกลางตามปรกติ โดยอาหารควรปรุงด้วยกรรมวิธีการ นึ่ง ต้ม ย่า อบ เผา หลีกเลี่ยงอาหาร ไขมันมันสูง เค็มจัด หวานจัด และควรกะปริมาณให้เหมาะสมกับกิจกรรมที่เราทำ โดยไม่เข้าข้างตัวเอง ไม่จัดหนักให้รางวัลเมื่ออกกำลังกายเสร็จ แทงบอล แต่ควรทำให้ได้ตามแผนการทานอาหารที่วางไว้อย่างเคร่งครัด    

โดยเฉพาะใครที่ต้องการซิคแพคแบบสวยๆ ต้องการลดน้ำหนักให้ฟิตแอนด์เฟิร์มแล้วล่ะก็ ขอบอกไว้ ณ โอกาสนี้เลยนะว่า การออกกำลังกายนั้นเป็นเพียงครึ่งทางของความสำเร็จเท่านั้น เพราะอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน ก็คือเรื่องอาหารการกินนั่นเอง

ถ้าเราเลือกทานอาหารให้เป็น มันก็จะยิ่งส่งเสริมให้เห็นมวลกล้ามเนื้อได้สวยงามและชัดเจนตามที่คุณต้องการ รู้หรือไม่? ว่าเราไม่ควรปล่อยให้ท้องว่างก่อนออกกำลังกายเพราะจะทำให้ร่างกายรู้สึกอ่อนแอไม่มีแรงออกกำลังกายได้

หลายคนถามว่าก่อนออกกำลังกายถ้าต้องกินอะไรรองท้องควรเลือกอาหารแบบไหนดี ดังนั้นวันนี้ดาวจะพาคุณมาทำความรู้จักกับอาหารทั้ง 7 ชนิดที่ควรจะรับประทานก่อนที่จะเริ่มออกกำลังกายนะคะ เพื่อเอาไว้เป็นตัวเลือกในการทานก่อนออกกำลังการครั้งถัดไป บาคาร่า สูตรบาคาร่า

อย่างที่ 2 คือ กล้วยหอม

กล้วมหอมมีน้ำตาลกลูโคสและฟรุคโตสจากธรรมชาติ ช่วยเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย ทำให้เรารู้สึกสดชื่น และมีแรงที่จะนำไปใช้ในการขยับกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ในกล้วยหอมยังมีแร่ธาตุต่างๆ อีกหลายชาติ ไม่ว่าจะเป็นสังกะสี แมกนีเซียม และโพสแทสเซียม ซึ่งช่วยปรับสมดุลของร่างกาย และลดโอกาสการเป็นตะคริวได้เป็นอย่างดี ไม่เชื่อลองทานกล่วยหอมสักลูกก่อนออกกำลังกาย 15 นาทีดูสิ

ตามติดมาด้วยอาหารดีอย่างที่ 3 โยเกิร์ต

อย่ากลัวไปเลยว่าการทานโยเกิร์ตแล้วจะทำให้ท้องคุณเดินในระหว่างที่ออกกำลังกาย เพราะมันจะไม่เป็นแบบนั้นได้ง่ายๆ หรอก ยกเว้นแต่ว่าคุณทานอาหารที่ไม่สะอาด หรือไม่อย่างนั้นก็มีอาหารแพ้โปรตีนจากนมเท่านั้นแหละ ซึ่งคุณควรทานโยเกิร์ต 1 ถ้วยก่อนออกกำลังกายประมาณ 15 นาที เพราะโปรตีนจากโยเกิร์ตนั้นย่อยง่าย มันจะถูกนำไปย่อยเป็นกรดอะมิโนเพื่อใช้สร้างมวลกล้ามเนื้อใหม่ๆ และเสริมสร้างกระดูกและฟันได้

ที่มา : PG SLOT

ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะอาหารอย่างที่ 4 ที่ควรกินก็คือ ข้าวโอ๊ต

ข้าวโอ๊ตนี่กินแค่ถ้วยเดียวก็พอ และควรทานก่อนออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาที คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนของข้าวโอ๊ตจะช่วยให้คุณอิ่มท้องได้นาน เมื่อออกกำลังกายเสร็จจะได้ไม่หิวโซจนกินอาหารเข้าไปเกินพิกัดยังไงล่ะ

อาหารดีอย่างที่ 5 ขนมปังโฮลเกรน

อันนี้มีทั้งโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต ซึ่งให้พลังงานสูง ควรทานครั้งละไม่เกิน 20 กรัมก่อนออกกำลังกาย 45 นาที ตัวนี้จะมีคุณสมบัติคล้ายๆ กับข้าวโอ๊ต คือให้พลังงาน และจะไม่ทำให้คุณตบะแตกหลังออกกำลังกาย

อาหารที่ควรทานอย่างที่ 6 ดาร์กชอคโกแลต

ปกติแล้วเขาไม่ให้กินของหวานก่อนออกกำลังกายนะ แต่อันนี้ก็พยายามเลิกชอคโกแลตที่มีน้ำตาลน้อยๆ หรือไม่มีส่วนผสมของน้ำตาลเลยได้ก็เป็นดี เพราะสารไบโอเฟลวานอยด์ในโกโก้ จะช่วยทำให้ร่างกายผ่อนกลาย และลดปริมาณการเกิดกรดในเรื่อง ซึ่งเป็นสาเหตุขึ้นของการเป็นตะคริว เราคิดทานชอคโกแลคชิ้นเล็กๆ พอดีคำจำนวน 1-2 ชิ้น ก่อนออกกำลังกายประมาณ 20 นาทีล่ะ

อาหารอย่างที่ 7 ที่ไม่ควรพลาดก็คือ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่

ผลไม้ตระกูลนี้อุดมไปด้วยวิตามินซีอย่างเต็มเปี่ยม มันจะช่วยให้ร่างกายของคุณสดชื่นและตื่นตัว อีกทั้งยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังเป็นผลไม้ที่มีมวลน้อย ทำให้ไม่รู้สึกหนักท้อง เวลาไปออกกำลังกายจะได้ไม่รู้สึกหน่วงๆ ที่ท้อง หรืออึดอัดแต่อย่างใด โดยคุณคุณกินผลไม้ตระกูลเบอร์รี่อย่างสตอเบอร์รี่ เชอร์รี่ ราสป์เบอร์รี่ หรือบลูเบอร์รี่จำนวน 1 กำมือ ก่อนออกกำลังกายเป็นเวลาอย่างน้อย 10 นาที

ถ้าหากรู้แบบนี้แล้ว ก่อนออกกำลังกายครั้งต่อไป อย่าลืมทานอาหารทั้ง 7 ชนิดนี้แต่ไม่ได้ให้ทานทุกอย่างในมื้อเดียวกัน เลือกมาสัก 1-2 อย่างก็เพียงพอแล้ว แต่ว่าควรจะทานสลับกันไปมา เพื่อไม่ให้เกิดความเบื่อหน่อยได้

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

เกมสนุกแถบได้ตัง : PGSLOTGAME

มาทำความรู้จัก “กีฬาสนุกเกอร์” มีประโยชน์แถมช่วยฝึกสมาธิให้คุณ

มาทำความรู้จัก “กีฬาสนุกเกอร์” มีประโยชน์แถมช่วยฝึกสมาธิให้คุณ เชื่อกันว่ามีการเริ่มเล่นกันอย่างจริงจังตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 โดยมีรากฐานของกีฬานี้มาจากกีฬาบิลเลียด (English Billiards) มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 โดยเป็นกีฬาที่นิยมเล่นกันในกองทัพอังกฤษที่ประจำอยู่ในประเทศอินเดียในยุคนั้น บาคาร่า สูตรบาคาร่า

ส่วนลูกที่เล่นในสมัยนั้น เป็นลูกที่ทำขึ้นมาจากงาช้าง ซึ่งแตกต่างจากลูกที่ใช้เล่นในสมัยใหม่เป็นอย่างมาก

ในช่วงศตวรรษที่ 19 กีฬาชนิดนี้ เป็นที่นิยมเล่นกันเป็นอย่างมากในหมู่ทหารอังกฤษที่ประจำอยู่ฐานทัพในประเทศอินเดีย เนื่องจากกีฬาบิลเลียดเป็นกีฬาที่เล่นกันระหว่างผู้เล่น 2 คน โดยใช้ลูกบิลเลียด 3 ลูก เป็นลูกคิวบอล 2 ลูกสำหรับผู้เล่นแต่ละคน และเป็นลูกเป้าอีก 1 ลูก จึงทำให้มีการพัฒนาเกมการเล่นขึ้นมาใหม่ Sa gamingเพื่อให้สามารถมีผู้เล่นได้มากขึ้น ซึ่งก็รวมไปถึงกีฬาพูลที่เรียกว่า Life Pool หรือ Pyramid Pool

การเล่น Life Pool จะใช้ลูกสีต่าง ๆ ซึ่งใช้เป็นทั้งลูกคิวบอล และลูกเป้า ในการเล่น Pyramid Pool จะใช้ลูกแดง 15 ลูก และลูกขาวซึ่งเป็นลูกคิวบอล 1 ลูก และผู้เล่นจะได้ 1 คะแนนเมื่อตบลูกสีแดงลงไป 1 ลูก แทงบอลออนไลน์ และได้มีการปรับปรุงและพัฒนาโต๊ะที่ใช้ในการเล่นไปพร้อม ๆ กับเกมการเล่นไปด้วย

ส่วนกีฬา Black Pool เป็นกีฬาที่มีการพัฒนาขึ้นเป็นลำดับต่อมา โดยมีความคล้ายคลึงกับ Pyramid Pool แตกต่างกันตรงที่มีการนำเอาลูกสีดำ จากกีฬา Life Pool เข้ามาร่วมเล่นด้วย ซึ่งเมื่อแทงลงหลุมไป จะทำให้ได้คะแนนมากกว่าลูกอื่น ๆ

ที่มา : PG SLOT

ในปี 1875 มีนายทหารระดับนายพันที่ประจำอยู่ในกรมทหาร ในเมือง Jabalpur ในอินเดีย ชื่อ เซอร์ เนวิล ฟรานซิส ฟิชเจอร์รัล แชมเบอร์เลน (Sir Neville Francis Fitzgerald Chamberlain) ได้เสนอขึ้นมาว่า น่าจะมีการเพิ่มลูกสีอื่น ๆ เข้าไปในเกมอีก เพื่อให้มีคะแนนที่หลากหลาย พร้อมทั้งมีการนำลูกน้ำตาล และน้ำเงินเพิ่มเข้ามาอีกในเวลาต่อมา จึงทำให้รูปเกมค่อย ๆ พัฒนามาใกล้เคียงกับกีฬาสนุกเกอร์ในปัจจุบันมากขึ้นเรื่อย ๆ

นับแต่นั้นมา คำว่า “สนุกเกอร์” ก็ได้อุบัติขึ้นจากคำพูดของผู้พันแชมเบอร์เลน ที่เอ่ยขึ้นมาในขณะที่ผู้เล่นแทงไม่ถูกลูกเป้า ซึ่งผู้พันฯเรียกผู้เล่นคนนั้นว่า “สนุกเกอร์ ตัวจริง (a real snooker)” ซึ่งหมายถึงความไม่ชำนาญในการเล่นนั่นเอง คำว่า “สนุกเกอร์” จึงเป็นคำสแลงที่ใช้เรียกนักศึกษาวิชาทหารที่เพิ่งเข้ามาเรียนในปีแรกไปโดยปริยาย

กติกาการเล่น “สนุกเกอร์” ได้มีการร่างขึ้นมาเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.1882 ที่ตำบล อูตากามุน (Ootacamund) ในเมืองมาดราส (Madras Province) ต่อมาในปี ค.ศ. 1885 มีแชมป์บิลเลียดชาวอังกฤษ ชื่อ “จอห์น โรเบิร์ต” เดินทางไปประเทศอินเดีย และได้พบกับผู้พันแชมเบอร์เลน เมื่อได้รู้จักกีฬาสนุกเกอร์แล้ว “จอห์น โรเบิร์ต” จึงได้นำไปแพร่หลายยังประเทศอังกฤษเมื่อเขาเดินทางกลับไปทันที  

สนุกเกอร์ในช่วงปีแรก ๆ

การแข่งขันอย่างเป็นทางการรายการแรก เป็นการแข่งขันชิงแชมป์สมัครเล่นอังกฤษ ที่จัดขึ้นในปี ค.ศ. 1916 และในปี ค.ศ. 1927

“โจ เดวิส” (Joe Davis) ได้ช่วยส่งเสริมให้แพร่หลายขึ้น ด้วยการจัดการแข่งขันสนุกเกอร์อาชีพชิงแชมป์โลกขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งเขาเป็นผู้ชนะ ufabetและได้รางวัลเป็นเงินสดกลับบ้าน เป็นจำนวน 6.10 ปอนด์ ซึ่งในขณะนั้น ความสามารถในการเล่นยังไม่สูงมาก ดูจากเบรคสูงสุดที่ทำได้เพียง 60 แต้มเท่านั้น

ภายในปี ค.ศ. 1930 กีฬาสนุกเกอร์ ก็กลายเป็นกีฬาที่ได้รับความสนใจอย่างมากชนิดหนึ่งของอังกฤษ โจ เดวิส เป็นผู้เล่นคนเดียวที่มีความชำนาญมากที่สุดในยุคนั้น กวาดแชมป์โลกไปทุกปีแบบไม่ยอมแบ่งให้ใครได้สัมผัสไปจนถึงปี ค.ศ. 1946 เมื่อเขาตัดสินใจแขวนคิวไปในที่สุด

ผลพวงจากข้อพิพาทนี้ จึงทำให้การจัดการแข่งขันชิงแชมป์โลก ต้องหยุดชะงักไปหลายปี ในระหว่างปี ค.ศ. 1958 ถึง 1963   

อเล็กซ์ ฮิกกินส์ สมัยกำลังรุ่งสุดขีด

อเล็กซ์ ฮิกกินส์ สมัยกำลังรุ่งสุดขีด

เติบโต จนเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง

ในปี ค.ศ. 1969 สถานีโทรทัศน์บีบีซี ของอังกฤษ (BBC) ได้จัดการแข่งขันขึ้น โดยให้ชื่อว่า “Pot Black Tournament” ซึ่งได้รับความนิยมจากผู้ชมเป็นอย่างมากในการที่จะนำกีฬาสนุกเกอร์เข้าสู่สายตาของประชาชน การแข่งขันได้รับความสำเร็จเรื่อยมา จนกระทั่งปี ค.ศ. 1980 จึงได้ยุติลง แต่ได้มีการจัดการแข่งขันในรูปแบบใหม่ ๆ รายการใหม่ ๆ เข้ามาแทนที่

ในปี ค.ศ. 1972 นักสนุกเกอร์นามว่า “อเล็กซ์ ฮิกกินส์” (Alex “Hurricane” Higgins) สามารถคว้าแชมป์โลกครั้งแรก (จาก 2 ครั้ง) ของเขาได้สำเร็จ ด้วยสไตล์การเล่นที่ดุเดือด เร้าใจผู้ชม ที่เต็มไปด้วยความกล้า บ้าบิ่น และอารมณ์ นับเป็นการปลุกกระแสความนิยมให้กับกีฬาสนุกเกอร์ขึ้นมาเป็นอย่างมาก มีการประโคมข่าวบนหน้าหนึ่งของ นสพ. และมีการขนานนามเขาว่าเป็น “ดารา ร็อค แอนด์ โรล” ของวงการสนุกเกอร์คนแรก พร้อม ๆ ไปกับการนำเสนอการถ่ายทอดบนจอทีวีในระบบสีไปด้วย

การถ่ายทอดสดการแข่งขันชิงแชมป์โลกครั้งแรก มีขึ้นในปี ค.ศ. 1973  มีการนำระบบคะแนนสะสมมาใช้ครั้งแรก ในปี ค.ศ. 1976 และในปี ค.ศ. 1977 การแข่งขันชิงแชมป์โลก ก็ได้ย้ายมาแข่งขันกันที่ครูซิเบิ้ล เธียเตอร์ ในเมืองเชฟฟิลด์ เรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

ภายในปี ค.ศ. 1980 กีฬาสนุกเกอร์ได้กลายเป็นกีฬายอดนิยมชนิดหนึ่งของอังกฤษและประเทศในเครือจักรภพอังกฤษไปแบบไม่ต้องสงสัย 

จิมมี่ ไวท์ ในมาดนักสนุกเกอร์หนุ่ม ผู้เป็นนักสนุกเกอร์ขวัญใจประชาชน

  “สตีฟ เดวิส” กลายเป็นเทพบุตรคิวทองคนแรก ที่เรียกความนิยมจากแฟนสนุกเกอร์อย่างมากมาย พร้อมทั้งกวาดแชมป์โลกไปครองในช่วงหนึ่งได้ถึง 6 สมัย ด้วยบุคคลิกที่เป็นสุภาพบุรุษ การเล่นที่ครบเครื่อง และจากผู้จัดการส่วนตัวที่เก่งฉกาจ ที่ชื่อว่า “แบรี่ เฮิร์น (Barry Hearn)”


หลังจากนั้น “สิงห์อีซ้าย” จิมมี่ ไวท์ ก็ปรากฏตัวขึ้นและกลายเป็นแชมเปี้ยนในดวงใจของประชาชนไปได้แบบไม่ยากเย็น (People’s Champion) มีการจัดการแข่งขันขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นปฏิทินประจำปีที่มีผู้ติดตามให้ความสนใจอย่างล้นหลาม

ในฤดูกาล 1984-1985 สถานีโทรทัศน์ ITV ได้ผูกลิขสิทธิ์ในการถ่ายทอดการแข่งขันรายการอินเตอร์เนชั่นแนล คลาสสิค และ บริติช โอเพ่น ซึ่งเป็นการแข่งขันสะสมคะแนนรายการใหม่ที่เพิ่งเริ่มจัดให้มีขึ้นในสมัยนั้น

ภาพในอดีตของคู่ชิงหยุดโลก ในปี 1985

ภาพในอดีตของคู่ชิงหยุดโลก ในปี 1985

สนุกเกอร์คู่ประวัติศาสตร์

ช่วงเวลาที่กีฬาสนุกเกอร์ได้รับความนิยมถึงขีดสุดในสมัยนั้น อุบัติขึ้นในการแข่งขันชิงแชมป์โลกรอบชิงชนะเลิศ ในปี ค.ศ. 1985 ระหว่าง “สตีฟ เดวิส” แชมป์โลกชาวอังกฤษ กับนักสนุกเกอร์เจ้าของแว่นตาขนาดเขื่อง จากไอร์แลนด์เหนือ “เดนนิส เทย์เลอร์”

“สตีฟ เดวิส” ออกนำการแข่งขันไปก่อนถึง 8-0 เฟรม แต่ก็ต้องมาโดนสะกดจนทำอะไรไม่ถูก เมื่อ “เดนนิส เทย์เลอร์” ไล่ตื้นขึ้นมาจนต้องมาตัดสินกันในเฟรมสุดท้าย (เฟรมที่ 35) ที่ใช้เวลาในเฟรมเดียวถึง 68 นาที และต้องตัดสินกันด้วยลูกชิงดำ

ในที่สุด “เดนนิส เทย์เลอร์” ก็เป็นฝ่ายตบลูกดำลงไปได้สำเร็จ เมื่อเวลา 00.20 น. คว้าแชมป์โลกประวัติศาสตร์ไปได้สำเร็จ ต่อหน้าผู้ชมทางโทรทัศน์กว่า 18.5 ล้านคน  

อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้ชมทางโทรทัศน์ในปีต่อมาก็เพิ่มขึ้นเป็น 16 ล้านคน เมื่อ “โจ จอห์นสัน” นักสนุกเกอร์มือรองบ่อนจากเมือง แบรดฟอร์ด ประเทศอังกฤษ เอาชนะ “สตีฟ เดวิส” ในรอบชิงชนะเลิศไปได้อีกอย่างเหนือความคาดหมาย ด้วยสกอร์ 18-12 เฟรม 

มัจจุราชคนใหม่ ผู้มาเขย่าบัลลังก์เดวิส

ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 กีฬาสนุกเกอร์ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง ได้มีการแพร่หลายความนิยมเข้าไปในยุโรป เอเซีย และ อเมริกาเหนือ การแข่งขัน “แคเนเดี่ยน มาสเตอร์” ในปี ค.ศ. 1988 ที่ประเทศแคนาดา นับเป็นการจัดการแข่งขันรายการสะสมคะแนนรายการแรก นอกเครือจักรภพอังกฤษ

การแข่งขันรายการแมตช์เพลย์ (Matchplay) โดยการนำยอดนักสนุกเกอร์ระดับโลก 12 คนมาลงชิงชัย เพื่อล่าเงินรางวัลถูกจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1988 โดยผู้ชนะได้รับเงินรางวัลไปถึง 100,000 ปอนด์

ในที่สุด บัลลังก์ทองของ “สตีฟ เดวิส”ก็ถูกเขย่าจนได้ ด้วยมือของนักสนุกเกอร์หนุ่มจากสก๊อตแลนด์ ที่ชื่อ “สตีเฟ่น เฮนดรี้” ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 นี่เอง

ก่อนขึ้นทศวรรษ 1990 มีนักสนุกเกอร์อาชีพลงแข่งขันในทัวร์ถึงกว่า 200 คน และเพิ่มขึ้นไปถึงมากกว่า 400 คนในกลางทศวรรษ 1990

มาตรฐานที่สูงขึ้น แต่ความนิยมกลับลดลง

ปราฏการณ์ใหม่ ๆ เลือดใหม่ของกีฬาสนุกเกอร์ เริ่มส่อแววขึ้นมาในช่วงทศวรรษ 1990 โดยมี “สตีเฟ่น เฮนดรี้” เป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จสูงที่สุดในยุคนี้

“เฮนดรี้” ทุบสถิติต่าง ๆ ของ “สตีฟ เดวิส” อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสถิติการเป็นแชมป์โลก สถิติการคว้าแชมป์รายการสะสมคะแนน รวมทั้งสถิติการคว้าแชมป์รายการเมเจอร์ต่าง ๆ ด้วยสไตล์การแทงที่ดุดัน เฉียบคม ประกอบกับความแม่นยำและรูปเกมที่แน่นเปรี๊ยะ ทำให้หลาย ๆ ครั้ง เขาสามารถปิดเฟรมได้ด้วยการแทงเพียงไม้เดียว “เฮนดรี้” ครองความเป็นจ้าวของกีฬารูขยาดอยู่อย่างเหนียวแน่น หาผู้ที่จะต่อกรได้ยากยิ่งในช่วงนั้น 

รอนนี่ เมื่อมีอายุเพียง 11 ปี

รอนนี่ เมื่อมีอายุเพียง 11 ปี

ฟ้าส่ง เฮนดรี้ มาเกิด ก็ต้องส่ง รอนนี่ ลงมาด้วย

  ปรากฏการณ์ใหม่ของวงการสนุกเกอร์ เริ่มขึ้นอีกครั้งด้วยการปรากฏตัวของเด็กหนุ่มวัย 17 ปี ชาวอังกฤษ ที่ชื่อ “รอนนี่ โอ’ซุลลิแวน” เมื่อเขากลายเป็นผู้เล่นที่มีอายุน้อยที่สุด ที่คว้าแชมป์รายการสะสมคะแนนได้ ด้วยวัยเพียง 17 ปี โดยการเอาชนะ “เฮนดรี้” ในรอบชิงชนะเลิศของรายการ ยูเค แชมเปี้ยนชิพ ปี ค.ศ.1993

หลังจากนั้น ชื่อเสียงของ “รอนนี่ โอ’ซุลลิแวน” ก็กลายเป็นที่รู้จัก และเป็นนักสนุกเกอร์ดาวรุ่งดวงใหม่ ที่ “แบรี่ เฮิร์น” ถึงกับออกปากว่า เด็กผู้นี้ คือตัวตายตัวแทนของ “สตีฟ เดวิส” และจะเป็นความหวังใหม่ของเลือดอังกฤษ เพื่อมาสู้กับสก๊อตแลนด์

เซอร์ ร็อดนีย์ วอล์คเกอร์ ประธานโลก ผู้ล้มเหลวไม่เป็นท่า

และถึงแม้ว่า มาตรฐานการเล่นสนุกเกอร์จะดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่ความนิยมในกีฬาชนิดนี้ กลับลดถอยลงอย่างไม่น่าเป็นไปได้ เริ่มจากการที่สถานีโทรทัศน์ ITV ยุติการแพร่ภาพการแข่งขันรายการสะสมคะแนน หลังจากการแข่งขันบริติช โอเพ่น จบลง

ในปี ค.ศ. 1992 ประกอบกับสภาพคล่องของเศรษฐกิจโดยรวม ทำให้บรรดาสปอนเซอร์ประสบปัญหาในการสนับสนุน และมีผลทำให้เงินรางวัลในการแข่งขันต่าง ๆ จำเป็นต้องถูกปรับลดลงไปด้วย

หลังจากช่วงกลางทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา กีฬาสนุกเกอร์ยังฟื้นตัวอยู่ได้จากการสนับสนุนในการถ่ายทอดจากสถานีโทรทัศน์บีบีซี ที่ยังถ่ายทอดการแข่งขันรายการหลัก ๆ อยู่พร้อม ๆ กับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากผลิตภัณฑ์ยาสูบต่าง ๆ แต่ด้วยข้อจำกัดในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่เข้มงวดมากขึ้น จนบรรดาผู้สนับสนุนหลักต่าง ๆ  เช่น เบนสัน แอนด์ เฮดเจส ต้องยุติการสนับสนุนไปหลังจากรายการมาสเตอร์ ปี ค.ศ. 1993  หรือแม้กระทั่ง เอมบาสซี่ ที่ให้การสนับสนุนการจัดชิงแชมป์โลกมากว่า 25 ปี ก็เป็นอันต้องยุติลงไปหลังปี ค.ศ. 2005 ด้วย

จากการขาดงบประมาณสนับสนุนจากผลิตภัณฑ์ยาสูบหลายราย ทำให้เงินรางวัลในการแข่งขันรายการต่าง ๆ จำเป็นต้องถูกตัดทอนลง จำนวนการแข่งขันก็ลดน้อยตามลงไปด้วย ผู้เล่นจากเมนทัวร์ จึงถูกตัดเหลือเพียง 96 คน เมื่อเริ่มฤดูกาล 2005-2006

หลังจากจำนวนการแข่งขันรายการต่าง ๆ ที่เริ่มลดน้อยลงที่มีผลพวงมาจากการห้ามสนับสนุนของสินค้าประเภทยาสูบ ผู้ให้การสนับสนุนที่เข้ามาใหม่ ก็คือบรรดารผู้ทำธุรกิจทางด้านการเดิมพันผ่านทางอินเตอร์เน็ต ที่ยื่นมือเข้ามาโอบอุ้มต่อ

และในที่สุด ประธานสมาคมบิลเลียดและสนุกเกอร์โลก (WPBSA) “เซอร์ ร็อดนีย์ วอล์คเกอร์” (Sir Rodney Walker) ก็ถูกคณะกรรมการโหวตให้พ้นจากตำแหน่งไปในเดือนธันวาคม ปี ค.ศ. 2009 เพราะความล้มเหลวที่เกิดขึ้นต่อวงการ

นับเป็นการเปิดทางให้ผู้บริหารใหม่ ซึ่งคลุกคลีอยู่ในการจัดการแข่งขันมานับสิบปี รวมทั้งเป็นผู้จัดการของนักกีฬาหลาย ๆ คน คือ “แบรี่ เฮิร์น” (Barry Hearn) ได้รับเลือกเข้ามาบริหารต่อไป 

แบรี่ เฮิร์น อดีตโปรโมเตอร์ผู้เลื่องชื่อ ที่เข้ามากุมบังเหียนสนุกเกอร์โลกคนปัจจุบัน

แบรี่ เฮิร์น อดีตโปรโมเตอร์ผู้เลื่องชื่อ ที่เข้ามากุมบังเหียนสนุกเกอร์โลกคนปัจจุบัน

ประธานโลกคนใหม่ ผู้สร้างความหวังให้กับสนุกเกอร์อีกครั้ง

สนุกเกอร์ กับอนาคต

ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2552 “แบรี่ เฮิร์น” ได้รับการเลือกตั้งให้เข้ามารับตำแหน่ง ประธานสมาคมบิลเลียดและสนุกเกอร์โลกคนใหม่ (WPBSA) ด้วยคะแนนเสียง 35-29 และได้มีการปรับรายชื่อคณะกรรมการบริหาร พร้อมทั้งกฏระเบียบต่าง ๆ และยังได้เข้ามาบริหาร World Snooker ซึ่งมีหน้าที่ด้านธุรกิจพัฒนาของกีฬาสนุกเกอร์ไปด้วย

ได้มีการกำหนดการแข่งขันรายการใหม่ ๆ ขึ้นมา เช่นรายการ Player Tour Championship หรือรายการ Sky Shoot Out เข้าไปในปฏิทินการแข่งขัน และรายการกรังด์ปรีซ์ ก็ได้มีการปรับปรุงใหม่ เป็นรายการ World Open ด้วย

นอกเหนือจากนั้น ยังมีการนำสนุกเกอร์ในสไตล์การเล่นใหม่ ๆ เข้ามาสู่วงการ เช่น การเล่น Power Snooker หรือ สนุกเกอร์ 6 แดง ที่มีผู้เล่นระดับแนวหน้าของโลกให้ความสนใจร่วมลงแข่งขัน

ล่าสุดในฤดูกาล 2011-2012 ที่จะถึงนี้ จะมีการแข่งขันสะสมคะแนนใหม่ ๆ ขึ้นที่ประเทศออสเตรเลีย บราซิล จีน และอินเดียตามมาสมทบอีกด้วย จึงทำให้โดยรวมแล้ว อาจมีการแข่งขันในฤดูกาลใหม่นี้มากถึง 35 รายการทีเดียว

สำหรับเงินรางวัลโดยรวมในฤดูกาลใหม่นี้ วางไว้ถึง 5 ล้านปอนด์ หรือเกือบ 250 ล้านบาททีเดียว โดยผู้คว้าแชมป์โลก จะได้รับเงินรางวัลถึง 250,000 ปอนด์ หรือประมาณ 12.5 ล้านบาท  

กีฬาสนุกเกอร์เกิดที่ประเทศอินเดีย และได้รับความนิยมเป็นอย่างมากโดยเฉพาะทหารในประเทศอินเดีย และเงินรางวัลมีการจ่ายของรางวัลมากขึ้น ทำให้กลายเป็นกีฬานิยมในจีนและรอบข้างๆของประเทศ กระจายไปยังทั่วโลก ต่อมาได้มีการถ่ายทอดสดโต๊ะมีสีเขียวและมีลูกสนุกเกอร์หลากหลายสี ทำให้กลายเป็นกีฬาที่นิยมมากในทางโทรทัศน์ และมีการถ่ายทอดสดเยอะที่สุดในบรรดากีฬา เพราะมีทัวร์นาเมนต์เกิดขึ้นมากมาย ต่อมาอีกไม่กี่ปีสปอนเซอร์เริ่มเข้ามาสนับสนุนมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้สนุ๊กกอร์เป็นทั้งกีฬาและพนัน ด้วยความที่มีคนสนใจและชื่นชอบเป็นจำนวนมาก จึงเป็นเหตุให้สนุ๊กแจ้งเกิดได้ดี จะมีวิธีเล่นที่ค่อนข้างยากนิดนึงสำหรับคนที่ไม่เคยรู้เรื่องพวกนี้มาก่อน

อุปกรณ์ในการเล่น

1. โต๊ะ มีขนาด 11 x 5 ฟุต โต๊ะมาตฐานจะมี 6 หลุม 4 มุม

2. ผ้าสักหลาด ผ้าจะเป็นสีเขียวที่ครอบคลุมไปบนพื้นที่ของโต๊ะสำหรับการไหลของลูกสนุกเกอร์ และยังสามารถมีผลให้ลูกสนุกเกอร์ไซด์ สปิน สกรูถอยหลัง และฟอลโล

3.ลูกสนุกเกอร์ 22 ลูก ลูกสีแดง 15 ลูก ลูกสีอื่นอีก 6 ลูก(เหลือง เขียว น้ำตาล ฟ้า ชมพู ดำ) และลูกสีขาว 1 ลูก

4. ชอล์กฝนหัวคิว ใช้ฝนหัวคิวเพื่อให้การแทงไม่แป้ก

5. ไม้คิว เป็นไม้ที่ทำจากไม้หรือไฟเบอร์กลาส

6. หัวคิว สำหรับรองรับชอล์ก เพื่อให้กระทบลูกดีขึ้น

7. ไม้ต่อ เพื่อใช้ไว้ต่อไม้คิวเรา และไว้แทงลูกที่ระยะทางยาว

8. ไม้เรสต์ ไม้ที่มีหัวเป็นรูป X ใช้ในการสนับสนุนไม้คิวแทนการใช้สะพานมือ เมื่อลูกคิวอยู่ในระยะเกินปกติที่จะแทง

9. ไม้เรสต์โก่ง ไม้ที่คล้ายกับเรสต์ แต่มีหัวเป็นรูปซุ้มประตู ถูกนำมาใช้เพื่อสนับสนุนไม้คิวในการแทงด้านบนลูกคิว

10. สามเหลี่ยม เพื่อจัดเรียงลูกสีแดงไว้ในกรอบสามเหลี่ยม และเพื่อจะเริ่มต้นเฟรม

11. เครื่องหมายลูก เป็นอุปกรณ์อเนกประสงค์ด้วยบากรูปตัว D และสามารถเอามาวางมาร์คไว้เพื่อทำความสะอาดของลูกสนุกเกอร์ได้

อาจจะกล่าวได้ว่า ไม่ว่าสิ่งใด จะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ล้วนแล้วแต่มีจุดเริ่มต้นหรือจุดกำเนิดด้วยกันแทบทั้งสิ้น จุดเริ่มต้นหรือจุดกำเนิดนี้เปรียบเสมือนรากฐานในสิ่งนั้น ๆ อาทิเช่น มนุษย์เราก็มีจุดกำเนิดมาจากครรภ์ของมารดา จนคลอดออกมาเป็นทารกและเติบโตจนเป็นผู้ใหญ่, ต้นไม้ใหญ่ก็มีจุดกำเนิดมาจากต้นกล้าเล็ก ๆ มาก่อน เป็นต้น

กล่าวถึงการเล่นกีฬาก็ไม่ต่างกัน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นกีฬาชนิดใดประเภทไหน ย่อมที่จะมีจุดเริ่มต้นหรืออาจจะเรียกง่าย ๆ ว่า “พื้นฐานในการเล่น” เพื่อต่อยอดการเล่นกีฬานั้น ๆ ซึ่งการที่เราจะเล่นกีฬาชนิดใดชนิดหนึ่งให้เป็นนั้น ไม่ใช่เรื่องยาก แต่การที่จะเล่นกีฬาชนิดนั้นให้เก่งและชำนาญนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย บางท่านอาจกล่าวว่า เล่นกีฬาชนิดนี้เป็นแล้ว เล่นนาน ๆ เล่นบ่อย ๆ เดี๋ยวก็จะเก่งขึ้นเอง ไม่เห็นต้องมาให้ความสำคัญกับพื้นฐานในการเล่นเลย ซึ่งคำพูดนี้อาจฟังแล้วไม่ถูกสักเท่าไร เพราะในความเป็นจริงแล้วอาจจะกล่าวได้ว่า “พื้นฐานในการเล่นกีฬานั้นสำคัญที่สุด”

ยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าเราให้คน 2 คนมาแข่งกีฬากัน คนหนึ่งไม่เคยฝึกพื้นฐานการเล่นมาก่อน กับอีกคนหนึ่งเป็นผู้ซึ่งได้รับการฝึกฝนพื้นฐานการเล่นที่ถูกวิธี เมื่อลงแข่งขันเราจะสามารถรู้ได้ทันทีว่า ใครจะเป็นฝ่ายชนะและใครจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ กล่าวคือ ผู้ที่รู้พื้นฐานในการเล่นจะสามารถใช้สติปัญญาและความสามารถ รวมถึงพลิกแพลงการเล่น ทั้งทักษะกระบวนการและอุปกรณ์ในการแข่งขันได้คล่องแคล่วและชำนาญมากกว่าผู้ที่ไม่รู้พื้นฐานในการเล่นมาก่อน ผู้ที่ชนะก็คือผู้ที่มีความรู้ความชำนาญ รวมถึงรู้ซึ้งแก่นแท้ของกีฬานั้น ๆ มากกว่านั่นเอง

สนุกเกอร์เป็นอีกหนึ่งชนิดกีฬาที่ใคร ๆ ก็สามารถฝึกฝนและเล่นให้เป็นได้อย่างไม่ยาก แต่ถ้าจะเล่นให้ถูกวิธีและมีมาตรฐานนั้น คงต้องใช้ระยะเวลาในการฝึกฝนอยู่นานพอสมควร พื้นฐานการเล่นสนุกเกอร์ที่ถูกต้องจะช่วยให้ผู้เล่นใช้ความรู้และความสามารถ รวมถึงดึงศักยภาพในตัวให้ออกมาใช้ได้อย่างสูงสุดอีกด้วย พื้นฐานการเล่นสนุกเกอร์ที่ถูกต้องเปรียบเสมือนเสาเข็มในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือน ถ้าเรามีเสาเข็มที่ดีและแข็งแรง ก็เหมือนกับว่าเรามีรากฐานที่ดีเยี่ยม ไฉนเลยสิ่งปลูกสร้างนั้น ๆ จะพังถล่มลงมาได้ง่าย ๆ พื้นฐานการเล่นสนุกเกอร์ที่ถูกวิธีและมีมาตรฐาน จะสามารถทำให้ผู้เล่นเข้าใจในวิธีการเล่นได้อย่างถ่องแท้และลึกซึ้งอีกด้วย

พื้นฐานการเล่นสนุกเกอร์หลัก ๆ แล้วมีไม่กี่อย่าง ซึ่งล้วนแล้วแต่สำคัญมาก สามารถจำแนกได้คร่าว ๆ ดังนี้

  1. ท่ายืน ควรที่จะมีท่ายืนที่ถูกต้อง เพราะจะช่วยให้เราออกคิวได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ท่ายืนมีหลายรูปแบบ ท่ายืนที่ดีควรเหมาะสมกับขนาดรูปร่างและร่างกายของผู้เล่น เป็นท่ายืนที่สบายที่สุดแต่ต้องมั่นคงด้วย
  2. การส่งคิว ต้องส่งคิวให้ตรงและนิ่มนวล ไม่ควรที่จะออกคิวกระแทก เพราะจะทำให้เกิดความผิดพลาดได้ การส่งคิวให้ตรงนั้นมีองค์ประกอบที่สำคัญอยู่ 4 อย่าง คือ2.1 “มือที่จับด้ามคิว” ควรจับให้พอดี ไม่แน่นและหลวมจนเกินไป และควรมีการพลิกแพลงการจับด้ามไม้คิวตามสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างคล่องแคล่วและถูกต้อง 2.2 “ราวนม” ทุกครั้งที่ปล่อยไม้คิวให้ไปกระทบลูกขาว ควรที่จะให้ไม้คิวอยู่ข้างขนาบลำตัว และเสียดสีหรือถูกับราวนม เพื่อที่จะเป็นการบังคับให้เราส่งไม้คิวให้ตรงยิ่งขึ้น 2.3 “คาง” ผู้เล่นควรที่จะให้ปลายไม้คิวแนบหรืออยู่ใกล้กับคางให้ได้มากที่สุด เพื่อที่จะช่วยให้เราสามารถก้มให้มองเห็นเหลี่ยมได้อย่างชัดเจนและแม่นยำ 2.4 “สะพานมือ” ควรที่จะมีการวางสะพานมือให้เหมาะสมกับการปล่อยคิวในลักษณะนั้น  

นอกจากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ยังคงมีพื้นฐานการเล่นสนุกเกอร์อย่างอื่นอีก เช่น การใช้เรสต์, การมองเหลี่ยมตบในลักษณะต่าง ๆ, การแก้สนุกเกอร์ เป็นต้น เหล่านี้ล้วนแล้วแต่สำคัญด้วยกันทั้งสิ้น แต่การที่จะอธิบายในแบบตัวหนังสือนั้นคงจะยากลำบากกว่าการอธิบายด้วยรูปภาพหรือคำพูด ฉะนั้นถ้าท่านสนใจที่จะเรียนรู้วิธีการฝึกซ้อมพื้นฐานการเล่นสนุกเกอร์ที่ถูกต้อง ขอแนะนำให้ท่านติดตามชมหรือหาดูทางโซเชียลมีเดียคือ “ยูทูป” โดยจะมีคลิปการสอนสนุกเกอร์ต่าง ๆ มากมาย อาทิเช่น คลิปการสอนสนุกเกอร์โดย อาจารย์ ต่าย พิจิตร หัวหน้าผู้ฝึกสอนนักกีฬาสนุกเกอร์ทีมชาติไทย เป็นต้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ท่านเป็นอย่างมาก เพื่อที่จะต่อยอดการพัฒนาฝีมือการเล่นสนุกเกอร์ของท่านให้ได้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

เกมสนุกแถบได้ตัง : Slotxo , PGSLOT , PGSLOTGAME

สุดยอดอาหารบำรุงตับ ปกป้องตับจากสารพิษ เพื่อชีวิตยืนยาว

สุดยอดอาหารบำรุงตับ ปกป้องตับจากสารพิษ เพื่อชีวิตยืนยาว คำถามที่หลายคนสงสัย แต่ยังไม่เคยไปถึงคำตอบสักที ว่าจริง ๆ แล้วหน้าที่ของตับคืออะไร แทงบอลออนไลน์

มีบทบาทแค่ไหนในร่างกายของเรา

          ถ้าพูดถึงอวัยวะข้างในร่างกาย ตับถือว่าเป็นเครื่องในที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีความสำคัญมาก ทว่าหลายคนก็ยังคงมองข้ามเครื่องในอย่างตับไป และไม่เคยรู้ว่าตับสำคัญอย่างไร ตับมีหน้าที่อะไรในร่างกายเรา จนกระทั่งเมื่อมีปัญหาสุขภาพอันเกี่ยวเนื่องมาจากตับนั่นแหละถึงเริ่มใส่ใจตับกันมากขึ้น ซึ่งก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น เรามารู้หน้าที่ของตับดีกว่าว่า ตับทำหน้าที่อะไร แล้วเราควรดูแลตับยังไงให้โรคภัยไม่ถามหา

หน้าที่ของตับ

1. ตับเป็นผู้สร้าง

          การทำงานของตับค่อนข้างซับซ้อน และอย่างที่บอกว่าตับเป็นอวัยวะภายในที่สำคัญมาก ตับจึงแบกภาระหน้าที่ไว้เยอะ โดยจะอธิบายหน้าที่ของตับได้ดังนี้

          อาหารทุกชนิดที่เรากินเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต (แป้ง, น้ำตาล) ไขมัน โปรตีน วิตามิน ยา หรืออาหารใด ๆ ก็ตาม ร่างกายเราไม่สามารถดูดซึมสารอาหารเหล่านี้ไปใช้ได้ทันที ต้องผ่านกระบวนการย่อยโดยกระเพาะและลำไส้เล็ก และหลังจากย่อยอาหารจนอยู่ในรูปอณูที่เล็กพอให้ร่างกายดูดซึมเข้าหลอดเลือดดำได้แล้ว ตับจะทำหน้าที่จัดเก็บสารอาหารต่าง ๆ ไว้ตามสมควร แล้วนำมาสร้างสารอาหารที่จำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย เช่น สร้างโปรตีนอัลบูมิน (Albumin) ซึ่งเป็นโปรตีนที่ช่วยอุ้มน้ำและเกลือแร่เอาไว้ในหลอดเลือด นอกจากนี้ตับยังสร้างสารอื่น ๆ อีกมาก รวมไปถึงการสร้างโปรตีนที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือดด้วย

ที่มา : PG SLOT

ตับทำหน้าที่อะไร

2. ตับเป็นคลังสารอาหาร

          ตับทำหน้าที่สะสมสารอาหารต่าง ๆ เอาไว้ใช้เมื่อร่างกายต้องการ เช่น เปลี่ยนน้ำตาลกลูโคสเป็นไกลโคเจน และเก็บไว้ในตับ และเมื่อร่างกายต้องการพลังงาน ตับก็จะดึงไกลโคเจนกลับมาเป็นกลูโคส จากนั้นก็ส่งต่อให้ร่างกายนำไปใช้เสริมการทำงานส่วนต่าง ๆ ต่อไป 

          นอกจากนี้ตับยังเก็บสารอาหารอย่างวิตามิน และสารอาหารจำเป็นต่อร่างกายชนิดอื่น ๆ ไว้ให้ร่างกายดึงไปใช้ในยามขาดแคลน หรือใช้ในการละลายไขมัน ช่วยให้ย่อยอาหารง่ายขึ้น

3. ตับมีหน้าที่สร้างเกลือน้ำดีและน้ำดี

          เกลือน้ำดีและน้ำดีที่ถูกสร้างโดยตับจะคอยทำหน้าที่ละลายไขมัน จึงช่วยให้การย่อยอาหารสะดวกยิ่งขึ้น จากนั้นน้ำดีที่ถูกใช้ย่อยอาหารไปแล้ว จะโดนขับออกมาทางท่อน้ำดี ผ่านต่อมายังลำไส้เล็ก และถูกขับถ่ายมาพร้อมกับอุจจาระ

          ทว่าหากมีการอุดกั้นทางท่อน้ำดีเกิดขึ้นในร่างกาย สารต่าง ๆ ที่ผ่านการย่อยจะเกิดการอุดตัน และตัวน้ำดีก็จะย้อนกลับเข้าเส้นเลือด ก่อให้เกิดภาวะดีซ่านได้

4. ตับทำหน้าที่เป็นศูนย์รีไซเคิล

          นอกจากตับจะคอยเก็บสะสมสารอาหารเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานป้อนให้ร่างกายแล้ว ตับยังมีหน้าที่ดึงเอาโปรตีนเก่า ๆ มาหมุนวนกลับไปใช้ได้ใหม่อีกด้วยนะ

5. ตับมีหน้าที่ขับถ่ายของเสียและสารพิษต่าง ๆ 

          ทั้งยาหรือสมุนไพรชนิดใด ๆ ที่เรารับประทานเข้าไป ตับจะคอยกรองสารอาหารเก็บไว้ในร่างกาย ส่วนที่เป็นสารพิษต่อร่างกายตับจะพยายามขับออกไปทางปัสสาวะ หรือไม่ก็ขับถ่ายมากับน้ำดี 

          ทว่าหากรับประทานยาที่ไม่มีความจำเป็นต่อร่างกาย หรือแม้แต่อาหารเสริม และสมุนไพรบางชนิด ตับก็อาจจะไม่รู้ประโยชน์ของสมุนไพรและยาเหล่านี้ จึงมีความเสี่ยงที่ตับจะเปลี่ยนสารจากยา อาหารเสริม และสมุนไพร เป็นสารพิษที่อันตรายต่อร่างกาย ก่อให้เกิดโรคตับอักเสบในภายหลัง

6. ตับเป็นเกราะกำบังชั้นดีของร่างกาย

          ตับไม่เพียงแต่ช่วยขับสารพิษจากอาหารที่เรากินเข้าไปเท่านั้น แต่ตับยังคอยทำหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันและทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในร่างกาย ถือว่าเป็นเกราะกำบังที่สำคัญของร่างกายเลยทีเดียว

          ทั้งนี้หน้าที่ของตับยังช่วยร่างกายสร้างโปรตีนวิตามิน วิตามินเอ และคอยเก็บธาตุเหล็กที่เกิดจากการที่เม็ดเลือดถูกทำลายอีกด้วย

ตับทำหน้าที่อะไร

การตรวจการทำงานของตับ

          เนื่องจากตับเป็นอวัยวะที่อยู่ภายในร่างกาย เราจึงสังเกตการทำงานของตับได้ยาก โดยเฉพาะหากเกิดความผิดปกติเล็ก ๆ น้อย ๆ ร่างกายอาจไม่รู้สึกหรือไม่สามารถจับความผิดปกตินั้นได้เลย ดังนั้นการเช็กความเป็นไปของตับจึงต้องอาศัยการสืบซักประวัติ เช่น ดื่มสุราหรือเปล่า กินอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ ไหม หรือประวัติการกินยาเป็นอย่างไร รวมไปถึงการตรวจเลือดเพื่อดูการทำงานของตับร่วมด้วย 

          นอกจากนี้อาจสังเกตได้จากการเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่เห็นได้ชัด เช่น อ่อนเพลียง่าย เบื่ออาหาร ตาเหลือง ตัวเหลือง ตัวบวม ท้องมาน หรือภาวะเลือดออกผิดปกติ เป็นต้น หรือแพทย์อาจใช้วิธีตรวจทางรังสีวิทยา หรือตรวจจากชิ้นเนื้อเพื่อประเมินสาเหตุของโรค และระยะของโรคที่เป็นอยู่ก็เป็นไปได้ บาคาร่า สูตรบาคาร่า

ถ้าตับทำงานผิดปกติ จะก่อให้เกิดโรคอะไรได้บ้าง

          หากตับทำงานผิดปกติ อาจก่อให้เกิดโรคที่เกี่ยวกับตับได้ดังนี้

          – ตับแข็ง

          – โรคตับอักเสบ

          – ดีซ่าน

          – โรคมะเร็งตับ

ตับทำหน้าที่อะไร

การดูแลสุขภาพตับ

          คงพอรู้กันมาบ้างว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ตับเกิดความผิดปกติ และอย่างที่บอกกันไปว่าเหล่าอาหารเสริมหรือแม้แต่สมุนไพรบางชนิดก็ไม่ได้ส่งผลดีต่อตับเท่าที่คิดด้วยเช่นกัน 

          ดังนั้นงดไปเลยกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และควรปรึกษาแพทย์ก่อนจะรับประทานอาหารเสริมหรือสมุนไพรใด ๆ รวมทั้งอย่าลืมดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเน้นรับประทานอาหารที่ถูกสุขอนามัย พร้อมทั้งหมั่นออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอเสมอ หรือถ้าจะให้ดีอาจจะลองรับประทานอาหารบำรุงตับด้วยก็ได้

 คราวนี้ก็ได้รู้กันแล้วว่าตับมีหน้าที่อะไร มีความสำคัญยังไงกับร่างกายของเรา ซึ่งก็เชื่อว่าข้อมูลข้างต้นน่าจะทำให้เรารัก และดูแลตับกันมากขึ้น

อาหารบำรุงตับ สิ่งที่ควรกิน และประเภทอาหารที่ควรเลี่ยง

ตับเป็นอวัยวะที่มีหน้าที่สำคัญหลายอย่าง ทั้งกำจัดสารพิษ ผลิตน้ำดี และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย อาหารบำรุงตับจึงมีความสำคัญ เพราะช่วยส่งเสริมสุขภาพตับให้ทำงานได้เป็นปกติ ป้องกันการเกิดโรครุมเร้าและปัญหาสุขภาพ ดังนั้น ควรเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสมและถูกหลักโภชนาการ เพื่อช่วยบำรุงตับให้แข็งแรงและส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกายโดยรวมด้วย

บำรุงตับด้วยผักตระกูลกะหล่ำ

ผักตระกูลกะหล่ำอาจช่วยเพิ่มเอนไซม์ล้างพิษในตับ ช่วยให้ตับทำงานเป็นปกติ ขับสารพิษออกจากร่างกาย และป้องกันตับได้รับความเสียหาย โดยผักในตระกูลนี้ที่หลายคนคุ้นเคยกันดี ได้แก่ บร็อคโคลี่ กะหล่ำปลี หและกะหล่ำดอก เป็นต้น

โดยมีงานวิจัยหนึ่งที่ศึกษาการทำงานของตับจากผลของการรับประทานอาหารเสริมต้นอ่อนของบล็อคโคลี่ พบว่าอาสาสมัครที่มีภาวะไขมันพอกตับมีค่าเอนไซม์ตับลดลงหลังรับประทานสารสกัดดังกล่าวเป็นเวลา 2 เดือนเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับประทาน ซึ่งค่าเอนไซม์ตับที่ลดลงอาจแสดงให้เห็นว่าผักตระกูลกะหล่ำอาจช่วยส่งเสริมการทำงานของตับได้

1674 อาหารบำรุงตับ resized

นอกจากนี้ งานวิจัยเดียวกันยังได้ทดลองให้อาหารเสริมชนิดเดียวกันกับหนูทดลองที่เป็นภาวะตับวายเรื้อรัง หลังผ่านไป 4 สัปดาห์ พบว่าสารสกัดจากต้นอ่อนบร็อคโคลี่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งอาจช่วยป้องกันการเกิดตับวายเรื้อรัง และลดการเกิดสารอนุมูลอิสระที่เป็นต้นเหตุความเสียหายของเซลล์ในร่างกายได้

บำรุงตับด้วยชาเขียว

ชาเขียวอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระอย่างสารคาเทชิน (Catechins) ที่อาจช่วยยับยั้งการดูดซึมไขมันของร่างกาย ลดการสะสมไขมันในร่างกาย ลดการสะสมไขมันที่ตับ รวมทั้งอาจช่วยป้องกันโรคมะเร็งบางชนิดได้ โดยมีการทดลองหนึ่งให้ผู้ป่วยโรคไขมันพอกตับชนิดที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากแอลกอฮอล์ดื่มชาเขียวที่มีสารคาเทชินในปริมาณต่างกันเป็นเวลา 12 สัปดาห์ ผลปรากฏว่าการดื่มชาเขียวที่มีสารคาเทชินสูงช่วยให้ระดับไขมันในร่างกายและค่าเอนไซม์ตับลดลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ดื่มชาเขียวหรือกลุ่มที่ดื่มชาเขียวที่มีสารคาเทชินอยู่น้อย

ขณะเดียวกัน มีงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่ศึกษาเกี่ยวกับการดื่มชาเขียวและความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งตับ พบว่าคนที่ดื่มชาเขียวมีแนวโน้มเกิดโรคมะเร็งตับน้อยกว่าผู้ที่ไม่ดื่ม โดยเฉพาะการดื่มชาเขียวประมาณ 4 ถ้วยต่อวัน แต่ก็ควรระมัดระวังในการดื่มหรือรับประทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจากชาเขียวด้วย และไม่ควรบริโภคมากเกินไป เพราะมีรายงานเกี่ยวกับความเสียหายของตับที่เกิดจากการใช้สารสกัดจากชาเขียวในรูปแบบอาหารเสริม ซึ่งก่อนการรับประทานหรือใช้ผลิตภัณฑ์ใด ๆ ควรปรึกษาแพทย์ให้ดีก่อนเสมอ

บำรุงตับด้วยขมิ้น

ขมิ้นประกอบด้วยสารเคอร์คูมิน (Curcumin) ที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ซึ่งอาจช่วยป้องกันตับไม่ให้ได้รับความเสียหายและลดความเสี่ยงของโรคตับ โดยมีงานวิจัยหนึ่งศึกษาเกี่ยวกับสารสกัดจากขมิ้นและสารเคอร์คูมินในหนูทดลองที่ตับได้รับสารพิษ พบว่าสารทั้ง 2 ชนิดช่วยลดค่าเอนไซม์ตับและเพิ่มระดับสารกลูทาไธโอน ซึ่งช่วยลดการอักเสบและการทำลายเซลล์ตับได้

เช่นเดียวกับการศึกษาอีกชิ้นที่แสดงให้เห็นว่า ผู้ป่วยโรคไขมันพอกตับชนิดที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ที่ได้รับประทานอาหารเสริมจากสารเคอร์คูมินเป็นเวลา 8 สัปดาห์มีอาการดีขึ้นจากการตรวจวัดค่าต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น ปริมาณการสะสมไขมันของร่างกายลดลง ค่าเอนไซม์ตับลดลง เป็นต้น โดยค่าเหล่านี้สะท้อนถึงความเสี่ยงในการเกิดภาวะตับอักเสบน้อยลงไปด้วย

อาหารบำรุงตับ ช่วยได้จริงหรือ ?

แม้ว่าผลจากงานวิจัยข้างต้นได้ระบุถึงคุณสมบัติในการบำรุงตับของผักตระกูลกะหล่ำ ชาเขียว และขมิ้น แต่ก็ยังไม่สามารถยืนยันประสิทธิผลทางการแพทย์ของอาหารเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน เพราะการทดลองมีกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก และบางส่วนก็ทดลองในสัตว์ จึงควรมีการศึกษาค้นคว้าในด้านต่าง ๆ เพิ่มเติมให้แน่ชัด ก่อนนำอาหารดังกล่าวมาประยุกต์ใช้เพื่อการดูแลรักษาและบำรุงตับของมนุษย์

อย่างไรก็ตาม อาหารบำรุงตับข้างต้นมีคุณค่าทางโภชนาการด้านอื่น ๆ ด้วย จึงควรรับประทานอาหารดังกล่าวร่วมกับอาหารอื่น ๆ ด้วย เพื่อให้ได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนหลากหลาย แต่หากต้องการรับประทานอาหารเสริมหรือใช้ผลิตภัณฑ์ใด ๆ ที่กล่าวอ้างสรรพคุณด้านการส่งเสริมสุขภาพตับ เพื่อความปลอดภัยควรปรึกษาแพทย์ถึงประโยชน์และความเสี่ยงก่อนรับประทานหรือนำไปใช้เสมอ

อาหารแบบไหนไม่ดีต่อตับ ?

อาหารบางประเภทส่งผลเสียต่อการทำงานของตับ การเลี่ยงหรือการจำกัดปริมาณให้รับประทานอาหารในกลุ่มต่อไปนี้แต่น้อย อาจส่งผลดีต่อสุขภาพตับและร่างกายโดยรวมได้

  • ไขมันอิ่มตัว (Saturated Fat) ซึ่งพบได้มากในของทอด เนื้อสัตว์ติดมัน เนย ครีมเปรี้ยว หรือผลิตภัณฑ์จากนมที่มีไขมันสูง  
  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • อาหารหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลอยู่มาก เช่น น้ำอัดลม คุกกี้ น้ำหวาน เบเกอรี่ ลูกอม น้ำผลไม้ เป็นต้น
  • อาหารโซเดียมสูง อย่างอาหารที่มีเกลือมาก หรืออาหารแปรรูป เช่น อาหารกระป๋อง ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเนื้อสัตว์ ขนมขบเคี้ยว ซอสปรุงรส เป็นต้น
  • แป้งขัดสีหรือข้าวขัดสี เช่น ข้าวขาว ขนมปังขาว เส้นพาสต้า เป็นต้น

วิธีดูแลสุขภาพตับให้แข็งแรง

นอกจากการเลือกรับประทานอาหาร สามารถดูแลตับให้มีสุขภาพแข็งแรงได้หลายวิธี ดังนี้

ระมัดระวังในการใช้ยา ตับเป็นอวัยวะที่ช่วยกรองของเสียและสารพิษต่าง ๆ ที่อยู่ในร่างกาย การใช้ยาตามคำสั่งแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัดจะช่วยถนอมตับไม่ให้ทำงานหนักมากเกินไป และไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงที่ต้องรับประทานยา

จำกัดปริมาณการดื่มแอลกอฮฮล์ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์วันละนิดแต่เป็นระยะเวลานานอาจทำให้เสี่ยงต่อโรคตับแข็งหรือภาวะตับอักเสบรุนแรงจากแอลกอฮอล์ได้ ทางที่ดีควรจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ให้อยู่ในปริมาณพอดี โดยผู้ชายไม่ควรดื่มมากกว่า 4 หน่วยมาตรฐานต่อวัน และผู้หญิงไม่ควรดื่มมากกว่า 2 หน่วยมาตรฐานต่อวัน

ไม่ใช้เข็มฉีดยาหรือเข็มสักร่วมกับผู้อื่น เชื้อไวรัสตับอักเสบสามารถติดต่อกันได้ผ่านเลือดหรือของเหลวจากผู้ที่ติดเชื้อ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์บางอย่างที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อร่วมกับผู้อื่น และรักษาสุขอนามัยของร่างกายอยู่เสมอ

ใช้ถุงยางอนามัย หากมีเพศสัมพันธ์ ควรใช้ถุงยางอนามัยเพื่อลดความเสี่ยงในการได้รับเชื้อไวรัสต่าง ๆ ที่เป็นอันตรายต่อตับ

ควบคุมน้ำหนัก โรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์มีความเกี่ยวข้องกับโรคในระบบเผาผลาญ เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นต้น การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติจึงอาจช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะไขมันพอกตับได้

ใช้สารเคมีอย่างถูกต้องและปลอดภัย หากต้องใช้หรือสัมผัสกับสารพิษและสารเคมีต่าง ๆ ควรใส่เสื้อผ้าที่ปกคลุมมิดชิดและสวมอุปกรณ์ป้องกัน เช่น หน้ากาก ถุงมือ แว่นตา เป็นต้น เพื่อไม่ให้สารเคมีเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนัง และต้องปฏิบัติตามวิธีใช้งานของสารแต่ละชนิดอย่างเคร่งครัด

ฉีดวัคซีนป้องกันตับอักเสบ การฉีดวัคซีนอาจช่วยป้องกันตับอักเสบจากการติดเชื้อไวรัสได้ โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบบี เพราะเป็นชนิดที่มีความรุนแรง และตับอักเสบเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่มีเพียงบางชนิดเท่านั้นที่สามารถป้องกันได้

ฉีดวัคซีนป้องกันตับอักเสบ การฉีดวัคซีนอาจช่วยป้องกันตับอักเสบจากการติดเชื้อไวรัสได้ โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบบี เพราะเป็นชนิดที่มีความรุนแรง และตับอักเสบเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่มีเพียงบางชนิดเท่านั้นที่สามารถป้องกันได้

คนที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำหารู้ไม่ว่าคุณกำลังบั่นทอนอายุของตัวเองลงอย่างช้า ๆ ด้วยเพราะ “ตับ” อวัยวะสำคัญในการกำจัดสารพิษและของเสียออกจากร่างกายถูกทำลายลงไปทีละน้อย เมื่อเซลล์ตับอ่อนแอและตายไปเรื่อย ๆ ในที่สุดอาจรุนแรงถึงขั้นทำลายชีวิต

ข้อดีของการเลิกเหล้า-เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

● ลดความเสี่ยงโรคร้าย

          ความเสี่ยงของสารพัดโรคร้ายที่กล่าวมาข้างต้นจะลดลง เมื่อเราหยุดกรอกสารพิษเข้าปาก ยิ่งเลิกดื่มเร็วยิ่งดีต่อสุขภาพร่างกาย

● ความจำดีขึ้น

          เหล้าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สมองเสื่อม เพราะพิษของมันจะเข้าไปทำลายเซลล์สมอง หากเลิกดื่มได้จะทำให้ความจำต่าง ๆ ดีขึ้นกว่าเดิม


● พุงยุบ น้ำหนักลดลง

          เครื่องดื่มแอลกอฮอล์แต่ละชนิดมีแคลอรีสูงมาก เช่น เบียร์ 1 กระป๋อง ขนาด 350 มิลลิลิตร ให้พลังงาน 137 กิโลแคลอรี, ไวน์ 1 แก้ว ขนาด 100 มิลลิลิตร ให้พลังงาน 75 แคลอรี ยิ่งดื่มมากก็ยิ่งไปสะสมที่พุง และทำให้น้ำหนักขึ้น

● หน้าตาสดชื่น ผิวพรรณสดใสขึ้น

          แอลกอฮอล์ที่เข้าสู่ร่างกายจะกลายเป็นอนุมูลอิสระที่ไปทำลายเซลล์ผิว ทำให้เกิดริ้วรอย เหี่ยวย่น ผิวพรรณหมองคล้ำ ไม่สดใส ดูแก่ก่อนวัย นอกจากนี้แอลกอฮอล์ยังทำให้ร่างกายขาดวิตามินบี ซึ่งการขาดวิตามินบีจะทำให้ผิวหนังแห้ง เหี่ยว เป็นสิว คันตามผิวหนัง ผิวแห้งแตกลาย ดังนั้นสาว ๆ จึงควรเลิกดื่ม


● นอนหลับได้สนิทกว่าเดิม

          เพราะการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นาน ๆ เข้าจะไปรบกวนวงจรการนอน ทำให้นอนหลับไม่ต่อเนื่อง ตื่นมารู้สึกแฮงก์ ไม่สดชื่น

● ลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บและอุบัติเหตุ

          ข้อนี้ชัดเจนว่าเมื่อเลิกดื่ม ก็จะลดความเสี่ยงอุบัติเหตุที่จะเกิดกับตัวเองและคนรอบข้างไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเดินหกล้ม ตกบันได ขับรถชน

● ครอบครัวอบอุ่นมากขึ้น

          เพราะการดื่มเหล้าทำให้ขาดสติ นำมาซึ่งการทะเลาะเบาะแว้งกับคนในครอบครัว แต่การเลิกเหล้าจะทำให้เรามีเวลาไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ร่วมกับครอบครัวได้มากขึ้น ความสัมพันธ์ของครอบครัวก็จะดีขึ้น

● มีเงินเก็บเพิ่ม

          เมื่อไม่ต้องเสียตังค์ค่าเหล้า เราก็มีเงินติดกระเป๋ามากขึ้น ลองนึกดูว่าถ้าปกติเราควักจ่ายค่าเหล้าวันละ 100 บาท ไม่ดื่มเหล้า 1 เดือน เราจะมีเงินเก็บเพิ่มขึ้นอีกตั้ง 3,000 บาท พอครบครึ่งปี ก็มีเงินสะสมมากถึง 18,000 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้ใช้ทำอะไรดี ๆ ได้อีกตั้งเยอะ

วิธีเลิกเหล้า

วิธีเลิกเหล้า พักตับ ลดการดื่มให้ได้ผล

สำหรับใครที่ต้องการจะเลิกสุราให้ได้ ทางสายด่วน 1413 ศูนย์ปรึกษาปัญหาสุรา ก็ได้ให้คำแนะนำดี ๆ ที่จะช่วยลดปริมาณการดื่มให้สำเร็จมา ดังนี้

1. กำหนด และจำกัดปริมาณที่จะดื่ม แล้วให้ดื่มช้า ๆ เพื่อจะได้มีสติในการยั้งคิด
2. กินอาหารก่อนดื่ม หรือดื่มพร้อมอาหาร ทำให้การดูดซึมของแอลกอฮอล์ช้าลง
3. หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม เพราะจะทำให้กระหายน้ำ จนต้องดื่มบ่อยขึ้น
4. เลือกเครื่องดื่มที่มีความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ต่ำ เช่น การดื่มเบียร์แทนสุราหรือไวน์ เป็นต้น
5. ดื่มแบบผสมให้เจือจาง เพื่อลดความเข้มข้นของแอลกอฮอล์
6. ดื่มน้ำเปล่าสลับบ้างในระหว่างที่ดื่มสุรา เพื่อทิ้งช่วงในการดื่มให้ห่างขึ้น
7. วางแผนกิจกรรมที่ให้ความสุขใจอย่างอื่นทดแทน เช่น กิจกรรมดนตรี เล่นกีฬา ทำงานศิลปะ งานอดิเรกต่าง ๆ ปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เคยดื่มเป็นประจำ
8. หลีกเลี่ยงกลุ่มเพื่อนที่เคยดื่มด้วยกัน พบปะหรือเข้าร่วมกิจกรรมกับเพื่อนที่ไม่ดื่มแทน
9. หากถูกชักชวนให้ดื่ม ปฏิเสธโดยตรงว่า “มีปัญหาสุขภาพ หมอสั่งไม่ให้ดื่ม”
10. ไม่ควรขับขี่ยานพาหนะหลังดื่มสุรา
11. งดการดื่ม เมื่อมีปัญหาสุขภาพเกิดขึ้น และไม่ควรดื่มสุราเมื่อมีการกินยาทุกชนิด

          หากลองทำดูแล้วไม่ประสบความสำเร็จในการลดปริมาณการดื่มลง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับความช่วยเหลือต่อไป

          ทั้งนี้ หากมีปัญหาหรือข้อสงสัย หรืออยากได้คำแนะนำใด ๆ สามารถโทร. มาปรึกษาได้ที่สายด่วน 1413 ศูนย์ปรึกษาปัญหาสุราทางโทรศัพท์

เลิกเหล้าแล้ว ก็มาฟื้นฟูตับกันดีกว่า

          เมื่อเลิกเหล้า เลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้แล้ว ควรหันมาดูแลตับให้มากขึ้น โดย นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการโครงการสร้างเครือข่ายแพทย์ชนบทเพื่อควบคุมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สสส. ให้ข้อมูลมาด้วยว่า “ตับ” สามารถฟื้นฟูตัวมันเองได้ง่าย ๆ เพียงแค่เราไม่ทำร้ายมันเพิ่ม และดูแลมันให้ดี เซลล์ที่เคยอ่อนแอ ก็จะกลับมาแข็งแรงได้ดังเดิม ตามเคล็ดลับนี้เลย

1. เลิกดื่มเหล้าและแอลกอฮอล์ทุกชนิดที่เป็นตัวบ่อนทำลายตับ แค่คุณ “พักตับ” เลิกดื่ม ก็ช่วยให้ตับไม่ต้องทำงานหนักและฟื้นฟูกลับมาแข็งแรงได้อย่างรวดเร็ว
2. เข้านอนตั้งแต่ 22.00 น. เพราะในช่วงเวลา 22.00-02.00 น. เป็นช่วงที่ตับจะซ่อมแซมตัวเองได้ดีที่สุด
3. ไม่ควรกินยาหากไม่จำเป็น เพราะยาเป็นสิ่งที่ทำลายตับโดยตรง
4. ขับถ่ายให้เป็นเวลา เพราะอาการท้องผูกจะทำให้ตับทำงานมากขึ้น
5. ไม่ควรกินอาหารที่ปรุงแต่ง เช่น ใส่สีผสมอาหาร ใส่วัตถุกันเสีย และน้ำตาลเทียม
6. อย่าปล่อยให้เกิดโรคอ้วน และอย่ากินอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตสูงในปริมาณมาก เพราะอาจจะเสี่ยงเป็นไขมันแทรกในตับได้

          นอกจากนี้การกินอาหารที่มีประโยชน์ก็ช่วยบำรุงตับได้เช่นกัน ถ้าอยากรู้ว่ามีอาหารอะไรที่กินแล้วดีต่อตับ ลองดู  “อาหารบำรุงตับ กินให้ถูกหลัก แล้วตับจะแข็งแรง”

          แต่หากสงสัยว่าตัวเองมีอาการของโรคตับอยู่หรือไม่ ลองเช็กอาการของตัวเองดูก่อน ถ้าเข้าข่ายก็ควรรีบไปพบแพทย์

          – 15 อาการชี้ชัด บ่งบอกว่าตับไม่สบายอยู่
          – 10 สัญญาณเตือนโรคมะเร็งตับ เช็กสุขภาพให้รู้ก่อนสายเกินแก้
          – สังเกตอย่างไรว่าเป็นโรคตับแข็ง

 การเลิกเหล้าและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ดีต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจมากแค่ไหนเราคงเข้าใจกันแล้ว อย่าลืมว่าตับของเราไม่มีอะไหล่สำรอง หากเสียไปแล้วก็ย่อมบั่นทอนชีวิตไปด้วย ดังนั้นเลิกเหล้าแล้วหันมาถนอมตับให้อยู่กับเราไปนาน ๆ ดีกว่า

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

เกมสนุกแถบได้ตัง : PGSLOTGAME

ประโยชน์มากมายของกีฬาว่ายน้ำ ที่คุณไม่ควรมองข้าม

ประโยชน์มากมายของกีฬาว่ายน้ำ ที่คุณไม่ควรมองข้าม บาคาร่า สูตรบาคาร่า

ทั้งนี้ในการว่ายน้ำ จะมีท่าว่ายน้ำที่มักใช้กันเป็นประจำอยู่ทั้งหมด 4 ท่า ได้แก่ 

  • ท่าฟรีสไตล์ (Crawl หรือ Freestyle)
  • ท่ากรรเชียง (Backstroke)
  • ท่ากบ (Breaststroke)
  • ท่าผีเสื้อ (Butterfly)
ว่ายน้ำ

ประโยชน์ของการว่ายน้ำ

การว่ายน้ำถือเป็นกีฬาหรือกิจกรรมที่ส่งผลดีมากมาย ทำให้หลายคนชื่นชอบที่จะออกกำลังกายด้วยวิธีนี้ ซึ่งประโยชน์จากการว่ายน้ำ มีดังต่อไปนี้

ประโยชน์เพื่อสุขภาพ การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดีเยี่ยมเพราะช่วยให้ร่างกายทุกส่วนได้เคลื่อนไหวต้านไปกับน้ำ jokerทำให้ร่างกายออกแรงมากขึ้นโดยไม่รู้สึกเหนื่อยง่าย อีกทั้งยังส่งผลดีกับสุขภาพ เช่น

  • ช่วยเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจโดยที่ร่างกายได้รับแรงกระแทกต่ำ
  • มีส่วนช่วยในการควบคุมน้ำหนัก
  • เสริมสร้างการทำงานของหัวใจ และปอดให้แข็งแรง
  • เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อเกือบทุกมัดได้ถูกใช้งาน

นอกจากนี้ การว่ายน้ำยังส่งผลดีกับผู้เล่นในด้านอื่น ๆ อีกมากมาย ได้แก่ 

  • ผ่อนคลายความเครียด และคลายร้อน
  • เพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ร่างกาย
  • ปรับบุคลิกภาพ และช่วยให้เคลื่อนไหวร่างกายได้ดียิ่งขึ้น
  • เป็นกิจกรรมที่ช่วยในการรักษาอาการเจ็บป่วยบางชนิดได้ อีกทั้งยังเป็นการบำบัดที่ร่างกายได้รับแรงกระแทกไม่มาก

วิธีว่ายน้ำที่ถูกต้อง

นอกจากนี้ ยังควรว่ายน้ำแต่พอดี ไม่ควรหักโหมมากเกินไป ในเบื้องต้นหากเพิ่งเริ่มออกกำลังกายด้วยวิธีนี้ ควรว่ายน้ำอย่างน้อย 1-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 10-30 นาที เมื่อเริ่มชำนาญแล้วจึงค่อย ๆ เพิ่มขึ้นสัปดาห์ละ 5 นาที 

ไม่เพียงเท่านี้ การว่ายน้ำในท่าที่ถูกต้องยังช่วยลดความ แทงบอลออนไลน์ เสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บได้อีกด้วย โดยวิธีว่ายน้ำแต่ละท่าที่ถูกต้องควรทำดังต่อไปนี้

ที่มา : PG SLOT

  • การเตะขา เตะขาสลับไปมาทั้ง 2 ข้าง โดยงอเข่าเล็กน้อย และไม่ควรเกร็งข้อเท้า และควรถีบเท้าไปข้างล่างเพื่อให้ร่างกายเคลื่อนที่ไปข้างหน้า
  • จังหวะแขน หมุนแขนไปในลักษณะเหมือนกังหันลม เหยียดแขนในลักษณะรูปตัวเอสไปข้างหน้าอย่างสม่ำเสมอ เพราะจะทำให้ผู้ว่ายว่ายน้้ำได้ตรงขึ้นและไม่ควรเกร็งมือ งุ้มมือ นิ้วมือชิด และเก็บข้อมือขณะว่ายน้ำ

ท่ากรรเชียง (Backstroke) เป็นท่าว่ายน้ำที่ง่าย และสามารถฝึกได้หากสามารถว่ายท่าฟรีสไตล์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ซึ่งท่านี้ผู้ว่ายจะต้องจ้วงแขนในความแรงที่เท่ากันเพื่อพุ่งตัวไปด้านหน้า ไม่เช่นนั้นจะทำให้ผู้ว่ายน้ำ ว่ายเอียงตัวไปข้างใดข้างหนึ่ง โดยการว่ายที่ถูกต้องควรทำดังนี้

  • การเตะขา เตะขาสลับไปมาทั้ง 2 ข้าง โดยงอเข่าเล็กน้อย และไม่ควรเกร็งข้อเท้า และควรถีบเท้าไปข้างล่างเพื่อให้ร่างกายเคลื่อนที่ไปข้างหน้า
  • จังหวะแขน หมุนแขนในลักษณะเหมือนกังหันลมโดยให้แขนชิดใบหู งุ้มมือ นิ้วมือชิด ขณะว่ายน้ำ และในขณะที่ยกแขนขึ้นต้องให้มือด้านนิ้วโป้งอยู่ด้านบน แขนอยู่ในลักษณะตัวเอสขณะที่ผลักตัวไปด้านหน้า

ท่ากบ (Breaststroke) เป็นท่าที่ค่อนข้างยากและมักใช้ในการแข่งขันเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากท่ามีความสวยงาม แต่หากว่ายผิดวิธีจะทำให้การว่ายน้ำสะดุดลงได้

  • การเตะขา งอเข่าให้ชิดหน้าอก แล้วถีบขาไปด้านหลังตรง ๆ วาดขาออกแล้วรวบขาชิดกันเพื่อพุ่งตัวไปด้านลักษณะคล้ายกับกบเวลากระโดด
  • จังหวะแขน ประกบมือทั้ง 2 ข้างแล้วชูแขนขึ้นไปทางเหนือศีรษะ วาดแขนลงข้างตัวไปที่บริเวณอก โดยให้มือนั้นอยู่ในลักษณะเหมือนถ้วย ufabetแล้วกลับสู่ท่าเริ่มต้น

ท่าผีเสื้อ (Butterfly) เป็นท่าว่ายน้ำที่มีลักษณะคล้ายท่ากบ แต่มีความยากกว่า โดยท่าดังกล่าวนั้นไม่เหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มว่ายน้ำ เนื่องจากเป็นท่าที่ต้องอาศัยความชำนาญจึงจะสามารถว่ายได้อย่างราบรื่น โดยมีวิธีดังนี้

  • การเตะขา เริ่มต้นด้วยงอเข่าเล็กน้อย ให้ขาชิดกัน จากนั้นเคลื่อนตัวไปข้างหน้าโดยเหยียดขาลงไปข้างล่างแล้วยกขาชี้ตรงไปด้านหลังโดยไม่งอเข่า ทำติดต่อกันไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ร่างกายทรงตัวในน้ำได้
  • จังหวะแขน วาดแขนไปด้านหลังพร้อมกันในขณะที่เคลื่อนที่ แล้ววาดแขนขึ้นมาด้านบน จากนั้นกลับสู่ท่าเริ่มต้น

หายใจอย่างไรขณะว่ายน้ำ

การหายใจขณะว่ายน้ำเป็นสำคัญที่สุด ดังนั้น ผู้ที่ฝึกว่ายน้ำควรหายใจให้ถูกต้อง โดยแต่ละท่าจะมีวิธีหายใจแตกต่างกันไปดังนี้

  • ท่าฟรีสไตล์ (Crawl หรือ Freestyle) หายใจขณะที่หันศีรษะขึ้น โดยไม่ต้องยกศีรษะขึ้นเหนือน้ำ 
  • ท่ากรรเชียง (Backstroke) การหายใจของท่าดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับผู้ว่ายน้ำเอง เนื่องขณะว่ายน้ำศีรษะจะหงายขึ้น ทำให้จมูกนั้นอยู่เหนือน้ำ
  • ท่ากบ (Breaststroke) หายใจตามจังหวะแขน
  • ท่าผีเสื้อ (Butterfly) หายใจเมื่อสิ้นสุดจังหวะแขนในแต่ละครั้ง

ว่ายน้ำเผาผลาญแคลอรี่ได้เท่าไร ?

หากมีปัญหาสุขภาพ ว่ายน้ำได้หรือไม่ ?

สำหรับสตรีมีครรภ์นั้น ว่ายน้ำหรือออกกำลังกายในน้ำได้ตราบใดที่ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ แต่ควรหลีกเลี่ยงน้ำที่อุ่นเกินไปหรือน้ำที่เย็นจัด และควรหลีกเลี่ยงการว่ายท่ากบ เพราะจะส่งผลต่อบริเวณเชิงกรานได้

นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่มีปัญหาข้ออักเสบ ผู้ป่วยว่ายน้ำได้ตามปกติ แต่ควรหยุดและไปพบแพทย์หากมีอาการปวดข้อต่อ มีอาการบาดเจ็บ หรืออาการข้อต่ออักเสบมีอาการที่รุนแรงขึ้น นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่ผ่าตัดเปลี่ยนข้อต่อก็ควรปรึกษาแพทย์ก่อนว่ายน้ำจะดีที่สุด

ข้อควรระวังในการว่ายน้ำ

แม้จะเป็นการออกกำลังกายที่ปลอดภัย และดีต่อสุขภาพ แต่การว่ายน้ำก็มีข้อควรระวัง ซึ่งผู้ว่ายน้ำควรทราบ เพื่อป้องกันปัญหาอื่น ๆ ตามมาภายหลัง ได้แก่

  • ท้องเสีย สระว่ายน้ำส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยได้ทำความสะอาดทุกวัน ดังนั้น จึงกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคอันตรายเช่น เชื้อคริพโตสปอริเดียม (Cryptosporidium) เชื้อไกอาเดีย (Giardia) เชื้อชิเกลลา (Shigella) เชื้อโนโรไวรัส (Norovirus) หรือแม้แต่เชื้ออีโคไล (E.Coli) ที่ส่งผลให้เกิดอาการท้องเสียเรื้อรัง หากร้ายแรงก็อาจทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด จนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
  • หูชั้นนอกอักเสบ (Otitis externa) เป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้ที่ว่ายน้ำเป็นประจำ เนื่องจากน้ำในสระว่ายน้ำเข้าไปขังในหู และน้ำเหล่านั้นที่มีเชื้อแบคเรียจะเข้าไปทำให้ติดเชื้อ จนเกิดอาการคัน ปวดหู และมีอาการบวมภายในช่องหู บางรายอาจมีหนองไหลออกมาจากหูได้ ในกรณีผู้ที่เคยมีหูชั้นกลางอักเสบอาจส่งผลให้เกิดหูชั้นนอกอักเสบได้ ควรใส่ที่อุดหูเพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อ 
  • ปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เชื้อโรคที่เจือปนในสระว่ายน้ำอาจทำให้ผู้ว่ายน้ำติดเชื้อในทางเดินหายใจได้แบบไม่รู้ตัว โดยที่อาจพบได้คือ โรคลีเจียนแนร์ (Legionnaires Disease) ซึ่งจะก่อให้เกิดอาการไอ หายใจสั้น เจ็บหน้าอก มีไข้ หนาวสั่น และปวดกล้ามเนื้อ โดยโรคนี้จะเป็นอันตรายมากหากเกิดขึ้นในผู้ป่วยอายุ ผู้ที่ปัญหาเกี่ยวกับปอด หรือมีปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน

1. ว่ายน้ำช่วยในการลดน้ำหนัก

การว่ายน้ำสามารถทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้ถึง 367 แคลอรี่ ใช้เวลาเพียง 30 นาที ซึ่งพอๆ กับการเดินเร็ว การปั่นจักรยาน การวิ่งเหยาะๆ ท่านใดต้องการลดน้ำหนักก็สามารถเพิ่มเวลาในการว่ายน้ำตามความต้องการได้อีกด้วย

2. ว่ายน้ำช่วยลดความเครียดและเพิ่มความเชื่อมั่นในตนเอง

ผลการศึกษาของ Speedo ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของนักว่ายน้ำ จำนวน 74,000 คน พบว่าร้อยละ 74 มีความคิดเห็นว่าการว่ายน้ำช่วยผ่อนคลายจากความเครียดและความกดดัน ร้อยละ 68 มีความคิดเห็นว่าอยู่ในน้ำแล้วรู้สึกดีต่อตัวเอง และร้อยละ 70 มีความคิดเห็นว่ารู้สึกสดชื่นหลังจากที่ได้ว่ายน้ำ

3. ว่ายน้ำช่วยให้อารมณ์ดี

การศึกษาอีกชิ้นหนึ่งแสดงให้เห็นว่านักว่ายน้ำ ไม่ว่าจะอยู่ในระดับใด มักจะไม่ค่อยมีความเครียด ความกดดัน ความหดหู่ ความโกรธ และความสับสน เมื่อพวกเขาได้ว่ายน้ำ หมายความว่าไม่ว่าจะเป็นนักว่ายน้ำมือใหม่และนักว่ายน้ำมือสมัครเล่นก็สามารถรู้สึกดีเหมือนกับนักว่ายน้ำมืออาชีพได้ เนื่องจากการว่ายน้ำทำให้ร่างกายปล่อยฮอร์โมนเซโรโทนินที่ทำให้อารมณ์ดี

4. ว่ายน้ำช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง

การว่ายน้ำเป็นวิธีที่เหมาะสำหรับการเสริมสร้างกล้ามเนื้อของคุณ เนื่องจากน้ำมีความต้านทานมากกว่าอากาศถึง 44 เท่า ซึ่งหมายความว่าคุณต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อเคลื่อนที่ผ่านน้ำ และการว่ายน้ำยังเป็นการออกกำลังกายที่ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ออกกำลังกายในราคาแพงอีกด้วย

5. ว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่เสี่ยงต่อการได้รับบาดเจ็บน้อยมาก

เมื่อคุณว่ายน้ำ คุณจะมีน้ำหนักเพียงร้อยละ 10 ของน้ำหนักตัว เนื่องจากน้ำช่วยในการลอยตัว และยังช่วยลดการเคลื่อนไหวและความตึงของกระดูกข้อต่อและกล้ามเนื้อลงด้วย การว่ายน้ำจึงมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บน้อยกว่าการออกกำลังกายประเภทอื่นๆ

6. ว่ายน้ำช่วยให้นอนหลับสบาย

จากการศึกษาพบว่าผู้ที่ออกกำลังกายอย่างหนัก เช่น ว่ายน้ำ มีแนวโน้มนอนหลับได้ดีกว่าคนที่ไม่ออกกำลังกายเลยเป็น 2 เท่า และผลการสำรวจของ National Sleep Foundation พบปัญหาการนอนน้อย มักเกิดจากการนอนไม่หลับและตื่นเร็วเกินไป

7. ว่ายน้ำไม่มีเหงื่อ

เมื่อคุณว่ายน้ำจะไม่รู้สึกร้อนจนเกินไปหรือไม่รู้สึกว่ามีเหงื่อ เพราะน้ำรอบๆ ตัวคุณจะทำให้คุณเย็นลงอย่างต่อเนื่อง

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

เกมสนุกแถบได้ตัง : Slotxo , PGSLOT , PGSLOTGAME

ประโยชน์การขี่ม้า สำหรับคนชอบความท้าทาย

ประโยชน์การขี่ม้า สำหรับคนชอบความท้าทาย หลายคนคงเคยชมภาพยนตร์ หรือโทรทัศน์ ที่มีเรื่องเกี่ยวกับการขี่ม้า ซึ่งดูแล้ว มีลักษณะสง่างาม หรืออย่างพวกเลี้ยงปศุสัตว์ หรือคาวบอย (Cowboys) ที่มีความสามารถในการขี่ม้าได้อย่างเชี่ยวชาญ และทำให้ดูเหมือนว่า การขี่ม้าเป็นเรื่องที่ทำกันได้ง่ายๆ แต่แท้จริงแล้ว การขี่ม้าเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ที่ผู้ขี่ต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสม ส่วนม้าที่ใช้ขี่จะต้องมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า เครื่องม้า อย่างครบถ้วน และการผูกอานม้าใส่บังเหียน ก็ต้องเป็นไปอย่างถูกต้อง joker ประกอบกันไปด้วย การขี่ม้าที่ถูกวิธีนั้น ผู้ขี่ต้องได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี และมีความอดทนสูง จึงจะสามารถบังคับม้า ให้วิ่งไปตามความต้องการได้ 

คุณลักษณะของผู้ขี่ม้า

การเป็นนักขี่ม้าที่ดี ต้องได้รับการฝึกสอน และมีการฝึกฝนเป็นประจำ ทั้งในทางปฏิบัติ และทฤษฎี แต่การที่จะให้ทุกคนเป็นนักขี่ม้าที่ดีนั้น ลำบาก เพราะสิ่งแวดล้อม เวลา และการอบรม ตลอดจนนิสัยของนักขี่ม้าแต่ละคนไม่เหมือนกัน ลักษณะของผู้ขี่ม้าที่ดี คือ  บาคาร่า สูตรบาคาร่า

1.ต้องมีนิสัยเป็นคนเรียบร้อย สุภาพ อ่อนโยน ปฏิบัติตามคำสั่งของครูฝึกสอน และเจ้าของคอกม้า รู้จักระเบียบข้อปฏิบัติต่างๆ ใน เรื่องการขี่ม้าของสนาม 

2.มีนิสัยรักม้า เมื่อเกิดความรัก ก็มีใจเมตตาต่อม้านั้นๆ 

3.ต้องมีความซื่อตรง โดยต้องเป็นคนไว้ใจได้ ซื่อตรงต่อหน้าที่ของตน ทั้งต่อหน้า และลับหลัง 

4.ได้รับการฝึกมาแล้วเป็นอย่างดี การเป็นนักขี่ม้าแข่งได้ แทงบอลออนไลน์ ต่อเมื่อได้ผ่านการทดสอบมาแล้ว แม้เมื่อผ่านการทดสอบมาแล้ว ใช่ว่าจะเป็นนักขี่ม้าที่ดี ต้องคอยซ้อม ทบทวน หรือหาความชำนาญเสมอ

5.เป็นคนที่สนใจ และชอบการขี่ม้า สนใจในการหัดม้า ไม่เกียจคร้านในการฝึกซ้อม พยายามสังเกตนิสัยของม้าเสมอๆ รู้จักม้า และจำม้าที่เคยซ้อมได้ 

6.มีความสามารถในการบังคับม้า หรือพูดได้ว่า ขี่ม้าเก่ง ซ้อมม้าได้ดี รู้จักผ่อนหนัก ผ่อนเบากับม้า 

7.มีกำลังใจกล้าแข็งเหนือม้า ไม่กลัวม้า ufabetและไม่กลัวอันตรายที่ได้รับจากม้า ตลอดจนรู้ว่า อันตรายนั้นมีอะไรบ้าง มีความเข้มแข็งอดทน 

8.ใจเย็นไม่ฉุนเฉียว ไม่ลงโทษม้าด้วยความโมโหโทโส รู้จักการลงโทษม้า ให้รางวัลม้า และรู้จักการฝึก การปลอบ การเอาใจม้า 

9.ต้องมีความเมตตากรุณา รู้จักการให้ อภัย เพราะม้าพูดกับเราไม่ได้ ไม่ทราบว่า จะทำอย่างไรจึงจะสัมพันธ์กัน และม้าไม่เคยมีความรู้เรื่องการวิ่ง การแข่งมาก่อน เราต้องเป็นผู้ฝึกหัดให้ 

10.รู้จักการถนอมกำลังกายของตัวเอง เพื่อให้มีความสมบูรณ์อยู่เสมอ รู้จักการรักษาเนื้อรักษาตัวให้เป็นคนที่แข็งแรง เพื่อมีกำลังกาย กำลังใจ ความคิด ในการขี่ม้า

เครื่องม้าและการเก็บรักษา

เครื่องม้า และการเก็บรักษา เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งในวงการม้าขี่ และม้าแข่ง เพราะเครื่องม้าเป็นส่วนประกอบในการขี่ม้า ถ้าหากว่า การเก็บรักษา และการทำความสะอาดไม่ดีพอแล้ว อาจทำให้ชำรุด หรือเสียหายเร็วเกินไป หรือถ้าหากว่าผู้ใช้ไม่ตรวจให้ละเอียดรอบคอบแล้ว อาจทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ขี่ม้า ถึงพิการ หรือเสียชีวิตได้ 

ที่มา : PG SLOT

เครื่องขี่ม้า

ประกอบไปด้วยสิ่งต่างๆ 1.เครื่องบังเหียน เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการ บังคับม้า เพื่อให้ม้าเลี้ยวไปตามทิศทาง ที่ผู้ขี่ต้องการ บังเหียนใช้ผูกบริเวณส่วนหน้าของม้า 

2.อานม้า
 เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการนั่งขี่ และบังคับม้าด้วยเข่า มีส่วนประกอบที่สำคัญคือ สายรัดทึบยึดติดตัวอานม้าไว้บนหลังไม่ให้เลื่อนไหล หรือพลิกกลับ และสายโกลน ซึ่งใช้ในการเหยียบและยึดเท้าของผู้ขี่ 

3.เครื่องม้าและเบ็ดเตล็ดอื่นๆ
 ได้แก่ สิ่งต่างๆ ดังนี้  ขลุมขี่ เป็นเครื่องมือบังคับม้าให้ทำตามความประสงค์ของผู้ขี่ แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ

-ขลุมเดี่ยว หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ชุด บังเหียนปากอ่อน ใช้สำหรับผูกบังเหียนอันเดียว

ขลุมคู่ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ชุด บังเหียนปากแข็ง ขลุมนี้ใช้สำหรับผูกกับบังเหียนคู่ เช่น บังเหียนปากอ่อนควบกับบังเหียนปากแข็ง ซึ่งต้องมีสายรัดกระหม่อม ๒ สาย สายขลุม ๒ สาย สายบังเหียน ๒ สาย การใช้ขลุมคู่นี้มักจะใช้กับม้าที่มีนิสัยดื้อ เกเร ซึ่งหากใช้บังเหียนปากอ่อน จะไม่สามารถบังคับม้าได้ จึงใช้กับบังเหียนปากแข็งคู่ 

ขลุมจูง
 เป็นขลุมที่ใส่ไว้เพื่อล่ามม้า ใช้มัดหรือจับจูงเดินในบริเวณที่ไม่ใช่แปลงปล่อยม้า ใช้เพื่อจูงเดิน หรือล่ามเพื่อทำความสะอาดตัวม้า 

ขลุมตีวง
 เป็นขลุมที่มีไว้ เพื่อใช้ฝึกม้าให้รู้จักทำตามคำสั่ง ขลุมนี้จะใช้กับม้าที่นำมาฝึกใหม่ๆ

การใส่บังเหียนและอานม้า

สิ่งสำคัญอีกอย่างในการดูแลรักษาม้า คือ การใส่บังเหียน และการใส่อานที่ถูกวิธี โดยจะต้องไม่หลวมหรือตึงจนเกินไปต่อการใส่ ซึ่งจะทำให้ม้าเกิดความคล่องตัวในการเดินหรือวิ่ง

การขี่ม้า เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมบุคลิกภาพและสร้างการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนเป็นอย่างดี เป็นการพัฒนาทั้งทักษะความสามารถเฉพาะตัว , การสื่อสาร , และความแข็งแรงของร่างกาย เป็นต้น  ผู้เรียนทุกเพศทุกวัยสามารถเรียนขี่ม้าได้ แต่เพื่อความเหมาะสมผู้เรียนต้องมีความสามารถในการควบคุมตนเองและควบคุมม้าให้อยู่ในคำสั่งได้ ร้อยเกาะแอดเวนเจอร์ เปิดสอนหลักสูตรการขี่ม้าชั้นต้น ใช้เวลาเรียน 10 ชั่วโมง สามารถเรียนต่อเนื่องหรือสะสมเวลาเรียนได้ โดยมีกิจกรรมสอนขี่ม้าที่ หาดสำเร็จ อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

การขี่ม้าเป็นกีฬาที่ต้องใช้ความแข็งแรง ของกล้ามเนื้อทั้งแขน ,ขา และหลัง ในการนั่งและทรงตัวบนหลังม้าเพื่อบังคับม้าให้ทำตามคำสั่งที่ต้องการ  ซึ่งต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างถูกต้อง

ประโยชน์การขี่ม้า

ประโยชน์ของการขี่ม้าสำหรับเด็กอีกอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ การขี่ม้าช่วยพัฒนาบุคลิกภาพ เพราะการนั่งม้าต้องนั่งหลังตรง สง่างาม  เด็กๆ จะมั่นใจและมีบุคลิกภาพที่ดีขึ้น แต่คุณรู้หรือไม่ว่าการขี้ม้านั้นช่วยฝึกทักษะอื่นๆให้อีกด้วยด้วย แต่รู้หรือไม่ว่าการขี่ม้ายังช่วยฝึกคุณอีกหลายด้าน  จากการวิจัยเรามาดูกันว่าคนที่ขี่ม้าจะเป็นคนแบบไหน 

1. ชอบความท้าทาย คนที่กล้ากระโดดขึ้นไปนั่งบนหลังม้า คือ คนที่กล้าที่จะเผชิญกับความท้าทาย ทั้งความไม่รู้ ความกลัว ความไม่แน่นอน ฯลฯ ถ้าสามารถผ่านด่านความท้าทายไปได้ การขี่ม้าไม่ใช่เรื่องน่ากลัว กีฬาขี่ม้า ถือว่าเป็นกีฬาที่ท้าทายความสามารถมาก ทั้งแบบแข่งความเร็ว และการแข่งควบคุมม้า ผู้ที่ขี่ม้าจึงมีจิตใจที่ชอบความท้าทาย และรับมือกับสิ่งใหม่ๆได้ดี

2. บุคลิกดี สิ่งสำคัญที่สุดของการขี่ม้า คือ ท่านั่งม้าที่ถูกต้อง ซึ่งจะต้องนั่งหลังตรงอยู่ตลอดเวลา จุดนี้จะช่วยให้เรามีบุคลิกภาพดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเดิน หรือการนั่ง ฉะนั้นการขี่ม้าช่วยให้ผู้ขี่ปรับตัวให้องอาจผ่าเผยขึ้น

3. มีวินัย การขี่ม้าจะต้องมีวินัยในตัวเองสูง เพราะถ้าเราไม่ตั้งใจหรือไม่มีวินัยในตัวเอง ผลเสียจะเกิดที่ม้า ซึ่งม้าอาจจะสับสนและทำให้ความสามารถลดลง ฉะนั้นกีฬาขี่ม้าจำเป็นต้องมีวินัยในตัวเองสูงในการที่จะบังคับตัวเองไม่ขี้เกียจขณะขี่ และต้องมีความสม่ำเสมอในการขี่ม้าด้วย เพราะม้าเป็นสัตว์ที่ต้องการการออกกำลังกาย

4. เก่งในการควบคุมดูแล การขี่ม้าทำให้เราเก่งในการควบคุม เนื่องจากเราขึ้นหลังม้าแล้ว เราต้องพยายามบังคับมันให้ไปตามที่เราต้องการให้ได้ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ยากมากกว่าเราจะควบคุมมันได้ แต่เมื่อใดที่เราอยู่บนหลังม้าแล้ว เราต้องคุมมันให้ได้  

5. ทะเยอทะยานที่จะประสบความสาเร็จ เมื่อเราอดทนจากการฝึกและเริ่มขี่ม้าได้แล้ว เราจะมีความสนุกที่ได้ขี่ เราจะรู้สึกว่าเราอยากจะเก่งขึ้นกว่านี้ เพื่อให้ขี่มันได้เร็วขึ้น ควบคุมมันได้ดีขึ้น เป็นการกระตุ้นให้เราพยายามที่จะทำอะไรก็ตามให้ประสบความสำเร็จนั้นเอง

6. มีความยืดหยุ่นและปรับตัวเก่ง ผู้ที่ขี่ม้านอกจากการใช้คำสั่งต่างๆบังคับม้าได้แล้ว จะต้องมีความยืดหยุ่น และปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆให้ได้ จึงจะสามารถควบคุมม้าให้ทำตามคำสั่งได้

7. อดทน การขี่ม้าต้องใช้ความอดทนในการฝึก  หากไม่มีความอดทน และยอมเหนื่อยในการฝึกซ้อมแล้วนั้น เราจะไม่สามารถขี่ม้าได้อย่างแน่นอน เพราะเป็นกีฬาที่ต้องอดทนอย่างต่อเนื่อง และต้องมีสมาธิสูง

8. ฝึกรับมือและเผชิญหน้ากับทุกปัญหา  การขี่ม้าไม่เหมือนการขี่มอเตอร์ไซค์  ม้าเป็นสิ่งมีชีวิต มีการตัดสินใจเช่นเดียวกับคน การรู้จักม้าที่กำลังขี่ จึงเป็นสิ่งจำเป็น  การรู้จักกับม้าที่กำลังขี่ ไม่ว่าจะเป็นด้านนิสัย อารมณ์ ซึ่งต้องเกิดจากความช่างสังเกต และประเมินตลอดเวลา จะทำให้เราได้รู้ล่วงหน้า ว่าปัญหาจะเกิดเมื่อใด และจะรับมือกับปัญหาต่างๆได้อย่างไร

9. กล้าตัดสินใจ เมื่อเรานั่งอยู่บนหลังม้า ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นก็ตามเราต้องกล้าตัดสินใจ เพื่อให้ทุกอย่างดำเนินการต่อไปได้ด้วยดี เช่น หากม้าที่เราขี่กำลังตกใจ พยศ เราต้องมีสติตัดสินใจว่าเราจะทำอย่างไรต่อไป เพื่อให้ม้าสงบ เราก็จะไม่ตกจากหลังม้า หรือหากเกิดตกลงมาก็ต้องมีสติที่จะมำให้ตัวเองไม่บาดเจ็บ

10. มีพัฒนาการในตนเองสูง การขี่ม้าเป็นกีฬาที่ต้องพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา ต้องรู้จักรับฟัง เพื่อแก้ไขปัญหา หรือข้อผิดพลาดเนื่องจากเป็นกีฬาที่ท้าทาย ทำให้ต้องรู้จักวิเคราะห์อย่างรอบคอบ ต้องพัฒนาข้อด้อยของตนเองตลอดเวลา เพื่อลดอัตราการเสี่ยง และพัฒนาข้อดีให้ดียิ่งขึ้น เพื่อสร้างแรงจูงใจ และความมั่นใจในการพัฒนาไปสู่ขั้นอื่นต่อไป

11. มีความเป็นผู้นำ การจะได้ชัยชนะในการขี่ม้า ผู้ขี่ม้าจะต้องมีความสามารถนำม้าและตนเองไปให้ถึงเส้นชัย  

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

เกมสนุกแถบได้ตัง : Slotxo , PGSLOT , PGSLOTGAME

ประโยชน์กีฬาพื้นบ้าน กีฬาวัยเด็ก ที่คุณคิดถึง

ประโยชน์กีฬาพื้นบ้าน กีฬาวัยเด็ก ที่คุณคิดถึง หรือกีฬาพื้นบ้าน!!

กีฬาพื้นบ้าน

   การละเล่นกีฬาพื้นบ้าน หรือกีฬาพื้นเมือง ของไทยเราในอดีตของสมัยสุโขทัย ในปัจจุบันนี้ก็ยังมีเล่นให้เห็นอยู่บ้างในการละเล่นของเด็กๆ และผู้ใหญ่ในบางกลุ่ม เช่นการละเล่นของเด็ก คือ การแข่งขันวิ่งเปี้ยว  การเล่นโป้งแปะ  การเล่นว่าว  การเล่นหมากเก็บ และการเล่นกระโดดเชือก ฯ  ส่วน การละเล่นกีฬาพื้นบ้านพื้นเมืองของผู้ใหญ่ คือ  การแข่งขันเรือยาว  มวยไทย  มวยทะเล   การเล่นหมากรุก ชนไก่ ฯ  บาคาร่า สูตรบาคาร่า

คุณค่าและประโยชน์ของการละเล่นเด็กไทย

คุณค่าของการละเล่นไทย
การละเล่นของไทย เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมพื้นบ้านเท่า ๆ กันกับเป็นการสะท้อนวิถีชีวิต ความคิด ความเชื่อของคนในท้องถิ่นนั้น ๆ มาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน และเนื่องจากเป็นการ “เล่น” ซึ่งผู้ใหญ่บางคนอาจไม่เห็นคุณค่า นอกจากเห็นว่าเป็นแค่เพียงความสนุกสนานของเด็ก ๆ หนำซ้ำการละเล่นบางอย่างยังเห็นว่าเป็นอันตราย jokerและเป็นการบ่มเพาะนิสัยการพนันอีก เช่น ทอยกอง หว่าหากจะมอง วิเคราะห์กันอย่างจริงจังแล้ว คุณค่าของการละเล่นของไทยเรานี้มีนับเอนกอนันต์ ดังจะว่าไปตามหัวข้อ
ต่อไปนี้

ที่มา : PG SLOT

ประโยชน์ทางกาย

อันได้จากการออกกำลังทั้งกลางแจ้งและในร่ม เริ่มตั้งแต่เด็กเล็ก ๆ เล่น “จับปูดำ ขยำปูนา” หรือ “โยกเยกเอย น้ำท่วมเมฆ” เด็กก็จะได้หัดใช้กล้ามเนื้อต่าง ๆ ในตัวพร้อมกับทำท่าให้เข้ากับจังหวะ พอโตขึ้นมาหน่อยก็จะชอบเล่นกลางแจ้งกับเด็กคนอื่น ๆ เป็นกลุ่มเล็กบ้างใหญ่บ้าง เช่น ขี่ม้าก้านกล้วย ตาเขย่ง ตีลูกล้อ วิ่งเปี้ยว ขี่ม้าส่งเมือง ตี่จับ เตย ฯลฯ การละเล่นบางอย่างมีบทร้องประกอบทำให้สนุกครึกครื้นเข้าไปอีก อย่าง รีรีข้าวสาร โพงพาง มอญซ่อนผ้า อ้ายเข้อ้ายโขง งูกินหาง นอกจากจะได้ออกกำลังกายแล้วยังได้ฝึกความว่องไว ฝึกความสัมพันธ์ของการเก็งจังหวะแขนเท้า เช่น กาฟักไข่ ได้ฝึกการใช้ทักษะ ทางตาและมือในการเล็งกะระยะ เช่น การเล่นลูกหิน ทอยกอง

10 การละเล่นพื้นบ้าน ที่หลายคนอาจจะหลงลืมไปแล้ว 

เล่นซ่อนหา หรือ โป้งแปะ

“เล่นซ่อนหา” หรือ “โป้งแปะ” เป็นหนึ่งในการละเล่นพื้นบ้านที่มีมาช้านาน และยังได้รับความนิยมอยู่ทุกยุคทุกสมัย เพราะกติกาง่าย แถมสนุก แทงบอลออนไลน์ และต้องมีการกำหนดอาณาเขต เพื่อไม่ให้กว้างจนเกินไป จนถึงวันนี้ก็ยังมีเด็ก ๆ จับกลุ่มกันเล่นซ่อนหาให้เห็นกันอยู่ 

           โดยกติกาก็คือ คนที่เป็น “ผู้หา” ต้องปิดตา และให้เพื่อน ๆ ไปหลบหาที่ซ่อน โดยอาจจะนับเลขก็ได้ ส่วน “ผู้ซ่อน” ในสมัยก่อนจะต้องร้องว่า “ปิดตาไม่มิด สาระพิษเข้าตา พ่อแม่ทำนาได้ข้าวเม็ดเดียว” แล้วแยกย้ายกันไปซ่อน 

          เมื่อ “ผู้หา” คาดคะเนว่าทุกคนซ่อนตัวหมดแล้ว จะร้องถามว่า “เอาหรือยัง” ซึ่งเมื่อ “ผู้ซ่อน” ตอบว่า “เอาละ” “ผู้หา” ก็จะเปิดตาและหาเพื่อน ๆ ตามจุดต่าง ๆ เมื่อหาพบจะพูดว่า “โป้ง..(ตามด้วยชื่อผู้ที่พบ)” ซึ่งสามารถ “โป้ง” คนที่เห็นในระยะไกลได้ 

          จากนั้น “ผู้หา” จะหาไปเรื่อย ๆ จนครบ ผู้ที่ถูกหาพบคนแรกจะต้องมาเปลี่ยนมาเป็น “ผู้หา” แทน แต่หากใครซ่อนเก่ง “ผู้หา” หาอย่างไรก็ไม่เจอสักที “ผู้ซ่อน” คนที่ยังไม่ถูกพบสามารถเข้ามาแตะตัว “ผู้หา” พร้อมกับร้องว่า “แปะ” เพื่อให้ “ผู้หา” เป็นต่ออีกรอบหนึ่งได้

ประโยชน์จากการเล่นซ่อนหา ก็คือ ฝึกให้เป็นคนช่างสังเกต สามารถจับทิศทางของเสียงได้ รวมทั้งรู้จักประเมินสถานที่ซ่อนตัว จึงฝึกความรอบคอบได้อีกทาง นอกจากนี้ยังทำให้ผู้เล่นสนุกสนาน อารมณ์แจ่มใสเบิกบานไปด้วย

หมากเก็บ

           การละเล่นยอดฮิตสำหรับเด็กผู้หญิงนั่นเอง ปกติจะใช้ผู้เล่น 2-4 คน และใช้ก้อนกรวดกลม ๆ 5 ก้อนเป็นอุปกรณ์

           กติกาก็คือ ต้องมีการเสี่ยงทายว่าใครจะได้เล่นก่อน โดยใช้วิธี “ขึ้นร้าน” คือแบมือถือหมากทั้ง 5 เม็ดไว้ แล้วโยนหมาก ก่อนจะหงายมือรับ แล้วพลิกมือกลับรับหมากอีกที ใครมีหมากอยู่บนมือมากที่สุด คนนั้นจะได้เป็นผู้เล่นก่อน

           จากนั้นจะแบ่งการเล่นเป็น 5 หมาก โดยหมากที่ 1 ทอดหมากให้อยู่ห่าง ๆ กัน แล้วเลือกลูกนำไว้ 1 เม็ด ก่อนจะไล่เก็บหมากที่เหลือ โดยการโยนเม็ดนำขึ้น พร้อมเก็บหมากครั้งละเม็ด และต้องรับลูกที่โยนขึ้นให้ได้ ถ้ารับไม่ได้ถือว่า “ตาย” หรือถ้ามือไปถูกเม็ดอื่นก็ถือว่า “ตาย” เช่นกัน

           ในหมากที่ 2 ก็ใช้วิธีการเดียวกัน แต่เก็บทีละ 2 เม็ด เช่นเดียวกับหมากที่ 3 ใช้เก็บทีละ 3 เม็ด ส่วนหมากที่ 4 จะไม่ทอดหมาก แต่จะใช้ “โปะ” คือถือหมากทั้งหมดไว้ในมือ โยนลูกนำขึ้นแล้วโปะเม็ดที่เหลือลงพื้น แล้วรวมทั้งหมดที่ถือไว้ “ขึ้นร้าน” ได้กี่เม็ดถือเป็นแต้มของผู้เล่นคนนั้น ถ้าไม่ได้ถือว่า “ตาย” ufabetแล้วให้คนอื่นเล่นต่อไป โดย “ตาย” หมากไหนก็เริ่มที่หมากนั้น ปกติการเล่นหมากเก็บจะกำหนดไว้ที่ 50-100 แต้ม ดังนั้นเมื่อแต้มใกล้ครบ เวลาขึ้นร้านต้องระวังไม่ให้แต้มเกิน ถ้าเกินต้องเริ่มต้นใหม่

อย่างไรก็ตาม ปกติแล้ว “หมากเก็บ” มีวิธีเล่นหลายอย่าง แต่ละอย่างก็จะมีชื่อเรียกต่างกันไป เช่น หมากพวง, หมากจุ๊บ, อีกาเข้ารัง

รีรีข้าวสาร

รีรีข้าวสาร

เชื่อเลยว่า ชีวิตในวัยเด็กของคนส่วนใหญ่ผ่านการละเล่น “รีรีข้าวสาร” มาแล้ว และยังร้องบทร้องคุ้นหูที่ว่า “รีรีข้าวสาร สองทะนานข้าวเปลือก เด็กน้อยตาเหลือก เลือกท้องใบลาน คดข้าวใส่จาน คอยพานคนข้างหลังไว” ได้ด้วย

           กติกา “รีรีข้าวสาร” ก็คือ ต้องมีผู้เล่น 2 คนหันหน้าเข้าหากัน และเอามือประสานกันไว้เป็นรูปซุ้ม ส่วนผู้เล่นคนอื่น ๆ จะกี่คนก็ได้จะยืนเกาะเอวกันไว้ตามลำดับ หัวแถวจะพาขบวนลอดซุ้มพร้อมร้องเพลง “รีรีข้าวสาร” จนเมื่อถึงประโยคที่ว่า “คอยพานคนข้างหลังไว้” ผู้ที่ประสานมือเป็นซุ้มจะลดมือลงกันไม่ให้คนสุดท้ายผ่านเข้าไป เรียกว่า “คัดคน” และเล่นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนคนหมด

ประโยชน์ของการเล่นรีรีข้าวสาร ก็คือ ช่วยให้จิตใจร่าเริงแจ่มใส รู้จักมีไหวพริบ ใช้กลยุทธ์ให้ตัวเองเอาตัวรอดจากการถูกคล้องไว้ได้ รวมทั้งฝึกให้เด็กทำงานเป็นกลุ่มได้ด้วย

มอญซ่อนผ้า

 มอญซ่อนผ้า

การละเล่นแสนสนุกที่ทำให้ผู้เล่นได้ลุ้นไปด้วย โดยใช้อุปกรณ์เพียงแค่ผ้าผืนเดียวเท่านั้น แล้วให้ผู้เล่นเสี่ยงทาย ใครแพ้คนนั้นต้องเป็น “มอญ” ส่วนคนอื่น ๆ มานั่งล้อมวง คนที่เป็น “มอญ” จะต้องถือผ้าไว้ในมือแล้วเดินวนอยู่นอกวง จากนั้นคนนั่งในวงจะร้องเพลงว่า “มอญซ่อนผ้า ตุ๊กตาอยู่ข้างหลัง ไว้โน่นไว้นี่ ฉันจะตีก้นเธอ” 

           ระหว่างเพลงร้องอยู่ คนที่เป็น “มอญ” จะแอบทิ้งผ้าไว้ข้างหลังผู้เล่นคนใดคนหนึ่ง แต่เมื่อทิ้งผ้าแล้ว จะแกล้งทำเป็นยังไม่ทิ้ง โดยเดินวนไปอีก 1 รอบ หากผู้ที่ถูกทิ้งผ้าไม่รู้ตัว “มอญ” จะหยิบผ้ามาตีหลังผู้เล่นคนนั้น แล้วต้องกลายเป็น “มอญ” แทน แต่หากผู้เล่นรู้ตัวว่ามีผ้าอยู่ข้างหลัง ก็จะหยิบผ้ามาวิ่งไล่ตี “มอญ” รอบวง “มอญ” ต้องรีบกลับมานั่งแทนที่ผู้เล่นคนนั้น แล้วผู้ที่วิ่งไล่ต้องเปลี่ยนเป็น “มอญ” แทน

เดินกะลา

 เดินกะลา

           ดูจะเป็นการละเล่นพื้นบ้านที่หาดูได้ไม่บ่อยนัก แต่หากเป็นสมัยก่อนจะเห็นเด็ก ๆ เดินกะลา กันทั่วไป โดยผู้เล่นจะต้องนำกะลามะพร้าว 2 อันมาทำความสะอาดแล้วเจาะรูตรงกลาง ร้อยเชือกให้แน่น เพื่อป้องกันไม่ให้เชือกหลุดเวลาเดิน เวลาเดินให้ใช้นิ้วหัวแม่เท้ากับนิ้วชี้คีบเชือกเอาไว้แล้วเดิน หากมีเด็ก ๆ หลายคนอาจจัดแข่ง เดินกะลา ได้ด้วยการกำหนดเส้นชัยไว้ใครเดินถึงก่อนก็เป็นผู้ชนะไป 

ประโยชน์ของการเดินกะลา ก็คือช่วยฝึกการทรงตัว ความสมดุลของร่างกาย เพราะต้องระวังไม่ให้ตกกะลา ช่วงแรก ๆ อาจจะรู้สึกเจ็บเท้า แต่ถ้าฝึกบ่อย ๆ จะชินและหายเจ็บไปเอง แถมยังทำให้ร่างกายแข็งแรง เพลิดเพลินอีกด้วย

กาฟักไข่

           เป็นอีกหนึ่งการละเล่นที่เคยได้ยินชื่อ แต่หลายคนไม่ทราบกติกา โดยวิธีการเล่นก็คือ ใช้อะไรก็ได้ลักษณะกลม ๆ เท่าจำนวนคนเล่น ยกเว้นผู้ที่เป็นกา 1 คน มาสมมติว่าเป็น “ไข่” แล้วเขียนวงกลมลงบนพื้น 2 วง วงแรกเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 ฟุต และอีกวงหนึ่งอยู่ข้างในวงแรก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 ฟุต วาง “ไข่” ทั้งหมดไว้ในวงกลมเล็ก ให้คนใดคนหนึ่งเป็นกา ยืนในวงกลมวงใหญ่ หรือนั่งคร่อมวงกลมเล็ก นอกนั้นทุกคนยืนรอบนอกวงกลมวงใหญ่ คอยแย่งไข่ คนเป็นกามีหน้าที่ป้องกันไข่ ไม่ให้ถูกแย่งไป

           กติกาของกาฟักไข่ ก็คือคนข้างนอกต้องแย่งไข่มาให้ได้ โดยใช้แขนหรือมือเอื้อมเข้าไป แต่ห้ามนำตัวเข้าไปในวงกลม และต้องระวังไม่ให้อีกาถูกมือหรือแขนได้ด้วย หากแย่งไข่ออกมาได้หมดแล้ว ให้ปิดตากา แล้วนำไข่ทั้งหมดไปซ่อน เพื่อให้กาตามหาไข่ หากพบไข่ที่ผู้เล่นคนใดนำไปซ่อน ผู้นั้นจะต้องเปลี่ยนมาเป็นกาแทน

 งูกินหาง

“แม่งูเอ๋ยกินน้ำบ่อไหน…” ประโยคคุ้น ๆ ของการเล่นงูกินหางที่ยังติดตรึงในความทรงจำของใครหลาย ๆ คน และเป็นที่นิยมของเด็กในทุกเทศกาล ทุกโอกาสอีกด้วย

           วิธีการเล่นงูกินหาง เริ่มจากเสี่ยงทาย ใครแพ้ต้องไปเป็น “พ่องู” ส่วนผู้ชนะที่มีร่างกายแข็งแรง ตัวใหญ่จะเป็น “แม่งู” ไว้คอยปกป้องเพื่อน ๆ คนอื่นที่เป็น “ลูกงู” จากนั้น “ลูกงู” จะเกาะเอวแม่งูและต่อแถวกันไว้ ยืนเผชิญหน้ากับ “พ่องู” จากนั้นจะเข้าสู่บทร้อง โดยพ่องูจะถามว่า

 พ่องู : “แม่งูเอ๋ยกินน้ำบ่อไหน”

แม่งู : “กินน้ำบ่อโสกโยกไปโยกมา” (พร้อมแสดงอาการส่ายตัวไปมา)

พ่องู : “แม่งูเอ๋ยกินน้ำบ่อไหน”

แม่งู : “กินน้ำบ่อหินบินไปบินมา” (พร้อมแสดงอาการบินไปบินมา)

พ่องู : “แม่งูเอ๋ยกินน้ำบ่อไหน”

แม่งู : “กินน้ำบ่อทรายย้ายไปย้ายมา” (พร้อมแสดงอาการส่ายตัวไปมา)

           จากนั้นพ่องูจะพูดว่า “กินหัวกินหางกินกลางตลอดตัว” แล้ววิ่งไล่จับลูกงูที่กอดเอวอยู่ ส่วนแม่งูก็ต้องป้องกันไม่ให้พ่องูจับลูกงูไปได้ เมื่อลูกงูคนไหนถูกจับ จะออกจากแถวมายืนอยู่ด้านนอก เพื่อรอเล่นรอบต่อไป หากพ่องูแย่งลูกได้หมด จะถือว่าจบเกมแล้วเริ่มเล่นใหม่ โดยพ่องูจะกลับไปเป็นแม่งูต่อในรอบต่อไป

           ประโยชน์ของการเล่นงูกินหางก็คือ ทำให้ผู้เล่นเกิดความสามัคคี ทำงานเป็นกลุ่ม รู้จักช่วยเหลือกัน และรู้จักการต่อสู้เพื่อเอาตัวรอด เมื่อภัยมาถึงตัว นอกจากนี้ยังฝึกร่างกายให้แข็งแรง และจิตใจเบิกบานสนุกสนานไปด้วย

ม้าก้านกล้วย

ม้าก้านกล้วย

           เป็นอีกหนึ่งการละเล่นที่แสดงถึงความมีภูมิปัญญาของคนไทยทีเดียว เพราะในสมัยก่อนแทบทุกบ้านจะปลูกต้นกล้วยไว้ทั้งนั้น ดังนั้น ต้นกล้วยจึงนำมาประยุกต์เป็นของเล่นให้เด็ก ๆ ได้อย่างดีทีเดียว โดยเฉพาะ ม้าก้านกล้วย ดูเหมือนจะถูกอกถูกใจเด็กชายวัยซนมากที่สุด เพราะเด็ก ๆ จะนำก้านกล้วยมาขี่เป็นม้า เพื่อแข่งขันกัน หรือทำเป็นดาบรบกันก็ได้

ว่าวไทย

           เชื่อว่าหลายคน คงเคยมีประสบการณ์การเล่นว่าวในช่วงปิดเทอมที่ท้องสนามหลวงมาแล้ว แม้ว่าตอนนี้ภาพนั้นจะค่อย ๆ จางหายไปแล้วก็ตาม โดย “การเล่นว่าวไทย” นั้น เริ่มมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเรื่อยมา ตามที่ปรากฏหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และถือเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงภูมิปัญญาพื้นบ้านและวัฒนธรรมของไทยได้อย่างดี เพราะแต่ละท้องถิ่นจะคิดประดิษฐ์ว่าวแตกต่างกันไป “ว่าวไทย” จึงกลายเป็นมรดกตกทอดของแต่ละชุมชนและมีลักษณะเฉพาะตัวที่โดดเด่น

           โดย “ว่าว” มีหลายประเภท เช่น “ว่าวจุฬา”มีลักษณะเป็น 5 แฉก นิยมเล่นในภาคกลาง, “ว่าววงเดือน” หรือ “ว่าวบุหลัน” มักตกแต่งเป็นลวดลายเรือกอและ นิยมเล่นในภาคใต้ตอนล่าง นอกจากนี้ยังมี “ว่าวปักเป้า”“ว่าวงู” ฯลฯ 

ส่วนวิธีการเล่นว่าวนั้น ส่วนใหญ่จะชักว่าวให้ลอยสูงติดลมบน เพื่อดูความสวยงามของว่าวรูปต่าง ๆ หรือฟังเสียงของว่าว นอกจากนี้ยังสามารถชักว่าวต่อสู้กันบนอากาศก็ได้

           ยังมีอีกหลายการละเล่นที่เด็กไทยสมัยก่อนนิยมนำมาเล่นกัน เช่น ขี่ม้าส่งเมือง, ตี่จับ, โมราเรียกชื่อ, ลิงชิงหลัก, ตั้งเต, โพงพาง, ชักเย่อ, กระต่ายขาเดียว, กระโดดยาง ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นภูมิปัญญาของคนไทย ที่สร้างสรรค์มรดกตกทอดทางวัฒนธรรมให้กับลูก ๆ หลาน ๆ ได้อย่างดีทีเดียว

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer
เกมสนุกแถบได้ตัง : Slotxo , PGSLOT , PGSLOTGAME