วิธีดูแล ผมแห้ง ผมแตกปลาย

วิธีดูแล ผมแห้ง ผมแตกปลาย

วิธีดูแล ผมแห้ง ผมแตกปลาย เชื่อหรือไม่? ว่าปัญหาสุขภาพแล้ว ปัญหาผมแตกปลายนี่แหละ ที่เป็นปัญหาโลกแตกสำหรับสาวๆ บางคนแก้ไขปัญหาด้วยการตัดผมสั้น!! แต่เดี๋ยวก่อนนั่นไม่ใช่วิธีแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ แต่เป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ ดังนั้นก่อนอื่น เราต้องทราบว่าผมของเราที่แตกปลายนั้นมีสาเหตุจากอะไร

ผมแตกปลาย คือ เส้นผมที่อ่อนแอ อาจเกิดจากความร้อน สารเคมี หรือพฤติกรรมบางอย่างที่เป็นสำคัญในการใช้ชีวิต สำหรับผู้ที่มีปัญหาผมแตกส่วนใหญ่ จะสังเกตุได้ว่าคนส่วนนั้นจะชอบเข้าร้านเสริมสวย อาจจะมีบ้างที่เข้าไปทำเล็บ ทำหน้า แต่ 80% ล้วนแต่เข้าไปทำผมด้วยอุปกรณ์ที่ใช้ความร้อน สารเคมี เช่น ย้อมสีผม ดัดผม หรือแม้แต่ไดร์ฟเป่าผม ทุกอย่างถ้าทำเป็นประจำก็ไม่แปลกที่ผมจะแห้งเสีย

ลองเปรียบเทียบเล่นๆ ระหว่างคนที่เข้าร้านเสริมสวยไปทำผมประจำ กับ คนที่ไม่เคยเข้าร้านเสริมสวยและไม่เคยทำอะไรกับเส้นผมเลย จะเห็นได้อย่างชัดเจน ว่าคนที่ไม่ทำอะไรเส้นผมนั้นจะมีเส้นผมที่สุขภาพดี เงางาม เพราะผมไม่เคยสัมผัสสารเคมีและความร้อน

วิธีดูแล ผมแห้ง ผมแตกปลาย

สาเหตุของผมแตกปลาย

  1. เกิดจากสารเคมี คือ สารเคมีที่อยู่ในสีย้อมผม น้ำยาดัดผม หรือแม้กระทั่งแชมพู ครีมนวด ทุกอย่างล้วนแต่มีสารเคมี อย่างเช่น แชมพู หลายๆ ท่านคงเคยเห็นคนที่ผมร่วงเพราะเปลี่ยนยี่ห้อแชมพู ก็ไม่ต่างกันกับผมแตกปลาย ซึ่งก้เป็นอาการแพ้สารเคมีเข่นกัน
  2. ความร้อน คือ เครื่องหนีบผม ไดร์ฟเป่าผม ที่ดัดผม การอบไอน้ำก็ด้วย หลายๆ คนอาจจะคิดว่าอบไอน้ำยิ่งบ่อยยิ่งดี? แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย ถ้าเส้นผมเราโดนความร้อนบ่อยยังไงผมก็จะแห้ง เสีย และแตกปลาย อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง ควรหาวิธีแบบธรรมชาติ เช่น อาจจะเปลี่ยนจากการไดร์ฟผมเป็นการเป่าผมกับพัดลมแทน เพื่อช่วยไม่ให้เส้นผมโดนความร้อน
  3. แสงแดด คุณทราบหรือไม่ว่า “แสงแดด” นี่แหละ คือตัวทำร้ายผมชั้นเริ่ด ในแสงแดดนั้นจะมีรังสีอัลตร้าไวโอเลต ที่ทำร้ายเส้นผมเราให้แห้งเสีย พอผมเราเสียปัญหาผมแตกปลายจะตามมาอย่างแน่นอน อาจจะเห็นบางท่านที่ตากแดดเป็นเวลานานแล้วรู้สึกเหมือนผมไหม้ ผมมีกลิ่น นั่นแหละคือผลจากรังสีอัลตร้าไวโอเลต ที่กำลังทำร้ายเส้นผมของคุณ รู้แบบนี้แล้วควรหาวิธีป้อง เช่น การใส่หมวก หรือ กางร่ม เป็นต้น
  4. สระผมด้วยน้ำอุ่น การที่เราสระผมด้วยอุ่นนั้นคือการทำร้ายหนังศีรษะเป็นอย่างมาก ทำให้หนังศีรษะแห้ง เป็นรังแค บางท่านถึงขั้นลอกเป็นแผ่นๆ เพราะน้ำอุ่นนั้นไปทำลายความชุ่มชื่น ไม่ว่าจะผิว หรือ หนังศีรษะ จึงเป็นเหตุทำให้เส้นผมเราแตกปลาย

วิธีแก้ปัญหาผมแตกปลาย

  1. เล็มผมแตกปลาย การที่เราต้องเล็มผมที่แตกปลายออกนั้นก็เพื่อช่วยให้สารอาหารที่ไปหล่อเลี้ยงเส้นผมนั้นเพียงพอต่อเส้นผม เพราะถ้ายิ่งมีผมเสีย แห้ง และแตกปลาย ยิ่งไว้ยาวเท่าไหร่ยิ่งดูแลยากขึ้น อาหารที่ไปหล่อเลี้ยงก็ไม่เพียงพอ ทำให้ผมยาวช้าฉะนั้น การเล็มผมเดือนละ 1 – 2 ครั้ง ถือว่าเป็นเรื่องที่สมควรทำ เล็มออกสัก 2 – 3 ซ.ม. เท่านั้นเพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผมยาวเร็วขึ้นอีกด้วย
  2. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับเส้นผม หรือ ใช้แชมพูเด็ก การเลือกแชมพูนั้นคือสิ่งสำคัญ อย่างที่กล่าวไปตอนแรก ว่ามีหลายๆ ท่านที่เคยผมร่วงเพราะแพ้แชมพู เพราะในแชมพูอาจมีสารเคมีที่ไม่ถูกกับเส้นผมเรา ฉะนั้นให้ลองเปลี่ยนมาใช้แชมพูที่เป็นส่วนผสมของธรรมชาติ เดี๋ยวนี้มีวางขายค่อนข้างเยอะ เพื่อเป็นการลดสารเคมีไปในตัว และอย่าลืมบำรุงผมด้วยครีมนวดทุกครั้ง หลังสระผมเสร็จ เพราะจะทำให้เส้นผมนุ่มรื่น ไม่พันกันอีกด้วย
  3. เซรั่มสำหรับบำรุงผม ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะต่อให้ผมสวย สุขภาพดีแค่ไหน แต่ถ้าไม่รู้จักบำรุงตั้งแต่ต้นเหตุ ในอนาคตก็มีโอกาสผมเสียได้เหมือนกัน การบำรุงผมด้วยเซรั่มนั้นควรใช้อย่างน้อย สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ไม่ควรใส่บ่อยเกินไปและควรใส่แค่ปลายผม เพราะถ้าใส่ทั้งหัวรับรองได้เลยว่า ผมคุณจะมันเยิ่มอย่างแน่นอน !!
  4. คลอรีน หลายคงเคยสงสัย เวลาไปว่ายน้ำพอขึ้นจากสระ ทำไมผมแข็ง? และพันกันทั้งๆ บางท่านมัดผม คลอรีนนี่แหละคือคำตอบ เพราะที่เห็นน้ำในสระเป็นสีฟ้าก็เพราะคลอรีน และ สารตัวนี้แหละที่ทำร้ายเส้นเราพอๆ กับแสงแดด ฉะนั้นถ้าใครที่ชอบไปว่ายน้ำหลังจากขึ้นสระแล้ว นอกจากอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย อย่าลืมสระผมและบำรุงผมด้วยครีมนวดและเซรั่ม
  5. ห้ามหวีผมขณะผมเปียก เช่วงที่ผมเปียกนี่แหละ คือช่วงเวลาที่เส้นผมอ่อนแอที่สุด! ทำให้ผมขาด หยุดร่วง และแตกปลาย ได้ง่ายมาก แนะนำว่าให้รอจนกว่าผมจะแห้งแล้วจึงหวี หรือจะหวีช่วงเวลาก่อนเข้านอนก็ดี เพราะจะเป็นการกระตุ้นหนังศีรษะให้ผลิตน้ำมันที่หล่อเลี้ยงเส้นผม ทำให้เส้นผมสุขภาพดีและเงางามอีกด้วย
  6. หมักผมอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง การหมักผมไม่จำเป็นต้องถึงขั้นไปร้านเสริมสวย สามารถหมักด้วยทรีตเม้น หรือ จะเป็นพวกน้ำมันมะกอก เบียร์ ไข่แดง โยเกิร์ต ก็ได้เช่นกัน หมักแค่ 30 นาทีแล้วล้างออก เพื่อเป็นการคืนความชุ่มชื่นให้เส้นผม ทำให้ผมสวยสุขภาพดี และเงางาม
  7. หลีกเลี่ยงอุปกรณ์ที่ใช้ความร้อนและสารเคมี ไม่ว่าจะเป็น การทำสีผม ดัดผม เครื่องหนีบผม ไดร์ฟเป่าผม เครื่องดัดผม และอื่นๆ อีกมากมาย เพราะสิ่งนี้แหละเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เส้นเรานั้นเสียและแตกปลาย แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็ใช้สเปรย์ป้องกันความร้อน และต้องบำรุงผมอย่างหนักหน่วง ทั้งหมัก สปา เล็มผมแตกปลาย เพราะเส้นผมเรานั้นก็เหมือนร่างกายคนเราที่ควรดูรักษา ไม่ใช่ใช้งานอย่างเดียว

ที่มา : PG SLOT

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

เกมสนุกแถบได้ตัง : Slotxo , PGSLOT , PGSLOTGAME

เสน่ห์ "กีฬายิงธนู" สง่างาม ช่วยฝึกสมาธิ

เสน่ห์ “กีฬายิงธนู” สง่างาม ช่วยฝึกสมาธิ

เสน่ห์ “กีฬายิงธนู” สง่างาม ช่วยฝึกสมาธิ

เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังจากที่มีปืนมาแทนธนูแล้ว ในทวีปยุโรปพวกนักแสวงบุญและผู้บุกเบิกได้หันมาใช้ปืนแทนธนู และพวกเขาพบว่าพวกอินเดียนแดงใช้ธนูมาเป็นเวลาร้อยๆ ปี รวมทั้งนักล่าสัตว์รุ่นดึกดำบรรพ์ของประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย

ต่อมาการยิงธนูได้กลายเป็นกีฬา ซึ่งพบได้จากสมาคมของพวกเจ้านายอังกฤษตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2333 และจัดให้มีการแข่งขันยิงธนู ต่อมาในปี พ.ศ. 2387 สมาคมแห่งชาติอังกฤษ (The Grand National Organization) จัดให้มีการแข่งขันยิงธนูในประเทศอังกฤษ ส่วนในประเทศสหรัฐอเมริกาจัดการแข่งขันขึ้น ณ เมืองชิคาโกในปี พ.ศ. 2422 และจัดการแข่งขันกีฬายิงธนูระหว่างประเทศขึ้นเป็นครั้งแรกที่เมืองเลโคเควท ประเทศฝรั่งเศส เมื่อก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1

การยิงธนูได้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอในการยิงธนูเพื่อการสันทนาการวิธีของ Clout เป็นการยิงเป้าโดยมีระยะทางบอกไว้บนพื้นสนาม เพื่อการทดสอบพลัง ทักษะ และความแม่นยำในการยิง การยิงเพื่อระยะทางก็เป็นที่นิยมแพร่หลายอย่างมากเช่นกัน โดยยึดหลักการยิงไกลเป็นเกณฑ์ นอกจากนี้ยังมีเกมที่ดึงดูดใจหลายอย่าง เช่น การยิงลูกบอลลูนของ Ainsworth และเกมการล่ากระต่าย เป็นต้น

       Field Archery เป็นแบบการยิงธนูชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมแพร่หลายในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเทคนิคที่ใช้สัญชาตญาณในการยิงความแม่นมาจากการยิงครั้งแรก แม้ว่าครั้งหลังๆ จะไม่ค่อยดี แต่กลับจะทำให้มีการพัฒนาโดยการยิงเล็งเป้าขึ้น ในการล่าสัตว์ที่โล่งๆ สัญชาตญาณเป็นสิ่งจำเป็น และความแม่นก็จะตามมา

>> กีฬายิงธนูไทย <<

ตามประวัติศาสตร์ชาติไทย เกือบจะไม่มีหลักฐานกล่าวถึงเรื่องการใช้ธนูแต่อย่างใด ทั้งการใช้ธนูในด้านอาวุธและทางด้านการกีฬา จะมีรู้กันอยู่บ้างก็กล่าวถึงในวรรณกรรม เช่น ธนูในพุทธประวัติ ธนูพระรามในรามเกียรติ์ เกาทัณฑ์ในสามก๊ก ยิ่งมาในสมัยรัตนโกสินทร์ก็ยิ่งขาดการพาดพิงถึงกิจกรรมธนูเท่าใดนัก       

จริงอยู่ใคร ๆ ก็รู้จักธนูกันทั่วไป แต่ธนูที่รู้จักกันนั้นไม่ผิดอะไรกับปืนเถื่อนของชาวบ้าน ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับปืนชั้นดี สมัยใหม่ ธนูที่ชาวไทยรู้จักเป็นส่วนใหญ่ไม่ผิดอะไรมากนักกับธนูเด็กเล่น คือเหลาไม้ไผ่แล้วนำมาโก่งขึงสายก็นับว่าเป็นคันธนู ลูกธนูก็เหลาไม้ปลายแหลม แล้วเอาขนนกมาติดหาง หรือชนกลุ่มน้อยบางเผ่าในประเทศไทยอาจใช้ใบไม้บางชนิดมาทำหางลูกธนูก็เป็น เพียงลูกธนูชาวบ้านชาวป่า       

เรามาเริ่มรู้จักกิจกรรมธนูดีขึ้นก็เพียง 25 – 30 ปีที่ผ่านมานี่เอง โดยมีบริษัทค้าเครื่องกีฬาได้สั่งธนูซึ่งทำด้วยไม้ไผ่มา ขาย ถึงแม้เป็นธนูไม้ไผ่แต่ก็มีกรรมวิธีประดิษฐ์หรือมีเทคโนโลยีการผลิตดี เป็นก้าวแรกที่ทำให้คนไทยพอจะแยกออกถึงธนูที่เป็นอาวุธโดยตรงและธนูที่ทำ ขึ้นเพื่อการกีฬาโดยเฉพาะ        

จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2510 นี่เอง กีฬายิงธนูของไทยก็เริ่มก่อตั้งขึ้นอย่างจริงจัง โดยการมองเห็นการณ์ไกลของนักกีฬายิงปืนสองสามคน เห็นกีฬายิงธนูมีความใกล้เคียงและจะต้องมีความละเอียดอ่อนในกิจกรรมคล้าย กีฬายิงปืน ในต่างประเทศก็นิยมกีฬายิงธนูถึงขนาดมีการจัดการแข่งขันระดับโลก ประเทศใกล้เคียงกับประเทศไทยเราก็มีสมาคมกีฬายิงธนูกันบ้างแล้วนักยิงปืน เหล่านั้นจึงมีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะสร้างกีฬายิงธนูให้เป็นที่นิยมขึ้นใน ประเทศไทย       

จากนั้นก็เริ่มศึกษาหาหลักฐานทั้งปวงที่เป็นมาตรฐานเกี่ยวกับธนูให้เป็นที่ ถ่องแท้ แต่ขณะนั้นยังไม่มีสนามยิงธนูโดยเฉพาะ และต้องขออนุญาตใช้สนามยิงปืนของกรมการรักษาดินแดนเป็นที่เริ่มทดลองฝึกยิง ธนูโดยได้รับการสนับสนุนจากท่านเจ้ากรมการรักษาดินแดนขณะนั้นเป็นอย่างดี        

กาลแห่งฤกษ์งามยามดีของวงการกีฬายิงธนูของประเทศไทยก็เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2512 สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ ซึ่งเสด็จมายังกรมการรักษาดินแดน และได้เสด็จมาทรงธนูในวโรกาสนั้นด้วย       

ด้วยบารมีล้นพ้น บันดาลให้ความนิยมในกีฬายิงธนูแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็วแล้วสนามยิงธนูย่อม ๆ ก็เกิดขึ้นอีกแห่งหนึ่งที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บางกรวย จากนั้นก็เริ่มมีการแสวงหาธนูมาตรฐานสากลมาเล่นกันหลายท่านจนสามารถจัดการ แข่งขันประลองฝีมือกันได้ ทั้งระหว่างนักธนูไทยและกับนักธนูต่างประเทศ การยิงธนูของประเทศไทยจึงเริ่มขึ้นอย่างจริงจัง       

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2513 วงการกีฬายิงธนูของไทยก็ได้รับอนุญาตเป็นทางการให้เป็นสมาคมกีฬาใช้ชื่อว่า “สมาคมกีฬายิงธนูแห่งประเทศไทย” มีชื่อเป็นสากลว่า “NATIONAL ARCHERY ASSOCIATION OF THAILAND” ใช้ตัวย่อ ส.ธ.ท. และ N.A.A.T. มีสำนักงานของสมาคมอยู่ที่กรมการรักษาดินแดน มีสนามฝึกยิงอยู่ที่ชั้นล่างยิมเนเซี่ยม 1 ในสนามกีฬาแห่งชาติ

ที่มา : PG SLOT

  ถ้าพูดถึงคำว่า “ยิงธนู” หลายๆท่านก็คงนึกไปถึง คิวปิด โรบินฮูด ไม่ก็เอลฟ์หนุ่มในเรื่อง The lord of the ring กันใช่ไหมคะ คงไม่มีใครไม่รู้จักการยิงธนู แต่จะมีซักกี่คนกันที่รู้ว่าการยิงธนูนั้นก็จัดเป็นกีฬาประเภทหนึ่งด้วย หลายๆปีที่ผ่านมากีฬาชนิดนี้อาจไม่ได้รับความนิยมในประเทศไทยมากนัก แต่เชื่อได้เลยค่ะว่าหลังจากอ่านบทความนี้จบ หลายๆท่านจะต้องเปลี่ยนความคิดและหันมาสนใจการยิงธนูเป็นแน่ ไม่รอช้าเรามาดูกันดีกว่าว่านอกจากการยิงธนูจะดูเท่ห์แล้วนั้น ยังมีประโยชน์อย่างไรอีกบ้าง

ประโยชน์ของการยิงธนู

  1. ฝึกสมาธิ ขั้นตอนแรกของการฝึกยิงธนูคือการฝึกสมาธิ เริ่มต้นด้วยการผ่อนคลาย ทำจิตใจให้สงบ และฝึกหายใจอย่างช้าๆ แล้วตั้งสมาธิไปที่เป้ายิง เรียกได้ว่าจะยิงได้แม่นขนาดไหนก็วัดกันที่ตรงนี้เลย
  2. ปอดแข็งแรง ระหว่างการเล็งเป้ายิงนั้นจะต้องควบคุมการหายใจ การฝึกยิงบ่อยๆจึงช่วยบริหารปอด เพิ่มปริมาณการแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนในร่างกาย 
  3. กระตุ้นหัวใจ การยิงธนูเป็นกีฬาที่ออกแรงใช้กล้ามเนื้อหลายส่วน ดังนั้นหัวใจจึงต้องเพิ่มการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ
  4. เพิ่มการเผาผลาญ การเผาผลาญที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากการปรับการหายใจ การออกแรงกล้ามเนื้อและการสูบฉีดเลือดในร่างกายที่มากขึ้น
  5. ผ่อนคลายกล้ามเนื้อไหล่และหลัง การยิงธนูเป็นทั้งการเสริมสร้างกล้ามเนื้อและการยืดหยุ่นกล้ามเนื้อ การยิงธนูอย่างถูกวิธีจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อไหล่ แขน หน้าอก ท้องและหลังได้
  6. เสริมสร้างความมั่นใจ นอกจากการยิงธนูจะช่วยเพิ่มสมรรถภาพในด้านต่างๆแล้ว ยังช่วยปรับบุคลิกภาพการยืนและการเดินได้อีกด้วย

ข้อควรระวังในการยิงธนู มีอยู่ 7ประการ

1) ห้ามดึงสาย และปล่อยสาย โดยที่ไม่มีลูกธนูเด็ดขาด เพราะจะทำให้คันธนูหรือ limb เสียหายได้

2) ก่อนทำการยิงธนู ก็ตรวจเช็คอุปกรณ์เสียก่อน ว่าทุกอย่างลอคแน่นดีมั้ย มีตรงไหนหลวมหรือเปล่า สายธนูยังมีสภาพดีหรือเปล่า เปื่อยยุ่ยหรือยัง

3) เวลายิงธนูให้ยินคร่อมเส้น shooting line เสมอ ห้ามยืนหลังเส้น หรือเกินเส้น ส่วนคนดู ก็ต้องดูอยู่ที่หลัง shooting line เสมอ ห้ามเดินเล่นหริอเดินไปมาหน้าเส้น shooting line

4) เมื่อยิงธนูให้ยิงไปที่เป้าข้างหน้าเท่านั้น ห้ามยิงไปที่เป้าด้านซ้ายหรือขวา หรือเล็งธนูไปที่อื่นนอกเหนือจากเป้า ก็ห้าม

5) ก่อนทำการยิงธนู ให้เช็คดูสักนิดว่า ทุกคนเก็บลูกธนูและกลับเข้ามาใน shooting line ครบกันทุกคนแล้ว

6) หากยิงธนูกันเองในสถานที่ส่วนตัว สถานที่นั้นจะต้องเป็นพื้นที่โล่งจริงๆ ปราศจากผู้คนเดินไปเดินมา แม้ด้านหลังของเป้าธนู ก็ควรเป็นพื้นที่โล่งที่ไม่มีผู้คน ไม่งั้นก็ต้องมีกำแพงสูงหนากั้นไว้

7) ถ้าเป็นเด็กเล็กมากๆ เช่นเด็กประถมยิงธนู ก็ควรจะมีผู้ใหญ่ดูแล

เสน่ห์ "กีฬายิงธนู" สง่างาม ช่วยฝึกสมาธิ

มายิงธนูกันเถอะ

มาถึงตอนนี้หากผู้อ่านท่านใดสนใจกีฬาชนิดนี้ก็ควรเริ่มต้นด้วยการไปสมัครเรียนเบื้องต้นตามโรงเรียนสอนยิงธนูต่างๆ เพื่อเรียนรู้วิธีการยิงที่ถูกต้องและปลอดภัย สำหรับอุปกรณ์แบบครบชุดสำหรับผู้ที่ต้องการยิงเพื่อฝึกสมาธิและออกกำลังกาย ก็มีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณห้าถึงหกพันบาทเท่านั้น

สนับสนุนโดย : PG SLOT PG SOLT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

เกมสนุกแถบได้ตัง : PGSLOTGAME

ประโยชน์ กีฬาในร่มลีลาศ (BALLROOM DANCE)

ประโยชน์ กีฬาในร่มลีลาศ (BALLROOM DANCE)

ประโยชน์ กีฬาในร่มลีลาศ (BALLROOM DANCE) หมายถึง การเต้นรำประเภทหนึ่ง โดยเฉพาะ ซึ่งใช้ในงานราตรีสโมสรต่าง ๆ ซึ่งจะต่างกับ SOCIAL DANCE ตรงที่ว่าถ้าเป็น SOCIAL DANCE จะหมายถึงการเต้นรำทุกประเภทที่จัดขึ้นเพื่อให้คนมาร่วมกิจกรรมกันเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน

ที่มา : PG SLOT

ประเภทของลีลาศ

การลีลาศแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. ลาตินอเมริกัน (LATIN AMERICAN) ลีลาศประเภทนี้ลักษณะของการเคลื่อนที่ของเท้าจะยกสูงกว่าประเภทบอลรูม เช่น บีกิน รุมบ้า ชะชะช่า เป็นต้น

2. บอลรูม (BALL ROOM) ลีลาศประเภทนี้การเคลื่อนที่ของเท้าจะลากเลียดใปกับพี้น เช่น วอลซ์ แทงโก เป็นต้น

จังหวะบีกิน (BEQUINE)

การก้าวเท้า  การเต้นในจังหวะบีกินเป็นการเดินแบบธรรมดา เดินหน้า 3 ก้าว และ ถอยหลัง 3 ก้าว ตามจังหวะดนตรี เมื่อก้าวเท้าใดไปข้างหน้า ถอยหลัง ให้ถ่ายน้ำหนักตัวไปลงที่เท้านั้น

การจับคู่  จับคู่แบบปิด

จังหวะดนตรี เป็นแบบ 4/4 ซึ่งโดยทั่วไปทำนองดนตรีจะช้าเลียงเบสและกลองจะชัดเจน

การนับจังหวะ ควรนับ 1-2-3 พร้อมเดินตามจังหวะเสียงเบสและกลองใหญ่ ซึ่ง จะดัง 3 จังหวะเช่นเดียวกัน

พื้นฐานการเดินในจังหวะบีกินสำหรับผู้ชาย

การเดินหน้า

จังหวะที่ 1 ก้าวเท้าซ้ายตรงไปข้างหน้า 1 ก้าว

จังหวะที่ 2 ก้าวเท้าขวาตรงไปข้างหน้า 1 ก้าว โดยให้เลยเท้าซ้ายเล็กน้อย

จังหวะที่ 3 ก้าวเท้าซ้ายตรงไปข้างหน้าอีก 1 ก้าว โดยให้เลยเท้าขวา เล็กน้อย พร้อมทั้งลากเท้าขวาให้ปลายเท้าแตะพี้นข้างส้นเท้าซ้าย ส่วนส้นเท้าเปิด

การถอยหลัง

จังหวะที่ 1 ถอยเท้าขวาตรงมาข้างหลัง 1 ก้าว

จังหวะที่ 2 ถอยเท้าซ้ายตรงมาข้างหลัง 1 ก้าวโดยให้เลยเท้าขวาเล็กน้อย

จังหวะที่ 3 ถอยเท้าขวาตรงมาข้างหลังอีก 1 ก้าว โดยให้เลยเท้าซ้ายให้ปลายเท้า ขวาส่วนส้นเท้าเปิด

พื้นฐานการเดินในจังหวะบีกินสำหรับผู้หญิง

การถอยหลัง

จังหวะที่ 1 ถอยเท้าขวาตรง ๆ ไปข้างหลัง 1 ก้าว

จังหวะที่ 2 ถอยเท้าซ้ายตรง ๆ ไปข้างหลัง 1 ก้าว โดยให้เลยเท้าขวาเล็กน้อย

จังหวะที่ 3 ถอยเท้าขวาตรงไปข้างหลังอีก 1 ก้าว โดยให้เลยเท้าซ้ายเล็กน้อย พร้อมทั้งลากเท้าซ้ายข้างปลายเท้าขวา ส่วนส้นเท้าเปิด

การเดินหน้า

จังหวะที่ 1 ก้าวเท้าซ้ายตรงไปข้างหน้า 1 ก้าว

จังหวะที่ 2 ก้าวเท้าขวาตรงไปข้างหน้า 1 ก้าว โดยให้ปลายแลยเท้าซ้ายเล็กน้อย จังหวะที่ 3 ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า อีก 1 ก้าว โดยให้เลยเท้าขวาเล็กน้อย พร้อมทั้งลากเท้าขวาให้ปลายเท้าแตะพื้นข้างส้นเท้า ส่วนส้นเท้าเปิด

จังหวะรุมบ้า (RUMBA)

การจับคู่      จับคู่แบบปิด

จังหวะดนตรี เป็นแบบ 2/4 หรือ 4/4 ซึ่งโคยทั่วไป จังหวะรุมบ้าเป็นจังหวะเร็ว

เสียงกลองจะดังให้จังหวะชัดเจน ซึ่งจะดัง แท๊ก-แท๊ก-พั่ม

การนับจังหวะ ควรนับ 1 2-3 1 หรือ ช้า เร็ว-เร็ว ช้า ตามจังหวะกลอง

โดยจังหวะ 1 จะเป็นจังหวะช้า ส่วน 2,3 จะเป็นจังหวะเร็ว ซึ่งจังหวะแท๊กจะเป็นจังหวะเร็ว พั่มจะเป็นจังหวะช้า

การก้าวเท้า  การก้าวเท้าต้องถ่ายน้ำหนักตัวลงเท้าที่ก้าวออกไปโดยเริ่มออกใน

จังหวะพั่ม และก้าวเร็วอีก 2 ก้าวในจังหวะแท๊ก-แท๊ก

พื้นฐานการเดินจังหวะรุมบ้าสำหรับผู้ชาย

การเริ่มด้วยเท้าซ้าย

จังหวะที่ 1 ก้าวเท้าซ้ายตรงไปข้างหน้า 1 ก้าวประมาณ 1 ฟุต

จังหวะที่ 2 ก้าวเท้าขวาเฉียงไปทางขวาวางเท้าแนวเดียวกับเท้าซ้ายให้ห่างจากเท้าซ้ายประมาณ 1 ฟุต

จังหวะที่ 3 รวบเท้าซ้ายมาชิดเท้าขวา

การเริ่มด้ายเท้าขวา

จังหวะที่ 1 ก้าวเท้าขวาตรงไปข้างหน้า 1 ก้าวประมาณ 1 ฟุต

จังหาะที่ 2 ก้าวเท้าซ้ายเฉียงไปยังทางซ้าย แล้ววางเท้าแนวเดียวกับเท้าขวาให้ห่างจากเท้าขวา ประมาณ 1 ฟุต

จังหวะที่ 3 รวบเท้าขวามาชิดเท้าซ้าย

หมายเหตุ    การเริ่มต้นสำหรับผู้ชายจะเริ่มด้วยเท้าซ้ายในชุดแรก 3 จังหวะก่อน ต่อไปก็จะเริ่มชุดใหม่ด้วยเท้าขวาสลับกันไป หรือในช่วงการเริ่มด้วยเท้าขวาอาจจะเปลี่ยนมาเป็นการถอยหลังก็ได้ ซึ่งก็จะปฎิบัติเช่นเดียวกับการเดินถอยหลังด้วยเท้าขวาของผู้หญิง

พื้นฐานการเดินจังหวะรุมบ้าสำหรับผู้หญิง

การถอยด้วยเท้าขวา

จังหวะที่ 1 ถอยเท้าขวาตรง ๆ 1 ก้าว   ประมาณ 1 ฟุต

จังหวะที่ 2  ถอยเท้าซ้ายเฉียงไปทางซ้ายแล้ววางเท้าแนวเดียวกับเท้าขวาให้ห่างจากเท้าขวาประมาณ 1 ฟุต

การถอยด้วยเท้าซ้าย

จังหวะที่ 1  ถอยเท้าซ้ายตรง ๆ 1 ก้าว ประมาณ 1 ฟุต

จังหวะที่ 2  ถอยเท้าขวาเฉียงไปทางขวา แล้ววางเท้าแนวเดียวกับเท้าซ้ายให้ห่างจากเท้าซ้ายประมาณ 1 ฟุต

จังหวะที่ 3  รวบเท้าซ้ายมาชิดเท้าขวา

หมายเหตุ    การเริ่มต้นสำหรับผู้หญิงจะเริ่มด้วยการถอยเท้าขวาในชุดแรก 3 จังหวะก่อน ต่อไปก็จะเริ่มถอยด้วยเท้าซ้ายสลับกันไป หรือในช่วงการถอยด้วยเท้าซ้ายอาจจะเปลี่ยนมาเป็นการเดินหน้าก็ได้ ซึ่งก็จะปฎิบัติเช่นเดียวกับการเดินด้วยเท้าซ้ายของผู้ชาย

ประโยชน์ กีฬาในร่มลีลาศ (BALLROOM DANCE)

จังหวะ ชะ ชะ ช่า (CHA CHA CHA)

การจับคู่      จับคู่แบบปิด

จังหวะดนตรี เป็นแบบ 4/4 ซึ่งโดยทั่วไปจังหวะ ชะ ชะ ช่า เป็นจังหวะเร็วเสียงกลองจะดังทึ่ง-ทึ่ง-ต้ง-ต้ง-ทึ่ง

การนับจังหวะ ควรนับ 1-2-ชะ-ชะ-ช่าหรือ1-2-3-4-5ตามจังหวะกลองคือ

1-2 เท่ากับ ทึ่ง ทึ่ง และ ชะ-ชะ-ช่า หรือ 3-4-5 จะเท่ากับ ต้ง – ต้ง – ทึ่ง

การก้าวเท้า  เริ่มก้าวเท้าจังหวะกลองทึ่งแรกเป็นจังหวะ 1 ทึ่งที่ 2 เป็นจังหวะ 2

แล้วก้าว 3-4-5 หรือ ชะ-ชะ-ช่า เป็นจังหวะกลอง ต้ง-ต้ง-ทึ่ง

พื้นฐานการเดินในจังหวะ ชะ ชะ ช่า สำหรับผู้ชาย

ครึ่งแรก (การเดินหน้า)

จังหวะที่ 1 ก้าวเท้าซ้ายเฉียงไปข้างหน้า 1 ก้าวให้เยื้องกับเท้าขวาเล็กน้อย พร้อมเปิดส้นเท้าขวาขึ้น

จังหวะที่ 2 วางส้นเท้าขวาลงพร้อมเปิดปลายเท้าซ้าย

จังหวะที่ 3 ถอยเท้าซ้ายลงมาแนวเดียวกับเท้าขวาในตำแหน่งเดิมของเท้าซ้ายของท่าเตรียม

จังหวะที่ 4 ลากเท้าขวามาชิดกับซ้าย

จังหวะที่ 5 ก้าวเท้าซ้ายไปทางซ้ายแนวเดียวกับเท้าขวา 1 ก้าว

ครึ่งหลัง (การถอนหลัง)

พื้นฐานการเดินในจังหวะ ชะ ชะ ช่า สำหรับผู้หญิง

ครึ่งแรก (การถอยหลัง)

จังหวะที่ 1 ถอยเท้าขวาเฉียงไปทางซ้าย ให้เยื้องกับเท้าขวาเล็กน้อย พร้อมเปิดปลายเท้าซ้ายขึ้น

จังหวะที่ 2 วางปลายเท้าซ้ายลงพร้อมเปิดส้นเท้าขวา

จังหวะที่ 3 ก้าวเท้าขวากลับมาอยู่ในตำแหน่งที่เท้าขวาวางในท่าเตรียม

จังหวะที่ 4 ลากเท้าซ้ายเข้ามาชิดเท้าขวา

จังหวะที่ 5 ก้าวเท้าขวาไปทางขวาแนวเดียวกับเท้าซ้ายอีก 1 ก้าว

ครึ่งหลัง (การเดินหน้า)

จังหวะที่ 6 ก้าวเท้าซ้ายเฉียงไปข้างหน้า ให้เยื้องกับเท้าขวาเล็กน้อย พร้อมเปิดส้นเท้าขวาขึ้น

จังหวะที่ 7 วางส้นเท้าขวาลงพร้อมเปิดปลายเท้าซ้าย

จังหวะที่ 8 ถอยเท้าขวากลับมาอยู่ในตำแหน่งที่เท้าขวาในจังหวะที่ 4

จังหวะที่ 9 ลากเท้าขวามาชิดเท้าซ้ายโดยเท้าขวาจะกลับมาอยู่ในตำแหน่งเดิมของท่าเตรียม

จังหวะที่ 10 ก้าวเท้าซ้ายไปทางซ้ายในตำแหน่งเดิมที่เท้าซ้ายวางในท่าเตรียม

จังหวะบอลรูม

เป็นจังหวะลีลาศที่เคลื่อนไหวด้วยการลากเท้าเลียดไปกับพื้นได้แก่

แทงโก้

จังหวะวอลซ์ (WALTZ)

การจับคู่      จับคู่แบบปิด

จังหวะดนตรี เป็นแบบ 3/4 ซึ่งโดยทั่วไปทำนองดนตรีจะช้า เสียงเบสและ

กลองจะชัดเจน ซึ่งจังหวะวอลซ์จะดัง พั่ม-แท๊ก-แท๊ก

การนับจังหวะ อาจจะใช้วิธีก้าวเท้าลีลาศตามจังหวะดนตรี พั่ม-แท๊ก-แท๊ก หรือ

จะใช้วิธีนับ 1-2-3 ก็ได้

การก้าวเท้า  จังหวะพั่ม หรีอ 1 ให้ก้าวด้วยปลายเท้าแล้วลงเต็มเท้า ส่วน

จังหวะแท๊ก-แท๊ก หรีอ 2-3 ให้ก้าวเท้าด้วยปลายเท้าเสร็จแล้วให้ยืดตัวขึ้น

พื้นฐานการเดินในจังหวะวอลซ์สำหรับผู้ชาย

การเริ่มด้วยเท้าซ้าย

จังหวะที่ 1 ก้าวเท้าซ้ายตรงไปข้างหน้า 1 ก้าวประมาณ 1 ฟุต

จังหวะที่ 2 ก้าวเท้าขวาเฉียงไปทางขวา แล้ววางเท้าแนวเดียวกับเท้าซ้ายให้ห่างจากเท้าซ้ายประมาณ 1 ฟุต

จังหวะที่ 3 รวบเท้าซ้ายมาชิดเท้าขวา

การเริ่มด้วยเท้าขวา

จังหวะที่ 1 ก้าวเท้าขวาไปข้างหน้า 1 ก้าว ประมาณ 1 ฟุต

จังหวะที่ 2 ก้าวเท้าซ้ายเฉียงไปทางซ้าย แล้ววางเท้าแนวเดียวกับเท้าขวาให้ห่างจากเท้าขวา ประมาณ 1 ฟุต

จังหวะที่ 3 รวบเท้าขวามาชิดเท้าซ้าย

หมายเหตุ  การเริ่มต้นสำหรับผู้ชายจะเริ่มด้วยเท้าซ้ายในชุดแรก 3 จังหวะก่อน ต่อไปก็จะเริ่มชุดใหม่ด้วยเท้าขวาสลับกันไป หรือในช่วงการเริ่มด้วยเท้าขวาอาจจะเปลี่ยนมาเป็น การถอยหลังก็ได้โดยปฏิบัติเช่นเดียวกับการถอยหลังด้วยเท้าขวาของผู้หญิง

พื้นฐานการเดินในจังหวะวอลซ์สำหรับผู้หญิง

การถอยด้วยเท้าขวา

จังหวะที่ 1 ถอยเท้าขวาตรง ๆ 1 ก้าว ประมาณ 1 ฟุต

จังหวะที่ 2  ถอยเท้าซ้ายเฉียงไปทางซ้ายแล้ววางเท้าแนวเดียวกับเท้าขวาให้ห่างจาก เท้าขวาประมาณ 1 ฟุต

จังหวะที่ 3 รวบเท้าขวามาชิดเท้าซ้าย

การถอยด้วยเท้าซ้าย

จังหวะที่ 1  ถอยเท้าซ้ายตรง ๆ 1 ก้าวประมาณ 1 ฟุต

จังหวะที่ 2  ถอยเท้าขวาเฉียงไปทางขวาแล้ววางเท้าแนวเดียวกับเท้าซ้ายให้ห่างจากเท้าซ้ายประมาณ 1 ฟุต

จังหวะที่ 3  รวบเท้าซ้ายมาชิดเท้าขวา

หมายเหตุ    การเริ่มต้นสำหรับผู้หญิงจะเริ่มด้วยการถอยเท้าขวาในชุดแรก 3 จังหวะก่อนต่อไปก็จะเริ่มถอยด้วยเท้าสลับกันไป หรือในช่วงการถอยด้วยเท้าซ้ายอาจจะเปลี่ยนมาเป็น การเดินหน้าก็ได้ ซึ่งก็จะปฏิบัติเช่นเดียวกับการเดินหน้าด้วยเท้าซ้ายของผู้ชาย

จังหวะแทงโก้ (TANGO)

การจับคู่  จับคู่เริ่มต้นแบบพรอมเมอนาด

จังหวะดนตรี  เป็นแบบ 2/4 ซึ่งโดยทั่วไปทำนองดนตรีจะมีจังหวะทั้งช้า และเร็ว เสียงกลองจะดังชัดเจนมีเสียง ดังนี้ แท๊ก แท๊ก แท๊ก แทร่ แท๊ก

การจับจังหวะ  โดยทั่วไปพื้นฐานแทงโก้จะมี 8 จังหวะ ซึ่งจะใช้วิธีนับ 1-8 ก็ได้โดยแบ่ง 1 2-3-4 5-6-7 8 หรือ ช้า เร็ว-เร็ว-ช้า เร็ว-เร็ว-ช้า ช้า ซึ่งสรุปแล้ว จังหวะ 1,4,7,8 จะเป็นจังหวะ ช้า และจังหวะ 2,3,5,6 จะเป็นจังหวะเร็ว

การก้าวเท้า  ให้ก้าวเท้าเลียดพื้นช้า ๆ ในลักษณะทอดน่องในจังหวะช้า และก้าวเท้าในจังหวะเร็วโดยเริ่มออกในจังหวะแท๊กสุดท้าย เป็นจังหวะช้าทั้งหมด ระหว่างจังหวะช้าแต่ละช่วงให้ก้าวเร็ว ในจังหวะ 2,3 และ 5,6

พื้นฐานการเดินในจังหวะแทงโก้สำหรับผู้ชาย

จังหวะที่ 1 ก้าวเท้าซ้ายไปทางซ้ายตามแนวทิศทางของการเต้นรำ

จังหวะที่ 2 ก้าวเท้าขวาข้ามผ่านหน้าเท้าซ้ายไปในทิศทางเดิม

จังหวะที่ 3 ก้าวเท้าซ้ายไปทางซ้ายอีกก้าวหนึ่ง

จังหวะที่ 4 ก้าวเท้าขวาเฉียงไปทางขวา พร้อมบิดลำตัวหันหน้าเฉียงเข้าหาด้านข้างฟลอร์

จังหวะที่ 5 ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้าตามแนวเฉียงฟลอร์เช่นเดิมเหมือนจังหวะที่ 4 จังหวะที่ 6 ก้าวเท้าขวามาวางใกล้ ๆ เท้าซ้ายให้ห่างกันเล็กน้อย

จังหวะที่ 7 ก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า

จังหวะที่ 8 ยกส้นเท้าขวาบิดไปทางขวาพร้อมดึงเท้าซ้ายมาคู่เท้าขวาพร้อมบิดลำตัวไปตามแนวทิศทางของการเต้นรำ

พื้นฐานการเดินในจังหวะแทงโก้สำหรับผู้หญิง

จังทวะที่ 1   ก้าวเท้าขวาไปทางขวาตามแนวทิศทางของการเต้นรำ

จังหวะที่ 2   ก้าวเท้าซ้ายข้ามผ่านหน้าเท้าขวาไปในทิศทางเดิม

จังหวะที่ 3   ก้าวเท้าขวาพร้อมบิดส้นเท้าหันหลังเฉียงเข้าข้างฟลอร์

จังหวะที่ 4   ถอยเท้าซ้ายไปตามแนวเฉียงเข้าข้างฟลอร์

จังหวะที่ 5   ถอยเท้าขวาตรงไปอีก 1 ก้าว

จังหวะที่ 6   ถอยเท้าซ้ายมาคู่เท้าขวาห่างกันเล็กน้อย

จังหวะที่ 7   ถอยเท้าขวาตรงไปอีก 1 ก้าว

จังหวะที่ 8   ยกส้นเท้าซ้ายบิดไปทางซ้ายพร้อมดึงเท้าขวามาคู่เท้าซ้ายพร้อมบิดลำตัว ไปตามแนวทิศทางของการเต้นรำ

กีฬาลีลาศจึงเหมาะสมกับผู้คนทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุ เพราะกีฬาลีลาศเป็นกีฬาที่ไม่มีความหนักจนเกินไป แถมยังได้พบปะผู้คนอื่น ๆ อีกมากมาย

ช่วยผ่อนคลายความเครียด

ลีลาศ นอกจากจะมีความสนุกสนานที่เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะได้ดีแล้ว การเต้นไปตามจังหวะท่ามกลางเสียงเพลง ก็จะช่วยให้กล้ามเนื้อที่หดตึงเกิดการคลายตัวออก จึงทำให้รู้สึกผ่อนคลายและลดความเครียดได้ดีในระดับหนึ่งอีกด้วย เพราะฉะนั้นสำหรับใครที่มักจะรู้สึกเคร่งเครียดบ่อยๆ ลองมาเล่นลีลาศเพื่อความผ่อนคลายดูสิ

เสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง   

แม้ว่าจะไม่ใช่กีฬาที่ต้องเล่นอย่างหนักหน่วงเหมือนกับกีฬาประเภทอื่นๆ แต่ก็สามารถเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงและมีความยืดหยุ่นได้ดีเหมือนกัน เพราะจะต้องเคลื่อนไหวร่างกายแทบทุกส่วน ทั้งขา ข้อเท้า แขนและลำตัว ดังนั้นผู้ที่เล่นลีลาศบ่อยๆ จึงมักจะมีความแข็งแรงอยู่เสมอ และเป็นกีฬาที่เหมาะกับผู้สูงอายุหรือผู้ที่ป่วยด้วยโรคที่หมอห้ามไม่ให้ออกกำลังกายหนักๆ อีกด้วย

ฝึกการเข้าสังคมกับผู้อื่น    

การเล่นลีลาศ สามารถฝึกการเข้าสังคมกับผู้อื่นได้ ทำให้รู้จักการวางตัวเมื่อเข้าสังคมได้อย่างเหมาะสม และไม่เกิดความเขินอายจนเกินไปเมื่ออยู่ในกลุ่มคนเยอะๆ อีกด้วย เป็นกีฬาที่เหมาะกับผู้ที่เข้าสังคมไม่เก่งหรือคนที่ขี้อายขาดความมั่นใจในตัวเองที่สุด

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer
เกมสนุกแถบได้ตัง : Slotxo , PGSLOT , PGSLOTGAME

ประโยชน์ของการออกกำลังกาย สำหรับ "ผู้สูงอายุ"

ประโยชน์ของการออกกำลังกาย สำหรับ “ผู้สูงอายุ”

ประโยชน์ของการออกกำลังกาย สำหรับ “ผู้สูงอายุ” เป็นวัยที่ระบบต่าง ๆ ในร่างกายมีการเสื่อมสภาพ เนื่องจากร่างกายมีความเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งยังพบว่าบางรายมีปัญหาทางด้านอารมณ์และจิตใจร่วมด้วย ก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมา สามารถป้องกันได้ด้วยการออกกำลังกาย ซึ่งต้องกระทำอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุหรือปัญหาอื่นที่เกี่ยวกับสุขภาพ ก่อนออกกำลังกายอาจต้องปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้ก่อน ในกรณีที่ผู้สูงอายุมีโรคประจำตัว

การออกกำลังกายผู้สูงอายุ แบ่งออกเป็น 4 รูปแบบ ได้แก่

  1. เพิ่มการไหลเวียนโลหิต เพิ่มการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด (แอโรบิค)
  2. เพิ่มการทำงานของกล้ามเนื้อ ข้อต่อส่วนต่าง ๆ เป็นการออกกำลังกายฝืนแรงต้าน
  3. เหยียดยืดข้อต่อส่วนต่าง ๆ ป้องกันอาการข้อยืดติด
  4. ฝึกการทรงตัว

การออกกำลังกายของผู้สูงอายุ ช่วยชะลอความเสื่อมของระบบต่าง ๆ ทั้งยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงทนทานให้กับกล้ามเนื้อ ควบคุมการทำงานของระบบต่าง ๆ ให้มีความสมดุล ในบางครั้งยังช่วยให้ผู้สูงอายุได้เข้าสังคม กรณีออกกำลังกายนอกบ้าน จึงเป็นผลดีต่อสภาพจิตใจโดยตรง ประโยชน์ของการออกกำลังกายมีอยู่หลากหลาย สรุปได้ดังนี้

ประโยชน์ของการออกกำลังกาย สำหรับ "ผู้สูงอายุ"

ประโยชน์ของการออกกำลังกายในผู้สูงอายุ

  1. ช่วยชะลอความชรา
  2. ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดี
  3. กล้ามเนื้อแข็งแรงและทนการทำงานได้นานขึ้น
  4. กล้ามเนื้อและข้อต่อยืดหยุ่นดีขึ้น
  5. การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ มีการประสานกันดีขึ้น
  6. ช่วยเรื่องการทรงตัว
  7. เพิ่มภูมิต้านทาน
  8. ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น
  9. ช่วยลดน้ำหนักตัว
  10. ช่วยลดความเครียด
  11. ทำให้นอนหลับพักผ่อนดี

ที่มา : PG SLOT

สำหรับการออกกำลังกายในผู้สูงอายุ มีข้อควรระวังมากกว่าวัยอื่น เนื่องจากเป็นวัยที่กล้ามเนื้ออ่อนแอกว่าวัยอื่น การทรงตัวอาจทำได้ไม่ดีเท่ากับวัยอื่น และที่สำคัญผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีโรคประจำตัว ซึ่งเกี่ยวข้องกับการออกกำลังกายโดยตรง

ผู้สูงอายุจำเป็นต้องออกกำลังอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ มีหลักดังต่อไปนี้

  • ถ้าไม่เคยออกกำลัง จะต้องศึกษาหลักการ ให้ถูกต้องและค่อยๆ ทำ อย่าหักโหม ถ้าหากมีโรคประจำตัว ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน
  • เลือกชนิดของการออกกำลังให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายและถูกกับนิสัย
  • อย่าแข่งขันกับผู้อื่น เพื่อเอาแพ้เอาชนะ แต่จะออกกำลังกายเพื่อกำลังกายของตนเอง
  • ระวังอุบัติเหตุ
  • ทำโดยสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ ๓-๔ ครั้ง
  • เมื่อเกิดอาการผิดปกติอย่างใดควรปรึกษาแพทย์ โดยเฉพาะถ้ามีอาการหน้ามืดหรือใจสั่นผิดปกติ ควรชะลอการออกกำลังลงและหยุด
  • ควรออกกำลังเป็นหมู่คณะ หรือมีเพื่อนร่วมการออกกำลัง

การออกกำลังกายที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ

ก่อนการออกกำลังกายผู้สูงอายุควรสำรวจสภาพร่างกายของตนเองให้ดีก่อน หากมีโรคประจำตัวควรพบแพทย์เจ้าของไข้เพื่อปรึกษาเกี่ยวกับการออกกำลังกายที่เหมาะสม เพราะบางโรคอาจกำเริบได้เมื่อออกกำลังกาย เช่น โรคความดันโลหิต ที่อาจเพิ่มสูงขึ้นเมื่อออกกำลังกาย จึงต้องควบคุมความดันให้อยู่ในระดับปกติก่อน จึงจะเหมาะสมต่อการออกกำลังกาย นอกจากนี้ผู้สูงอายุควรออกกำลังกายด้วยท่าง่าย ๆ เพื่อป้องกันอันตราย การออกกำลังกายที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ สรุปได้ดังนี้

  1. ควรตรวจสุขภาพก่อนการออกกำลังกาย
  2. หลีกเลี่ยงท่าออกกำลังกายที่มีการเกร็งหรือเบ่งมากเกินไป ในบางรายอาจทำให้ความดันสูงขึ้นได้ โดยเฉพาะท่าที่ทำให้ต้องกลั้นหายใจ
  3. หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่มีการปะทะ การแข่งขัน เพราะอาจเกิดอันตราย

การออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุ การออกกำลังกายถือว่าเป็นเรื่องทำสำคัญอย่างหนึ่งเพื่อดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรง และปราศจากโรคภัย โดยเฉพาะในวัยเด็ก และวันผู้สูงอายุ ซึ่งการเจริญเติบโต และการเสื่อมโทรมของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายมนุษย์เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยในเด็กจะการเจริญเติบโตมีมากกว่า ในขณะที่ผู้สูงอายุการเสื่อมโทรมจะมีมากกว่า จึงอาจทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ได้ง่ายกว่าบุคคลในวันอื่น ดังนั้นการออกกำลังกายเพื่อรักษาสุขภาพให้แข็งแรงจึงเป็นสิ่งที่สำคัญต่อผู้สูงอายุอย่างมาก

ประโยชน์ของการออกกำลังกายในผู้สูงอายุ

การออกกำลังกายสามารถช่วยลดการเสี่ยงจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันสมควร โดยช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ โรงมะเร็ง อีกทั้งยังช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือด ปอด หัวใจทำงานดีขึ้น เพื่อป้องกันโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูงและช่วยให้ไม่เป็นลมหน้ามืดง่าย และช่วยป้องกันโรคกระดูกผุ โดยการทำให้กระดูกแข็งแรงไม่หักง่าย นอกจากนี้ยังทำให้การทรงตัวดีขึ้น รูปร่างดีขึ้น และเดินได้คล่องแคล่ว ไม่หกล้มง่าย และชะลอความชราภาพ ช่วยผ่อนคลายความเครียด ไม่ซึมเศร้า ไม่วิตกกังวล สุขภาพจิตดีขึ้น และนอนหลับสบาย รวมไปถึงช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง อดทนยิ่งขึ้น และช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น
ประโยชน์ของการออกกำลังกายต่อสภาพร่างกายของผู้สูงอายุดังกล่าว อาจถือได้ว่าเป็นการชะลอความชรา ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานยืนยันทางการทดลองที่แน่นอนว่าการออกกำลังกายจะสามารถยืดอายุให้ยืนยาวออกไป แต่จากผลของการออกกำลังกายต่าง ๆ ก็ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และระบบต่าง ๆ ทำงานได้อย่างดีขึ้นนั่นเอง

วิธีการออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุ

การเดิน

การเดิน หรือวิ่งช้า ๆ เป็นวิธีการที่นิยมกันทั่ว ๆ ไป เนื่องจากเสียค่าใช้จ่ายน้อย สามารถเดินคนเดียว หรือเดินเป็นกลุ่มคณะก็ได้ โดยการเดินนั้นต่างจากวิ่งที่ขณะเดินจะมีเท้าข้างหนึ่งเหยียบติดพื้นดินอยู่ตลอดเวลา แต่การวิ่งนั้นจำมีช่วงหนึ่งที่เท้าทั้ง 2 ข้างไม่เหยียบติดดิน ดังนั้น การเดินจึงลงน้ำหนักที่เท้า เท่าน้ำหนักของผู้เดิน แต่การวิ่งน้ำหนักที่ลงที่เท้าจะมากขึ้นกว่าเดิม ผู้สูงอายุที่ข้อเท้าหรือข้อเข่าไม่ได้ จึงไม่ควรวิ่ง หรือถ้าข้อเท้า และข้อเข่าไม่ดีมาก ๆ การเดินมากเกินไปจะทำให้เจ็บที่ข้อ ควรเปลี่ยนเป็นการออกกำลังกายชนิดอื่นแทน เช่น เดินในน้ำ หรือว่ายน้ำ เป็นต้น

กายบริหาร

กายบริหาร เป็นการออกกำลังกายโดยใช้ท่ากายบริหารท่าต่าง ๆ ซึ่งนับว่าเป็นวิธีการที่ดีอย่างยิ่ง เนื่องจากกายบริหารมีหลายท่าเพื่อก่อให้เกิดการออกกำลังกายทุกสัดส่วนของร่างกาย เป็นการฝึกให้เกิดความอดทน แข็งแรง การทรงตัว การยึดหยุ่นของข้อต่อต่าง ๆ ได้ดี

ว่ายน้ำ

ว่ายน้ำ หรือ เดินในน้ำ โดยการว่ายน้ำ เป็นการออกกำลังกายที่ดีอย่างหนึ่ง ที่กล้ามเนื้อทุกส่วนได้มีการเคลื่อนออกกำลังกาย เป็นการฝึกความอดทน ความอ่อนตัว และความคล่องแคล่วว่องไว เหมาะสำหรับผู้ที่ข้อเข่าเสื่อม น้ำหนักไม่ได้ลงเข่าทำให้เข่าไม่มีการเจ็บปวด และสำหรับการเดินในน้ำก็เป็นการออกกำลังกายที่เหมาะสำหรับคนข้อเข่าเสื่อม เพราะน้ำจะช่วยพยุงน้ำหนักทำให้แรงกดลงบนเข่าลดลง แต่เพิ่มแรงต้านในการเดิน ทำให้กล้ามเนื้อได้ออกแรงมากขึ้นนั่นเอง

ขี่จักรยาน

ขี่จักรยาน การขี่จักรยานเคลื่อนที่ไปตามที่ต่าง ๆ เป็นการออกกำลังกายที่ดีมาก เนื่องจากเกิดประโยชน์ทั้งความอดทน การทรงตัว และความคล่องแคล่วว่องไว อีกทั้งยังเป็นการออกกำลังกายที่มีความสุขใจ แต่ต้องมีเพื่อนเป็นหมู่คณะ จึงจะสนุก และปลอดภัย ซึ่งปัจจุบันหาสถานที่ขี่จักรยานเคลื่อนที่ปลอดภัยค่อนข้าลลำบากมาก หากขี่บนถนนปกติจะมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุสูง และสวนสาธารณะในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ก็ห้ามขี่จักรยาน ดังนั้นปัจจุบันจึงนิยมขี่จักรยานอยู่กับที่ในที่ส่วนตัว และมีจักรยานที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ บางคนขี่จักรยานอยู่กับที่ แล้วรู้สึกเบื่อ อาจจะยกจักรยานเข้าไปขี่ในห้อง ดูทีวีไปด้วยขี่จักรยานไปด้วยก็ทำให้ไม่เบื่อง่าย

รำมวยจีน

รำมวยจีน มีชื่อเรียกต่าง ๆ และมีหลายสำนัก เป็นการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่ได้ทั้งความอดทน ความแข็งแรง ความยึดหยุ่น และฝึกการทรงตัวของร่างกาย อีกทั้งยังเป็นกลวิธีหนึ่งของการส่งเสริม รวมไปถึงการป้องกัน การรักษา การฟื้นฟูสภาพร่างกาย และจิตใจของผู้สูงอายุได้ เนื่องจากเป็นการออกกำลังกายแบบหมู่คณะ ทำให้ได้พบปะเพื่อนฝูง และสนุกสนาน การรำมวยจีนจึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในกลุ่มผู้สูงอายุ

ฝึกโยคะ

ฝึกโยคะ การออกกำลังกายแบบโยคะสำหรับผู้สูงอายุ มีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ ยืนยันว่า จากประสบการณ์ของท่านเอง กล่าวว่าโยคะ เป็นวิชาวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่ง มีวัตถุประสงค์ที่จะทำให้ผู้ปฏิบัติมีสุขภาพดี ทั้งร่างกาย และจิตใจ ทำให้ดำรงชีวิตอยู่ด้วยความสุข โดยโยคะที่ใช้ฝึกออกกำลังกาย เป็นโยคะเบื้องต้น บริหารท่ามือเปล่า ที่มีการหายใจเข้าออก ควบคู่ไปด้วยท่าต่างๆ

เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นว่า การฝึกโยคะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ผู้ฝึกจำเป็นจะต้องฝึก กับผู้มีความรู้ความชำนาญจริง ๆ จึงจะไม่เกิดอันตราย ดังนั้น จึงไม่แนะนำให้ทำการฝึกด้วยตนเอง

ฝึกในสวนสุขภาพ

ฝึกในสวนสุขภาพ ปัจจุบันนี้ในสวนสาธารณะใหญ่ ๆ หลายแหล่ง มีการจัดแบ่งเป็นสัดส่วนขึ้น เรียกว่า สวนสุขภาพ หรือบางแห่งก็สร้างสวนสุขภาพขึ้นเพื่อให้ประชาชนเข้าไปออกกำลังกาย โดยจะจัดให้มีฐานฝึกเป็นจุด ๆ เพื่อให้ผู้ออกกำลังกาย ได้ฝึกออกกำลังกายให้ได้ผล ทั้งความอดทน ความแข็งแรง ความยืดหยุ่น ความทรงตัว ความคล่องแคล่วว่องไว นับว่าเหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ แต่ข้อเสียคือการจัดทำสวนสุขภาพเช่นนี้ ยังมีน้อยไม่แพร่หลาย และค่อนข้างชำรุดง่ายจากการมีไม่เพียงพอต่อผู้ใช้ และขาดการดูแลจากหน่วยงาน อาจทำให้เกิดอันตรายได้ต่อผู้ใช้งาน

สนับสนุนโดย : PG SLOT 

เรียบเรียงโดย :Rositacorrer

เกมสนุกแถบได้ตัง : Slotxo , PGSLOT , PGSLOTGAME

กีฬาทางน้ำสุดฮิต คลายร้อนแถมได้ออกกำลังกาย!!

กีฬาทางน้ำสุดฮิต คลายร้อนแถมได้ออกกำลังกาย!! กีฬา คือ การแข่งขัน มีทั้งเล่นเพื่อความสนุกสนานและแสดงความสามารถ บางชนิดก็โชว์ความเคลื่อนไหว เป็นการแข่งขันที่มีกติกา โดยมุ่งเน้น เล่นเพื่อสุขภาพ ความเพลิดเพลิน ความแข็งแรง ออกกำลังกายเป็นต้น ถึงแม้ว่ากีฬาจะมีรูปแบบที่หลากหลายแต่การที่จะอธิบายว่ากีฬามีความหมายและความสำคัญอย่างไรให้ชัดเจนนั้น ควรจะวิเคราะห์จากลักษณะของการปฏิบัติกิจกรรมและเป้าหมายของกิจกรรมกีฬาชนิดนั้น ซึ่งสรุปได้ดังนี้

การแบ่งประเภทของกีฬา

       หากนักเรียนช่วยกันรวบรวมรายชื่อของกีฬาชนิดต่าง ๆ ทั้งที่เป็นกีฬาประชาชาติและกีฬาต่าง ๆ ที่รู้จัก จะพบว่ามีรายชื่อของชนิดของกีฬามากมายด้วยกัน ซึ่งหากนำมาจัดแบ่งจะแบ่งออกได้หลากลักษณะ เช่น

       จัดแบ่งตามกลุ่มกีฬาที่เล่นตามลักษณะภูมิประเทศที่ใช้จัดการแข่งขัน ได้แก่ กลุ่มกีฬาทางน้ำ กลุ่มกีฬาทางบก และกลุ่มกีฬาทางอากาศ

>> 5 กีฬาทางน้ำยอดฮิตคลายร้อน <<

อากาศร้อน ๆ ในช่วงนี้เป็นอุปสรรคสำหรับคนที่ชอบออกกำลังกาย เล่นกีฬา และทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นอย่างมาก จนหลาย ๆ คนต้องขอโบกมือลากิจกรรมที่อยากทำในช่วงนี้ไปก่อน เพราะทนอากาศร้อนไม่ไหว บทความนี้ จะมานำเสนอกีฬาทางน้ำที่จะช่วยให้คุณเย็นชุ่มช่ำ และสนุกกับการทำกิจกรรมกลางแจ้งกันแบบไม่กลัวร้อนกันเลยทีเดียว

ที่มา : PG SLOT

1. เจ็ตสกี (Jet ski)

เจ็ตสกี (Jet ski) เป็นกีฬาทางน้ำที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ในการเล่นนั้นใช้เวลาในการเรียนรู้ไม่นาน จึงเป็นกีฬาที่มีผู้นิยมเล่นมากกีฬาหนึ่ง อีกทั้งยังสามารถเล่นได้ในแหล่งน้ำขนาดใหญ่แทบทุกแหล่ง เช่น ทะเลสาบ ห้วย บึง เป็นต้น โดยที่ไม่ต้องไปไกลถึงทะเลก็สามารถเล่นได้ ทักษะหลักที่ใช้ในการเล่นคือการบังคับเครื่องยนต์เจ็ตสกี ซึ่งจะคล้าย ๆ กับการบังคับรถจักรยานยนต์ แต่จะมีความยากมากกว่านั้นเล็กน้อย แต่ฝึกไม่นานก็สามารถเล่นได้อย่างคล่องแคล่ว ซึ่งในประเทศไทยก็มีสถานที่ที่เปิดสอนเจ็ตสกีอยู่หลายแห่ง การเล่นเจ็ตสกีจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่กล้ามเนื้อของเราแทบทุกส่วน นอกจากนี้ยังเป็นกีฬาที่ช่วยฝึกสมาธิได้เป็นอย่างดี

อุปกรณ์ในการเล่นเจ็ตสกีประกอบด้วย เรือเจ็ตสกี และอุปกรณ์ป้องกันอันตราย เช่น หมวกกันน็อค ถุงมือ รองท้าวสำหรับกันลื่น และเสื้อชูชีพ

2. เซิร์ฟบอร์ด (Surfboard)

เซิร์ฟบอร์ด (Surfboard) หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ กระดานโต้คลื่น เป็นกีฬาสุดเอ็กตรีมที่เป็นที่นิยมมากกีฬาหนึ่ง เซิร์ฟบอร์ดเป็นกีฬาที่ต้องอาศัยความแข็งแรงของร่างกายเป็นอย่างมาก เพราะต้องทรงตัวและบังคับทิศทางให้โต้ไปกับคลื่นน้ำ และที่สำคัญจะต้องว่ายน้ำได้ จึงเป็นกีฬาที่ต้องใช้การฝึกฝนเป็นเวลานานกว่าที่จะเล่นเป็น อีกทั้งยังต้องใช้ทักษะในการเล่นหลายอย่าง เช่น วิธีอ่านคลื่น

อุปกรณ์ในการเล่นเซิร์ฟบอร์ด คือ แผ่นบอร์ด สายรัดขากับแผ่นบอร์ด และขี้ผึ้งสำหรับทาลงบนแผ่นบอร์ด เพื่อป้องกันการลื่นในขณะที่เล่น การเล่นเซิร์ฟบอร์ดต้องอาศัยคลื่นน้ำในการเล่น ซึ่งในประเทศไทยสถานที่ที่มีคลื่นสูงพอที่จะสามารถเล่นเซิร์ฟบอร์ดได้ คือ หาดป่าตอง หาดกะตะ หาดกมลา หาดสุรินทร์ และหาดกะหลิม จังหวัดภูเก็ต หาดปะการัง จังหวัดพังงา และเกาะพยาม จังหวัดระนอง หากใครที่สนใจอยากจะลองเล่นกีฬาชนิดนี้ก็มีโรงเรียนที่เปิดสอนอยู่ในประเทศไทยหลายแห่ง

3. ไคท์เซิร์ฟ (Kitesurf)

ไคท์เซิร์ฟ (Kitesurf) หรือ ไคท์บอร์ดดิ้ง (Kite Boarding) เป็นกีฬาทางน้ำที่เหมาะกับคนที่ชอบความท้าทายกีฬาหนึ่ง การเล่นไคท์เซิร์ฟต้องอาศัยทักษะ และความชำนาญในการเล่น เพราะเป็นกีฬาที่ต้องใช้ทักษะในการเล่นหลายอย่าง เช่น เซิร์ฟบอร์ด สโนว์บอร์ด สเก็ตบอร์ด และเวคบอร์ด มาประยุกต์เข้ากับการเล่นว่าว ว่าวนี้เป็นว่าวขนาดใหญ่ ในการเล่นจะต้องอาศัยแรงลมในการเคลื่อนที่พาผู้เล่นผ่านผิวน้ำไปด้วยความเร็วสูง และลอยขึ้นไปบนอากาศ จึงเป็นกีฬาที่ต้องฝึกฝนโดยอยู่ในความดูแลของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

อุปกรณ์ในการเล่นคือ ร่มหรือว่าวขนาดใหญ่ แผ่นบอร์ด เข็มขัดที่เชื่อมระหว่างตัวผู้เล่น และว่าว หมวกกันน็อค และเสื้อชูชีพเพื่อความปลอดภัย สถานที่ในประเทศไทยที่คนนิยมไปเล่นไคท์เซิร์ฟคือที่ชายหาดหัวหิน ซึ่งมีร้านให้บริการอุปกรณ์พร้อมทั้งเปิดสอนอบรมโดยผู้เชี่ยวชาญอยู่หลายแห่ง

4. SUP หรือ Standup Paddleboarding

SUP หรือ Standup Paddleboarding เป็นกีฬาทางน้ำที่ผู้เล่นจะใช้ไม้พายในการเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ในขณะที่ยืนอยู่บนเซิร์ฟบอร์ด (คล้ายกับการพายเรือ แต่เปลี่ยนเป็นพายบนเซิร์พบอร์ด) ซึ่งถูกต่อยอดมาจากกีฬาเซิร์พบอร์ด หรือการเล่นกระดานโต้คลื่น แต่กีฬา SUP นี้จะมีวิธีการเล่นที่ง่ายกว่า ฝึกเพียง 15 นาทีก็เล่นเป็น และสามารถเล่นได้ทุกเพศทุกวัย อีกทั้งไม่ต้องอาศัยคลื่นในการเล่น โดยสามารถเล่นได้ทุกที่ที่เป็นน่านน้ำเปิด ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำ ทะเลสาบ ห้วย บึง แหล่งน้ำที่มีขนาดใหญ่ หรือในสระว่ายน้ำ จึงเป็นกีฬาที่กำลังเป็นที่นิยมในประเทศไทย

อุปกรณ์ที่ใช้ในการเล่นกีฬานี้ประกอบไปด้วยแผ่นบอร์ด ไม้พาย และเสื้อชูชีพ การเล่น SUP จะต้องใช้ทั้งขา แขน และลำตัวในการบังคับทิศทาง และทรงตัวอยู่บนแผ่นบอร์ด จึงเป็นการออกกำลังกายทุกสัดส่วน

5. คายัค (kayak)

คายัค (kayak) คายัคเป็นชื่อเรือชนิดหนึ่งที่มีต้นแบบมาจากเรือของชนพื้นเมือง Aleut และ Inuit ที่อาศัยอยู่เขตใต้อาร์กติก ต่อมาได้ถูกพัฒนามาเป็นกีฬาเพื่อความสนุกสาน และการผ่อนคลาย ดังนั้นการพายเรือคายัคจึงเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก การพายเรือคายัคเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิค ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อในทุก ๆ ส่วน การพายเรือคายัคเพียง 30 นาทีช่วยเผาผลาญพลังงานได้ถึง 200 กว่ากิโลแคลอรี่ ให้ทั้งความสนุก ตื่นเต้น และสุขภาพที่ดีแก่ผู้เล่นด้วย

อุปกรณ์ที่ใช้ในการพายเรือคายัค ประกอบด้วย เรือคายัค ไม้พาย เสื้อชูชีพ และหมอกกันน็อค เรือคายัคสามารถพายได้ในแหล่งน้ำนิ่ง เช่น ทะเล ทะเลสาบ ห้วย บึง หรือแหล่งน้ำที่มีขนาดใหญ่ หรือหากใครที่ชอบความตื่นเต้นท้าทาย อาจจะเลือกไปพายเรือคายัคในแหล่งน้ำเชี่ยว เช่น แก่ง หรือแม่น้ำที่มีกระแสน้ำเชียวก็ได้

กีฬาทางน้ำสุดฮิต คลายร้อนแถมได้ออกกำลังกาย!!

การเล่นกีฬาทางน้ำนอกจากจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ร่างกายแล้ว ยังเป็นการผ่อนคลายความเครียดจากการเรียน การทำงานได้อีกด้วย เพราะสถานที่ส่วนใหญ่ที่ใช้เล่นกีฬาทางน้ำ มักเป็นสถานที่ตามธรรมชาติ ทำให้ผู้เล่นสามารถดื่มด่ำกับความงามของธรรมชาติรอบ ๆ แหล่งน้ำระหว่างเล่นกีฬาทางน้ำได้

สนับสนุนโดย : PG SLOT   เรียบเรียงโดย :SEO SEO

เกมสนุกแถบได้ตัง : Slotxo , PGSLOT , PGSLOTGAME

วิธีกินอย่างไรให้อิ่มเร็ว และวิธีลดความหิว!!

วิธีกินอย่างไรให้อิ่มเร็ว และวิธีลดความหิว!!

วิธีกินอย่างไรให้อิ่มเร็ว และวิธีลดความหิว!! มาดูไปพร้อมๆ กัน

ถ้าหากคุณเป็นอีกผู้หนึ่ง ที่ถูกขนานนามว่าเป็น “คนช่างกิน” “กินไม่เลือก” ตลอดไปจนถึง มีความสุข กับการกินอย่างไม่รู้จบ วันนี้เรามีเคล็ดลับ ควบคุมความอยาก อาหาร มาฝากกัน ข้อมูลจากฮาร์วาร์ด เมดิคอล อินเตอร์ เนชั่นแนล แจ้งว่า คนที่รู้ตัวว่าเป็นคนเจริญ อาหาร ต้องรู้จักควบคุม ความอยาก อาหารของ ตนเองให้อยู่ในระดับพอดี โดยลองทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

  • ช่วงที่กำลังกินอาหารต้องรู้จักชะลอความเร็ว ค่อยๆ กิน ค่อยๆ เคี้ยว เวลาสำหรับกินอาหาร มื้อหนึ่งควรใช้เวลาอย่างน้อย 20 นาที การที่เราค่อยๆ กิน ค่อยๆ เคี้ยวช้าๆ จะทำให้รู้สึกเหมือนกับว่าได้กินอาหารไปมากแล้ว
  • จะกินอาหารได้ต่อเมื่อนั่งลงนิ่งๆเท่านั้น เพราะมันจะช่วยให้เรารู้ว่ากินไปมากน้อยแค่ไหนแล้ว
  • ควรแบ่งอาหารใส่ ลงในจานใบเล็ก และก่อนกินอาหารควรดื่มน้ำสักหนึ่งแก้วเล็ก
  • ระหว่างมื้ออาหาร ถ้าอยากกินของ ขบเคี้ยว ควรอดใจรอไว้ก่อนสัก 10 นาที เพราะระหว่าง ที่รอนั้นจะช่วยให้เรารู้สึกได้ ว่าที่จริงก็ยังไม่ได้หิวเท่าไรหรอก เมื่อคุณ รู้สึกว่าอยากกินขนม ของหวานหรืออะไรขึ้นมานอกมื้ออาหารแล้วละก็ให้รอ 10 นาทีก่อนที่จะลงมือหาของนั้นมากิน ความอยากส่วนใหญ่จะกินเวลาแค่ 10 นาทีแล้วจะหายไป ความอยากนั้นเกิดจากร่างกายของคุณต้องการน้ำและออกซิเจนดังนั้นในช่วงเวลา 10 นาทีนี้ ควรดื่มน้ำผสมมะนาวสักแก้ว แล้วหายใจเข้าไปให้เต็มปอดซัก 2-3 เฮือก เท่านี้คุณก็จะผ่านความอยากไปได้ หรืออาจจะเปลี่ยนกิจกรรมเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากเรื่องกินไปทำอย่างอื่น แทน เช่น ออกไปเดินเล่น หรือไปอาบน้ำซะเลย จะได้เลิกคิดเรื่องกิน ถ้ายังฟุ้งซ่านไม่หยุด ก็คงต้องหามากินแก้ความหยากค่ะ แต่กินเพียงแค่คำสองคำเท่านั้น เพื่อให้รู้รสก็พอ
  • อาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น ผักและผลไม้ ควรนำมาจัดไว้ด้านหน้าตู้เย็น ในที่ที่หยิบสะดวก

ลองทำให้เป็นนิสัยนะคะทำตามได้วันนึงสามรถลดพลังงานลงได้ 100 – 300 kcal เลยทีเดียว

ที่มา : PG SLOT

5 วิธี กินอย่างไรให้ “หิว” น้อยที่สุด

หลายครั้งที่เราอาจสับสนระหว่าง “หิว” กับ “อยาก” เคยเกิดอาการอยากกินอาหารขึ้นมาเฉย ๆ เมื่อนั่งดูละคร แล้วมีฉากกินอาหารบ้างไหม ? ก่อนเดินไปคว้าอาหารเข้าปาก หรือกดสั่งอาหารผ่านมือถือ ลองนึกดูก่อนว่าอาหารล่าสุดที่เรากินคืออะไร และกินไปเมื่อไร และตอนนี้เป็นเวลาเท่าไรแล้ว ถ้าเพิ่งกินเมื่อไม่กี่ชั่วโมง และเวลาก็ดึกมากแล้ว ควรข้ามมื้อย่อยนั่นไปก่อน

เน้นโปรตีน ทราบหรือไม่ว่าโปรตีนเป็นอาหารที่กินแล้วอยู่ท้องมากกว่าอาหารประเภทอื่น ๆ เพราะใช้เวลาในการย่อยนานกว่า ราว 4-6 ชั่วโมง ในขณะที่อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต หรือแป้งและน้ำตาล จะย่อยเร็วกว่าราว 4 ชั่วโมง หรือเร็วกว่านี้ ดังนั้นหากอยากอิ่มไปนาน ๆ ไม่มาหิวกลางดึก อย่าลืมรับประทานโปรตีนให้มาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ นม เต้าหู้ ถั่วต่าง ๆ รวมไปถึงอาหารที่มีกากใยอาหารสูงอย่าง ผักผลไม้ และธัญพืชต่าง ๆ ก็ช่วยให้อยู่ท้องได้นานเช่นเดียวกัน

แบ่งเป็นมื้อ สำหรับใครที่อาจงานไม่ยุ่งพอที่จะกินข้าวได้ 3 มื้อต่อวันเท่านั้น แต่มีเวลาว่างในตอนบ่ายมากพอให้นั่งกินขนมเล่น เอะอะพักเบรคหาอะไรกินตลอด ๆ แนะนำให้แบ่งมื้ออาหารจาก 3 เป็น 4-6 มื้อแทน แม้ว่าจะไม่ได้ช่วยลดน้ำหนักแต่อย่างใด (เพราะคุณอาจกินอาหารในปริมาณเท่าเดิม) แต่การสับเป็นมื้อเล็ก ๆ กระจายกินไปทั้งวัน อาจช่วยลดความอยากอาหารเพิ่มมากขึ้นในช่วงบ่ายได้ แต่ระมัดระวังอย่ากินมากเกินกว่าปกติก็แล้วกัน

ลดการบริโภคแป้งอย่างที่บอกว่าอาหารประเภทแป้ง และน้ำตาล หรือคาร์โบไฮเดรต เป็นอาหารที่ใช้เวลาย่อยน้อยกว่าโปรตีน หากเรากินแต่ข้าว หรือขนม แล้วกินโปรตีน หรืออาหารที่มีกากใยอาหารไม่เพียงพอ เราก็เสี่ยงที่จะหิวเร็วกว่าคนอื่น ดังนั้นควรแบ่งสัดส่วนในการกินอาหารไปที่โปรตีนมากกว่าคาร์โบไฮเดรต และหากเลือกกินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ก็จะช่วยให้ร่างกายใช้เวลาในการย่อยอาหารนานขึ้น อิ่มท้องนานขึ้น ดูดซึมน้ำตาลได้ช้าลงด้วย

อย่าทิ้งช่วงเวลามื้อสุดท้ายจนถึงก่อนนอนนานเกินไปพูดง่าย ๆ ก็คือ อย่านอนดึกนั่นเอง เชื่อเถอะว่าคนที่นอนดึก ๆ ดื่น ๆ มีความเสี่ยงที่จะหิวไวกว่าคนที่เข้านอนแต่หัวค่ำ นอกจากนี้การอดนอนบ่อย ๆ ยังอาจทำให้เราหิวง่ายกว่าคนที่นอนหลับอย่างเต็มอิ่ม และเพียงพออีกด้วย

นอกจากวิธีการกินอาหารแล้ว อย่าลืมออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อย 3-5 ครั้งใน 1 สัปดาห์ ครั้งละอย่างน้อย 30 นาที และเพิ่มกิจกรรมระหว่างวันที่ช่วยให้ร่างกายได้ขยับร่างกายมากขึ้น ทั้งวิ่งขึ้นบันได เดินกลับบ้าน ฯลฯ รับรองว่าสุขภาพดีเป็นของคุณได้แน่นอน 

อาหารช่วยลดความหิว

หิวก็หิว แต่ก็อยากผอม ทำไงดี ? คนลดน้ำหนักน่าจะเข้าใจความรู้สึกนี้ดี คงไม่แปลกที่จะหิวเพราะแต่ก่อนกินหนักทุกวัน หิวเมื่อไรก็กิน อยู่ดีๆ ต้องมากินน้อยลง ทำไงได้เพื่อหุ่นที่ดีต้องอดทน ถ้าหากมีวิธีช่วยให้ลดความหิวลงได้คงจะดีไม่น้อยใช่มั้ยล่ะ เลยรวบรวมวิธีลดความหิวมาให้อ่านกัน

1. ดื่มนมถั่วเหลือง

นมถั่วเหลืองนำมาเป็นอาหารว่างถือว่าไม่เลว แถมยังหาซื้อได้ง่าย เพราะนมถั่วเหลืองให้ทั้งคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน โปรตีนและไขมันดี ช่วยให้อยู่ท้องได้ดีเลยทีเดียว

2. ดื่มนมจืด

ในนมจืดมีเคซีน (Casein) และโปรตีนเวย์ (Protein Whey) ช่วยให้ลดความอยากอาหารได้ ถ้าเป็นแบบไขมันต่ำก็ยิ่งดีเลย เพราะแคลอรี่จะน้อยกว่าแบบปกติลงมาอีก 

วิธีกินอย่างไรให้อิ่มเร็ว และวิธีลดความหิว!!

3. กินผลไม้

ควรเลือกกินผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูงและแคลอรี่ต่ำ กินแบบเป็นลูกได้ยิ่งดี เช่น ส้ม ส้มโอ เพราะถ้าเป็นน้ำผลไม้ไฟเบอร์จะน้อยมาก สามารถกินพร้อมกับอาหารมื้อหลักหรือยามว่างก็ได้จะทำให้อิ่มมากยิ่งขึ้น

4. ทานอาหารไฟเบอร์สูง

5. กินถั่ว

ถั่วน่าจะเป็นอาหารโปรดของใครหลายคน ขอบอกว่าคุณมาถูกทางแล้ว ไม่ว่าจะเป็นถั่วอัลมอนด์ ถั่วลิสงหรือจะเป็นเม็ดมะม่วงหิมพานต์ก็ไม่เลว เพราะมีโปรตีนและไฟเบอร์สูง ทำให้อิ่มง่าย แต่ในถั่วก็มีไขมันสูงเช่นกัน ดังนั้นควรกินในปริมาณที่พอเหมาะ

6. กินสลัดผัก

หากนำมากินก่อนมื้ออาหารหลักจะช่วยให้เรากินอาหารหลักได้น้อยลง ไม่ว่าจะเป็นสลัดชามใหญ่หรือชามเล็ก ควรกินผักให้เยอะและใช้น้ำสลัดไขมันต่ำหรือไม่มีไขมันได้ยิ่งดี ถูกใจคนชอบสลัดกันเลยล่ะสิ

7. เคี้ยวอาหารช้าๆ ละเอียดๆ

บางคนชอบรีบกินอาหาร เคี้ยวแปปๆ กลืน หารู้ไม่ว่า คนเราต้องใช้เวลากว่า 20 นาทีที่ฮอร์โมนจะส่งไปถึงสมอง ทำให้รู้สึกอิ่ม ดังนั้นใครชอบรีบกินละก็กว่าจะรู้สึกอิ่มก็กินไปซะเต็มท้องแล้ว รีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินโดยด่วนเลยน้า ลองเคี้ยวให้ได้สัก 20 ครั้งก่อนกลืนดูสิ รับรองว่าจะอิ่มเร็วขึ้นกว่าเดิมอีกเยอะเลย

ใครที่อยู่ในช่วงลดน้ำหนักแล้วไม่อยากหลุดโปรแกรมของตัวเองละก็ ลองนำวิธีเหล่านี้ไปใช้ได้นะ จะได้ไม่ต้องทนหิวในระหว่างวันและก็จะได้ลดน้ำหนักกันอย่างมีความสุขต่อไป 

อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับสุขภาพ

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

เกมสนุกแถบได้ตัง : Slotxo , PGSLOT , PGSLOTGAME

ประโยชน์ "คาราเต้" กีฬาดีที่คุณผู้หญิงควรอ่าน

ประโยชน์ “คาราเต้” กีฬาดีที่คุณผู้หญิงควรอ่าน

ประโยชน์ “คาราเต้” กีฬาดีที่คุณผู้หญิงควรอ่าน กีฬาคาราเต้ หรือคาราเต้โด เป็นศิลปะการต่อสู้ของชาวญี่ปุ่น ที่มีต้นกำมาจากหมู่เกาะโอกินาวะ และพัฒนาต่อมาจนเป็นคาราเต้ ซึ่งจะเน้นการป้องกันตัวและต่อสู้ด้วยมือเปล่า จากนั้นคาราเต้ได้เริ่มแพร่หลาย และได้ถูกนำมาขันแข่งในกีฬาของเอเซียนเกมส์ครั้งแรกใน ปี 1994 ที่เมืองฮิโรชิม่า ซึ่งกีฬาคาราเต้จะแบ่งเป็น 2 ประเภทด้วยกันคือ “คาตะ” และ “คูมิเต้” โดยคาตะนั้นเป็นแข่งขันด้วยท่ารำ ซึ่งตัดสินผลจากความสวยงามและความถูกต้องตามหลักของคาราเต้ ส่วนคูมิเต้ “ท่าต่อสู้” หรือเรียกกันว่า “Free sparing” เป็นการต่อสู้โดยใช้ท่าต่างๆ

และประเทศไทย ได้ก่อตั้งสมาคมสหพันธ์คาราเต้ – โดแห่งประเทศไทย (The Federation of All Thailand Karate-do Organizations -FATKO) ในเดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2530 ซึ่งได้รับการรับรองสมาคมฯจากการกีฬาแห่งประเทศไทย ในเดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2539 จากนั้นได้เปลี่ยนชื่อเป็นสมาคมคาราเต้-โดแห่งประเทศไทย (Thailand Karate-do Federation -TKF) ด้านความสำเร็จของทัพนักกีฬาคาราเต้ทีมชาติไทยได้รับ 1 เหรียญทองแดง ในการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ 2014 ที่เมืองอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ จาก ทรงวุฒิ หมุนแทน 

การนับคะเเนนการแข่งแบบ “คูมิเต้” หรือ “การต่อสู้” จะมีด้วยกัน 3 ระดับ 

  1. อิปปอน ( Ippon ) = 3 คะแนน จากการเตะเข้าที่หน้าใบหน้า, ศีรษะ, เตะช่วงบน หรือการซ้ำคู่ต่อสู้ที่ล้มลง
  2. วาซา-อาริ ( Waza-Ari ) = 2 คะแนน จากการเตะลำตัวคู่ต่อสู้
  3. ยูโกะ ( Yuko ) = 1 คะแนน จากการต่อยระดับหัวหรือลำตัว

ในการแข่งนั้นถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่สามารถทำคะแนนได้ 8 คะแนนก่อน หรือ สามารถทำคะแนนได้มากฝ่ายนั้นได้เป็นผู้ชนะ

ส่วนการนับคะแนนการแข่งแบบ “คาตะ” หรือท่ารำมีดังนี้

  1. ความถูกต้องของท่ายืน
  2. มีความเข้าใจในเทคนิคที่นำมาใช้หรือไม่
  3. การกำหนดลมหายใจระหว่างรำ
  4. ความยากของท่ารำ
  5. ความแข็งแกร่ง, พละกำลัง, ความเร็ว, ความสมดุล และจังหวะ

การเเข่งขันแบบคาตะนั้นสิ่งที่ไม่ควรทำหรือสิ่งที่ผิดกฎกติกา ได้แก่ ท่ารำไม่ตรงกับท่ารำที่นักกีฬาแจ้ง ลืมโค้งคำนับก่อนเริ่มรำและหลังรำจบนักกีฬาหยุดชะงักในระหว่างการแข่งขัน แทรกแซงการทำหน้าที่ของผู้ตัดสิน สายคาดเอวหลุดระหว่างการแข่งขัน

ที่มา : PG SLOT

ประโยชน์ "คาราเต้" กีฬาดีที่คุณผู้หญิงควรอ่าน

ประเภทต่อสู้ (Kumite)

กติกา KUMITE
พื้นที่สนามแข่ง
1.สนามแข่งจะต้องเป็นพื้นที่เรียบเพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บ

2.สนามแข่งจะเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีขนาดความกว้างและยาว8×8เมตรเมื่อวัดจากด้านนอกของเส้นสนามและมีพื้นที่ป้องกันอันตรายอีกด้านละ 2เมตร สนามแข่งอาจจะยกให้สูงจากพื้นราบได้ไม่เกิน 1 เมตร รวมแล้วสนามแข่งจะมีขนาดเท่ากับ 12×12เมตร เพื่อความปลอดภัยของผู้แข่งขัน

3.ตีเส้นตำแหน่งของกรรมการผู้ชี้ขาด(REFEREE)ยาว 0.5 เมตร ห่างจากจุดศูนย์กลางของสนามแข่ง 2เมตร

4.ตีเส้นขนานสองเส้นยาว 1 เมตร สำหรับตำแหน่งของผู้แข่งขันโดยเส้นทั้งสองอยู่ทางซ้ายและขวาจากจุดศูนย์กลางของพื้นที่แข่งขันเป็นระยะ 1.5 เมตร และทำมุมฉากกับเส้นตำแหน่งของกรรมการผู้ชี้ขาด

5.กรรมการผู้ช่วย(JUDGES)ทุกคน จะนั่งในพื้นที่ที่ปลอดภัย กรรมการผู้ช่วยคนหนึ่งจะหันเข้าหากรรมการผู้ชี้ขาดและกรรมการผู้ช่วยอีกสองคน จะนั่งด้านหลังผู้แข่งขันแต่ละฝ่ายประมาณ 1เมตร หันไปทางกรรมการผู้ชี้ขาดโดยแต่ละคนจะมีธงสีแดงและน้ำเงิน

6.กรรมการเทคนิค(ARBITRATOR)จะนั่งอยู่ด้านหลังนอกพื้นที่ปลอดภัยเยื้องไปทางซ้ายของกรรมการผู้ชี้ขาด(REFEREE)โดยมีอุปกรณ์คือ ธงแดงหรือสัญลักษณ์และนกหวีด

7.หัวหน้าผู้ควบคุมเวลา(SCORESUPERVISOR)จะนั่งที่โต๊ะควบคุมคะแนนอยู่ระหว่างผู้บันทึกคะแนน(SCOREKEEPER)และผู้รักษาเวลา(TIMEKEEPER)

8.พื้นที่ป้องกันอันตราย 1เมตร ที่อยู่ด้านนอกจะต้องมีสีแตกต่างจากสนามแข่ง

หลักการตัดสิน

ผลการตัดสินของคู่แข่งขันนั้นจะได้ก็ต่อเมื่อผู้แข่งขันคนใดคนหนึ่งสามารถทำคะแนนห่างจากคู่ต่อสู้ถึง8 คะแนน, เมื่อเวลาสิ้นสุดลงแล้วมีผู้ได้คะแนนสูงสุด, การขอคำตัดสิน (HANTEI), หรือจากโทษที่มีไม่ว่าจะเป็น HANSOKU, SHIKKAKU หรือ KIKEN

1. หลังจบการแข่งขันแล้วผู้แข่งขันมีคะแนนเท่ากันหรือไม่มีคะแนนทั้งคู่ กรรมการผู้ชี้ขาดจะตัดสินให้เสมอกัน (HIKIWAKE) หลังจากนั้นจะเริ่มการแข่งขันต่อเวลา (ENCHO-SEN)

2. ในการแข่งประเภทบุคคลหากมีคะแนนเท่ากันเมื่อสิ้นสุดการแข่งยกนั้น สามารถต่อเวลาการแข่ง (ENCHO-SEN) ไปได้อีกไม่เกิน 1 นาที ซึ่งการปรับโทษและการเตือนที่เกิดขึ้นในการแข่งขันในยกที่แล้วยังถือว่ามีผลอยู่ ผู้แข่งขันที่สามารถทำคะแนนแรกได้ก่อนถือว่าเป็นผู้ชนะ แต่หากไม่มีใครทำคะแนนได้ในช่วงเวลา กลุ่มกรรมการผู้ตัดสิน (REFEREE PANEL) จะเป็นผู้ตัดสินขั้นสุดท้าย โดยการประกาศขอคำตัดสิน “HANTEI” และมีหลักการพิจารณาผู้แข่งขันดังต่อไปนี้
A) ทัศนคติ, จิตใจนักต่อสู้, การแสดงถึงพลังและความแข็งแกร่ง
B) ผู้ที่ใช้เทคนิคหรือกลยุทธ์ที่เหนือกว่าฝ่ายตรงข้าม
C) ผู้ที่ริเริ่มการจู่โจมที่มารกกว่า

3. ในการแข่งขันประเภททีม จะไม่มีการต่อเวลาการแข่งขัน (ENCHO-SEN) ในคู่ที่เสมอกัน ยกเว้นในกรณีข้อ 5

4. ทีมที่ชนะคือทีมที่มีจำนวนคนชนะมากกว่า หากมีจำนวนคนที่ชนะเท่ากัน ให้ทีมที่มีคะแนนรวมสูงกว่าเป็นทีมชนะการนับคะแนนต้องพิจารณาทั้งที่ได้และเสียคะแนนด้วย

5. หากทั้ง 2 ทีมมีคะแนนและจำนวนผู้ชนะเท่ากัน จะมีการต่อเวลาแข่งขันอีก 1 คู่ ไม่เกิน 1 นาที (ENCHO-SEN) ฝ่ายใดที่ทำคะแนนได้ก่อนจะเป็นผู้ชนะ ในกรณีที่ไม่มีฝ่ายใดทำคะแนนได้ กรรมการผู้ชี้ขาดและกรรมการผู้ช่วย 3 คน จะเป็นผู้ตัดสิน

6. การแข่งขันประเภททีม หากทีมชายชนะนำห่างไปแล้ว 3 คู่ หรือ 2 คู่ ในกรณีทีมหญิงจะถูกประกาศให้ชนะในทันที

พฤติกรรมต้องห้ามพฤติกรรมต้องห้ามแบ่งเป็น 2 ประเภท

ประเภทที่ 1 (CATEGORY 1)
1. การจู่โจมซึ่งมีการสัมผัสรุ่นแรงเกินไป และการจู่โจมที่สัมผัสบริเวณคอหอยคู่ต่อสู้
2. การจู่โจมที่ แขน, ขา, ขาหนีบ, ข้อต่อ, หลังเท้า
3. การจู่โจมที่ ใบหน้า โดยใช้เทคนิค แบมือ
4. การทุ่มที่อันตรายและถูกห้ามซึ่งอาจทำให้คู่ต่อสู้บาดเจ็บ

ประเภทที่ 2 (CATEGORY 2)
1. เสแสร้งการบาดเจ็บ, แสดงการบาดเจ็บเกินความจริง
2. ออกนอกบริเวณพื้นที่ แข่งขัน (JOGAI) บ่อยครั้งเกินไป
3. ต่อสู้โดยขาดการระมัดระวัง หรือขาดการป้องกันตนเองซึ่งอาจนำไปถึงอันตรายต่อตนเองได้ (MUBOBI)
4. หลีกเลี่ยงการต่อสู้ เพื่อมิให้คู่ต่อสู้มีโอกาสทำคะแนน
5. การหน่วงเหนี่ยว, หารปล้ำ, การผลัก, การจัดยึด โดยไม่มีความพยายามที่จะใช้การจู่โจมตามมา
6. การใช้เทคนิคจู่โจมที่ไม่สามารถควบคุมความปลอดภัย หรืออันตรายให้แก่คู่ต่อสู้ ไม่ว่าจะจู่โจมถูกเป้าหมายหรือไม่
7. การจู่โจมโดยใช้ศีรษะ, หัวเข่า, และข้อศอก
8. ใช้คำพูดยั่วยุคู่ต่อสู้, ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของกรรมการผู้ชี้ขาด, ไม่สุภาพต่อกรรมการอื่น, หรือการไร้มารยาทอื่น ๆ

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติมเกี่ยวกับสุขภาพ

เกมสนุกแถบได้ตัง : Slotxo , PGSLOT , PGSLOTGAME

เทเบิลเทนนิส หรือ ปิงปอง กีฬาดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย

เทเบิลเทนนิส หรือ ปิงปอง กีฬาดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย

เทเบิลเทนนิส หรือ ปิงปอง กีฬาดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย

การพัฒนาการเทเบิลเทนนิสของไทย

สำหรับนักกีฬาเทเบิลเทนนิสของไทยมีการพัฒนาขึ้นมาก และได้คว้าตำแหน่งชนะเลิศหลายครั้งในการแข่งขันระหว่างประเทศ โดยสามารถสรุปตามช่วงเวลาเหตุการณ์สำคัญ ๆ ได้ดังนี้

-เดือนพฤศจิกายน 2518 สมาคมเทเบิลเทนนิสแห่งประเทศไทยได้ส่งผู้ฝึกสอนเข้ารับการอบรมด้านเทคนิคของสหพันธ์เทเบิลเทนนิสแห่งเอเชีย ครั้งที่ 1

-เดือนมีนาคม 2519 ก็ได้รับความร่วมมือช่วยเหลือจากสาธารณรัฐประชาชนจีนส่งนายมาจินเป้า ผู้ฝึกสอนทีมชาติจีนมาให้การฝึกสอนกับนักกีฬาไทยเป็นระยะเวลาเดือนเศษ

-ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนธันวาคม 2521 จีนได้ส่งนายเหยา จินสู มาฝึกสอนให้นักกีฬาไทยอีก

-ในเดือนกรกฎาคม 2523 – มิถุนายน 2524 องค์การ ส่งเสริมกีฬาแห่งประเทศไทยได้ติดต่อนายเซียว ซิงโก (Siaq Xinzquo) โค้ชอดีตนักกีฬาเทเบิลเทนนิสของจีน ซึ่งขณะนั้นทำงานด้านวิจัยและวิเคราะห์กีฬาเทเบิลเทนนิส กระทรวงกีฬาของจีน มาให้การอบรมผู้ฝึกสอนกีฬาเทเบิลเทนนิสตามโครงการผู้ฝึกสอนกีฬาจากสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำปี 2523-2524 เป็นเวลา 1 ปี

-15 กันยายน – 15 ธันวาคม 2523 กรมพลศึกษา กระทรวงศึกษาธิการได้ส่งนายสมชาย คงเสรีดำรง จากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และ นายชาติชาย ฑีฆวีรกิจ จากโรงเรียน สีตบุตรบำรุง ไปเข้ารับการฝึกอบรมการเล่นเทเบิลเทนนิสที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยทุนจากยูเนสโก เป็นเวลา 3 เดือน หลักจากนั้น ไทยกับจีน ก็ได้ติดต่อสัมพันธ์กันจนมาถึงปัจจุบัน และจีนยังคงส่งโค้ชมาช่วยฝึกซ้อมนักกีฬาให้กับประเทศไทยอยู่

เทเบิลเทนนิส หรือ ปิงปอง กีฬาดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย

การเล่นกีฬาปิงปอง หรือเทเบิลเทนนิส

1. สายตา : สายตาจะต้องจ้องมองลูกอยู่ตลอดเวลา เพื่อสังเกตหน้าไม้ของคู่ต่อสู้ และมองลูกว่าจะหมุนมาในลักษณะใด 

2. สมอง : ปิงปองเป็นกีฬาที่ต้องใช้สมองในการคิดอยู่ตลอดเวลา รวมถึงต้องวางแผนการเล่นแบบฉับพลันอีกด้วย

3. มือ : มือที่ใช้จับไม้ปิงปอง จะต้องคล่องแคล่วและว่องไว รวมถึงต้องรู้สึกได้เมื่อลูกปิงปองสัมผัสถูกหน้าไม้

4. ข้อมือ : ในการตีบางลักษณะ จำเป็นต้องใช้ข้อมือเข้าช่วย ลูกจึงจะหมุนมากยิ่งขึ้น

5. แขน : ต้องมีพละกำลัง และมีความอดทนในการฝึกซ้อมแบบสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดความเคยชิน

6. ลำตัว : การตีลูกปิงปองในบางจังหวะ ต้องใช้ลำตัวเข้าช่วย

7. ต้นขา : ผู้เล่นต้องมีต้นขาที่แข็งแรง เพื่อเตรียมความพร้อมในการเคลื่อนที่ตลอดเวลา

8. หัวเข่า : ผู้เล่นต้องย่อเข่า เพื่อเตรียมพร้อมในการเคลื่อนที่ 

9. เท้า : หากเท้าไม่เคลื่อนที่เข้าหาลูกปิงปอง ก็จะทำให้ตามตีลูกปิงปองไม่ทัน

ที่มา : PG SLOT

ประโยชน์ของกีฬาเทเบิลเทนนิส

มาร์ติน ชกลอร์ซ (Martin Sklarz) ให้ทัศนะไว้ว่า กีฬาเทเบิลเทนนิสเป็นกีฬาที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย สามารถใช้เป็นได้ทั้งเกมนันทนาการ หรือจัดการแข่งขันได้อย่างสมบูรณ์แบบของกีฬาระดับประเทศจนถึงระดับโลกเช่นเดียวกับกีฬาบาสเกตบอลและกีฬาวอลเล่ย์บอล โดยได้สรุปประโยชน์ของกีฬาเทเบิลเทนนิสซึ่งเป็นที่ยอมรับกันไว้ดังนี้

  1. สามารถเล่นได้ทุกสถานที่
  2. เล่นได้ในทุกฤดูกาล
  3. เล่นได้ทั้งประเภททีม และประเภทบุคคล
  4. มีกฎกติกาเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
  5. เล่นได้ทุกเพศทุกวัย
  6. ช่วยส่งเสริมสุขภาพอนามัย

1.) ประโยชน์ทางร่างกาย หากเล่นเทเบิลเทนนิสเป็นประจำ วันละ 30 – 60 นาที สุขภาพร่างกายจะสมบูรณ์แข็งแรง ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ โดยอาจแยกประโยชน์ที่ได้รับทางร่างกายได้เป็น 2 ทางคือ

1.1) ช่วยพัฒนาบุคลิกภาพ บุคคลที่จะเป็นนักกีฬามักมีรูปร่างได้สัดส่วน มีบุคลิกภาพสง่างาม กระฉับกระเฉง โดตเฉพาะกีฬาเทเบิลเทนนิสที่ต้องใช้ความว่องไวเป็นพิเศษ กีฬาชนิดนี้จึงช่วยให้ผู้เล่นเกิดความคล่องแคล่ว มีความอดทน เป็นการช่วยพัฒนาบุคลิกภาพได้เป็นอย่างดี

2.) ประโยชน์ทางด้านจิตใจและอารมณ์ การเล่นเทเบิลเทนนิสนอกจากจะได้ประโยชน์ทางด้านร่างกายดังกล่าวแล้ว การเล่นเทเบิลเทนนิสยังมีคุณค่าทางจิตใจที่พอสรุปได้เป็นข้อ ๆ ดังนี้

2.1) ฝึกให้มีน้ำใจเป็นนักกีฬาที่ดี รู้จักแพ้ รู้จักชนะ รู้จักอภัย
2.2) ฝึกให้มีความรักความสามัคคีในหมู่คณะ
2.3) ทำให้จิตใจสนุกสนาน ร่าเริง เป็นการผ่อนคลายความตึงเครียด
2.4) ฝึกให้มีความสุขุมเยือกเย็น ใจคอหนักแน่น จิตใจมั่นคง
2.5) ฝึกให้เป็นคนมีเหตุผล กล้าตัดสินใจ
2.6) ในการเล่นประเภทคู่ ฝึกให้คนทำงานเป็นทีมได้ดี

ลักษณะเฉพาะที่เป็นประโยชน์ของกีฬาเทเบิลเทนนิส กีฬาปิงปอง

  1. มีลักษณะของเกมกีฬาอย่างครบครัน คือ มี กฎ กติกา ระเบียบการเล่นอันเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
  2. ให้การพัฒนาการด้านต่าง ๆ กับผู้เล่น ได้แก่ ทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม
  3. ไม่มีข้อจำกัดของการเล่น กล่าคือ เล่นได้ทุกเพศทุกวัย สามารถเล่นได้ทั้งประเภททีมและประเภทบุคคล จึงเหมาะสำหรับใช้เป็นสื่อสร้างความสัมพันธ์ให้แก่บุคคลหรือหน่วยงาน ตลอดจนพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
  4. สถานที่ อุปกรณ์กีฬา สามารถจัดหาได้ง่าย สะดวก และประหยักดงบประมาณค่าใช้จ่ายเมื่อเทียบกับกีฬาประเภทอื่น ๆ
  5. เป็นกีฬาที่ผู้เล่นจะได้รับอุบัติเหตุจากการเล่นน้อยมากหรือแทบจะไม่มีเลย
  6. ช่วยฝึกระบบการทำงานของสายตา มือ และเท้า ตลอดจนการตัดสินใจให้ดีขึ้น ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะประการหนึ่งของกีฬาชนิดนี้

อ่านบทความอื่นเพิ่มเกี่ยวกับกีฬาและสุขภาพ

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

เกมสนุกแถบได้ตัง : PGSLOTGAME

เคล็ดลับการป้องกัน "อัลไซเมอร์" พร้อมเมนูอาหารบำรุงสมอง

เคล็ดลับการป้องกัน “อัลไซเมอร์” พร้อมเมนูอาหารบำรุงสมอง

เคล็ดลับการป้องกัน “อัลไซเมอร์” พร้อมเมนูอาหารบำรุงสมอง อัลไซเมอร์ (Alzheimer’s Disease) โรคที่เป็นสาเหตุของภาวะสมองเสื่อมชนิดที่พบได้มากที่สุด ส่งผลต่อสมองส่วนที่ควบคุมความคิด ความทรงจำ และการใช้ภาษา อาการของโรคจะเริ่มจากการหลงลืมที่ไม่รุนแรงจนแย่ลงเรื่อย ๆ ถึงขั้นไม่สามารถสนทนาโต้ตอบหรือมีการตอบสนองต่อสิ่งรอบข้าง ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างร้ายแรง โดยในปี 2558 สถิติผู้ป่วยอัลไซเมอร์ในประเทศไทยมีทั้งหมดประมาณ 600,000 คน และยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ

อาการของอัลไซเมอร์

อาการของโรคอัลไซเมอร์โดยทั่วไปสามารถแบ่งได้เป็น 3 ระยะ ดังนี้

ระยะเริ่มต้น อาการในช่วงต้นของผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์แต่ละรายจะแตกต่างกันไป โดยสัญญาณแรกที่มักพบได้ก็คืออาการหลงลืมที่อาจส่งผลให้ผู้ป่วยเผชิญกับสถานการณ์ต่อไปนี้

  • ลืมบทสนทนาหรือเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น
  • วางของผิดที่ อาจไปวางในที่ที่ไม่น่าจะไปวางไว้
  • ลืมหรือนึกชื่อสถานที่ สิ่งของไม่ออก
  • ทำอะไรซ้ำ ๆ ย้ำ ๆ เช่น ถามซ้ำคำถามเดิมหลายครั้ง
  • ต้องใช้เวลาในการทำกิจวัตรประจำวันนานขึ้นกว่าปกติ
  • ความสามารถในการตัดสินใจต่ำ การตัดสินใจกลายเป็นเรื่องยาก
  • ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้น้อยลง มีความลังเลที่จะทำสิ่งใหม่ ๆ มากขึ้น
  • อารมณ์แปรปรวนบ่อยครั้ง เช่น หงุดหงิด กระวนกระวาย วิตกกังวลกว่าปกติ หรือมีอาการสับสนเป็นช่วง ๆ
  • การจำชื่อของคนรู้จักกลายเป็นเรื่องยากมากขึ้นทุกที พยายามนึกชื่อเพื่อนและครอบครัวแต่นึกไม่ออก
  • เกิดภาวะสับสนและสูญเสียการรับรู้ด้านสถานที่ เวลา และบุคคล เช่น หลงทาง หรือเดินไปเรื่อยเปื่อยโดยไม่รู้วันเวลา
  • การทำกิจวัตรประจำวันที่มีหลายขั้นตอนกลายเป็นเรื่องยากขึ้น เช่น การแต่งตัว
  • มีพฤติกรรมหมกมุ่น ทำอะไรซ้ำ ๆ หรือวู่วาม
  • ไม่สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ มีปัญหาในการรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย
  • มีอาการหลงผิด เชื่อในเรื่องที่ไม่เป็นความจริงอย่างสนิทใจ รวมถึงอาจรู้สึกหวาดระแวงหรือสงสัยในตัวผู้ดูแลหรือครอบครัวของตนเอง
  • มีปัญหาเกี่ยวกับการพูดหรือการใช้ภาษาสื่อสาร
  • มีปัญหาด้านการนอนหลับ
  • ทำงานที่ต้องใช้การกะระยะได้ลำบาก
  • มีอาการประสาทหลอน

ระยะปลาย ระยะที่อาการของโรครุนแรงขึ้นอย่างมากจนนำความเศร้าเสียใจและวิตกกังวลมาให้บุคคลใกล้ชิด ในระยะนี้ผู้ป่วยอาจต้องได้รับการดูแลและให้ความช่วยเหลือตลอด ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหาร การเคลื่อนไหว หรือการเข้าห้องน้ำ

  • อาการหลงผิดหรือประสาทหลอนที่เป็น ๆ หาย ๆ กลับยิ่งแย่ลงเรื่อย ๆ
  • ผู้ป่วยอาจอาละวาด เรียกร้องความสนใจ และไม่ไว้วางใจผู้คนรอบข้าง
  • กลืนและรับประทานอาหารลำบาก
  • เปลี่ยนท่าทางหรือเคลื่อนไหวตัวเองลำบาก ต้องได้รับการช่วยเหลือ
  • น้ำหนักลดลงมาก แม้จะรับประทานอาหารมากหรือพยายามเพิ่มน้ำหนักแล้วก็ตาม
  • มีอาการชัก
  • กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่อยู่
  • ค่อย ๆ สูญเสียความสามารถในการพูดลงไปทีละน้อยจนไม่สามารถสื่อสารได้
  • มีปัญหาด้านความทรงจำในระยะสั้นและระยะยาวอย่างร้ายแรง

อย่างไรก็ตาม บางครั้งอาการของโรคที่แย่ลงอย่างกะทันหัน อาจมีผลพวงมาจากการใช้ยา การติดเชื้อ โรคหลอดเลือดในสมอง หรือภาวะสับสนเฉียบพลันที่เกิดแทรกขึ้นมาได้ ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ที่สังเกตพบว่าอาการของตนแย่ลงอย่างรวดเร็วควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา

ส่วนผู้ที่มีความกังวลว่าตนเองอาจมีปัญหาด้านความทรงจำหรือเป็นโรคสมองเสื่อม หรือสงสัยว่าคนรอบข้างมีอาการคล้ายข้างต้นก็ควรสนับสนุนให้ไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาเช่นกัน และถ้าเป็นไปได้ก็ควรเสนอตัวไปเป็นเพื่อนผู้ป่วยด้วย

ทั้งนี้ ปัญหาเกี่ยวกับความทรงจำไม่ได้มีสาเหตุมาจากโรคสมองเสื่อมเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดขึ้นได้จากภาวะซึมเศร้า ความเครียด ผลข้างเคียงจากยารักษาโรค หรือปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ซึ่งแพทย์จะสามารถช่วยตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุของอาการที่เกิดขึ้นได้

เคล็ดลับการป้องกัน "อัลไซเมอร์" พร้อมเมนูอาหารบำรุงสมอง

สาเหตุของอัลไซเมอร์

นอกจากสาเหตุที่คาดการณ์ข้างต้น ปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจมีส่วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์ยังมีดังนี้

  • อายุ นับเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่มีส่วนทำให้เกิดการพัฒนาของโรค โดยโอกาสเสี่ยงเป็นอัลไซเมอร์จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ทุก ๆ 5 ปี หลังจากที่อายุล่วงผ่าน 65 ปีไปแล้ว ทั้งนี้ก็ไม่ใช่แค่ผู้สูงอายุเท่านั้นที่จะเกิดโรคนี้ได้ เพราะประมาณ 1 ใน 20 ของผู้ป่วยก็มีอายุไม่เกิน 65 ปี โดยเป็นโรคอัลไซเมอร์ชนิดเกิดเร็วที่พบได้ในผู้ที่อายุตั้งแต่ประมาณ 40 ปี
  • ประวัติของบุคคลในครอบครัว พันธุกรรมเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอัลไซเมอร์ กระนั้นก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยแม้จะมีผู้ป่วยในครอบครัว แต่หากพบว่าสมาชิกในครอบครัวหลายคนประสบกับโรค ควรต้องรับการปรึกษากับแพทย์ถึงความเสี่ยงต่อโรคนี้เมื่ออายุมากขึ้น
  • กลุ่มอาการดาวน์ เป็นผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์สูง เนื่องจากความผิดปกติทางพันธุกรรมที่เป็นสาเหตุของกลุ่มอาการดาวน์นั้นสามารถทำให้เกิดการสะสมของอะไมลอยด์ขึ้นในสมองจนนำไปสู่โรคอัลไซเมอร์ได้ในบางราย
  • ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ ผู้ที่เคยได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรงจะยิ่งเสี่ยงพัฒนาไปเป็นโรคอัลไซเมอร์ยิ่งขึ้น
  • โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคนี้มีปัจจัยการเกิดมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม ทางที่ดีควรปรับเปลี่ยนด้วยการเลิกสูบบุหรี่ รับประทานอาหารมีประโยชน์ รักษาน้ำหนักให้ไม่มากเกิน ดื่มแอลกอฮอล์ให้น้อยลง และตรวจสุขภาพเป็นประจำ เพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคอัลไซเมอร์ไปในคราวเดียวกัน

ที่มา : PG SLOT

การรักษาอัลไซเมอร์

ปัจจุบันโรคอัลไซเมอร์ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ มีเพียงการใช้ยารักษาและการจัดการดูแลที่จะช่วยบรรเทาอาการด้านความคิดและพฤติกรรมของผู้ป่วยได้เพียงชั่วคราว หรืออาจช่วยให้พัฒนาการของโรคช้าลงได้ในบางราย โดยการดูแลรักษาผู้ป่วยอัลไซเมอร์ที่สามารถทำได้มีดังนี้

สร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับผู้ป่วย

การดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ควรมีการปรับสิ่งแวดล้อมในการใช้ชีวิตให้เอื้อต่อตัวผู้ป่วย รวมทั้งการสร้างนิสัยและกิจวัตรประจำวันที่ไม่จำเป็นต้องใช้การนึกหรือจำก็อาจทำให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น ข้อปฏิบัติที่สามารถทำตามได้มีดังต่อไปนี้

  • เก็บกระเป๋าสตางค์ กุญแจ โทรศัพท์มือถือ และของมีค่าอื่น ๆ ไว้ในที่เดียวกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสูญหายหรือหาไม่พบ
  • สอบถามกับแพทย์ถึงวิธีการรับประทานยาที่ง่ายขึ้น โดยอาจรวมให้เหลือเพียงวันละ 1 ครั้ง เพื่อป้องกันการลืมรับประทานยา
  • จัดการค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ให้จ่ายโดยระบบหักเงินอัตโนมัติ
  • พกโทรศัพท์ที่เปิดการระบุตำแหน่งจีพีเอส (GPS) ไว้ตลอดเวลา เผื่อในกรณีที่หลงทางหรือมีอาการสับสน เพื่อให้คนอื่น ๆ สามารถตามตำแหน่งที่อยู่ในโทรศัพท์มาได้ และควรบันทึกเบอร์โทรศัพท์และรายชื่อบุคคลสำคัญไว้ในที่ที่เห็นชัดเจนในโทรศัพท์ เพื่อผู้ป่วยจะได้ไม่ต้องพยายามนึกชื่อของผู้ที่ต้องการโทร
  • การนัดหมายกับแพทย์ควรเป็นวันและเวลาที่ใกล้เคียงกับครั้งอื่น ๆ มากที่สุด
  • อาจมีปฏิทินหรือกระดานเขียนบันทึกกิจกรรมที่ต้องทำในแต่ละวันติดบ้านไว้ และเมื่อทำกิจกรรมใด ๆ เรียบร้อยแล้วก็ให้ขีดฆ่าออกเพื่อไม่ให้เกิดการหลงลืม
  • ตั้งนาฬิกาปลุกเตือนเวลาที่ต้องทำกิจกรรมต่าง ๆ
  • กำจัดอุปกรณ์เครื่องเรือนที่ไม่จำเป็นออกจากบ้าน ไม่ให้ระเกะระกะและยุ่งเหยิง
  • ติดตั้งราวจับตามทางบันไดหรือในห้องน้ำ
  • ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันอันตราย เช่น เครื่องตรวจแก๊สรั่ว และเครื่องตรวจจับควันให้ทั่วบ้าน
  • เลือกรองเท้าที่ใส่แล้วสบายและมีความพอดีกับเท้า ไม่หลุดง่าย
  • อย่าให้มีกระจกอยู่ในบ้านมากเกินไป ผู้ป่วยโรคนี้อาจรู้สึกว่าภาพสะท้อนในกระจกนั้นน่ากลัวและทำให้รู้สึกสับสนได้
  • เก็บรูปถ่ายและสิ่งของที่มีความหมายต่อผู้ป่วยไว้ทั่ว ๆ บ้าน
  • อาจบอกรับหนังสือพิมพ์รายวันเพื่อใช้เป็นเครื่องเตือนวันและเวลา
  • เขียนบันทึกช่วยเตือนความจำแปะไว้ตามที่ต่าง ๆ เช่น บันทึกเตือนไม่ให้ลืมกุญแจเมื่อออกจากบ้าน
เคล็ดลับการป้องกัน "อัลไซเมอร์" พร้อมเมนูอาหารบำรุงสมอง

การป้องกันโรคอัลไซเมอร์

เนื่องจากสาเหตุการเกิดโรคอัลไซเมอร์ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด จึงยังไม่มีวิธีป้องกันการเกิดโรคได้ อย่างไรก็ตาม ยังพอมีหนทางที่อาจช่วยชะลอการเริ่มต้นของโรค คือการลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ เนื่องจากผู้ป่วยโรคนี้จะยิ่งมีโอกาสเกิดโรคอัลไซเมอร์และโรคสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดตามมา โดยควรปฏิบัติดังต่อไปนี้

  • เลิกสูบบุหรี่  
  • ไม่ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินควร
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ในสัดส่วนที่พอเหมาะ โดยเลือกรับประทานผักและผลไม้อย่างน้อยวันละ 5 ส่วน
  • หมั่นออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 150 นาที อาจเฉลี่ยเป็นวันละ 30 นาที ใน 5 วันต่อสัปดาห์ ควรเลือกการออกกำลังกายแบบแอโรบิคที่ให้ร่างกายได้ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ซ้ำๆ เช่น ปั่นจักรยาน วิ่งเร็ว จะช่วยให้ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจดีขึ้น
  • ตรวจและควบคุมระดับความดันโลหิต
  • หากป่วยเป็นโรคเบาหวาน ควรควบคุมการรับประทานอาหารและการใช้ยาอย่างสม่ำเสมอ

เมนู อาหารบำรุงสมอง

น้ำสลัดที่มีส่วนประกอบของน้ำมันจากพืช

Martha Clare Morris ผู้อำนวยการฝ่ายโภชนาการ และระบาดวิทยา แห่งมหาวิทยาลัย Rush ในชิคาโก ระบุว่าการบริโภคอาหารที่อุดมด้วยวิตามินอีสูง (แต่ไม่นับผลิตภัณฑ์อาหารเสริมวิตามินอี) เช่น น้ำสลัดที่มีส่วนประกอบพื้นฐานของน้ำมันผักอย่างน้ำมันมะกอก เมล็ดพืช ถั่ว และธัญพืช จะประกอบด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยปกป้องเซลล์ประสาทได้

กินปลาได้ไขมันดี

ไม่ว่าจะเป็นปลาแซลมอน, ปลาแมคคาเรล, ทูน่า และปลาชนิดอื่น ๆ ที่ให้กรดไขมันโอเมก้า 3  และมีกรดไขมัน DHA (Docosahexaenoic Acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว ต่างก็มีส่วนสำคัญในการพัฒนาสมอง โดยเฉพาะส่วนของความจำ และการเรียนรู้ ซึ่งกรดไขมัน DHA พบว่าเป็นไขมันที่เป็นส่วนประกอบของเซลล์สมองถึง 65% และร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ ต้องได้รับจากการบริโภคปลา

ถั่วลิสงและเนยถั่ว

ถึงแม้ว่าถั่วลิสง และเนยถั่วจะมีไขมันสูง แต่ทั้งสองชนิดนี้ถือเป็นแหล่งไขมันดี และอุดมไปด้วยวิตามินอี เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ และการทำงานของสมอง นอกเหนือจากนี้ที่ควรค่าแก่การบริโภคเพื่อสุขภาพ คือถั่วอัลมอนด์ และฮาเซลนัท ดร.Maria C.Carrillo ผู้อำนวยการอาวุโสทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์แห่งสมาคมอัลไซเมอร์ ยืนยันว่า “มีงานวิจัยที่ค้นพบว่าอาหารที่มีไขมันดีสูง มีไขมันอิ่มตัวต่ำ และไขมันทรานส์ต่ำ หรือกลุ่มอาหารที่อุดมไปด้วยธัญพืช ผักใบเขียว และถั่วนั้น ย่อมดีต่อสุขภาพหัวใจ และสมองอย่างแน่นอน”

องุ่น ไวน์แดง และดาร์กช็อกโกแลต

สารสกัด Resveratrol เป็นสารโพลีฟีนอลชนิดหนึ่ง ที่พบในองุ่น, ไวน์แดง และดาร์กช็อกโกแลต มีสรรพคุณช่วยลดความเสี่ยงของโรคต่าง ๆ ที่มีส่วนสัมพันธ์กับอายุ เช่น ปัญหาที่เกี่ยวกับระบบประสาท ชะลอความก้าวหน้าของโรคอัลไซเมอร์ และภาวะสมองเสื่อม รวมทั้งโรคมะเร็ง และเบาหวาน

อ่านบทความอื่นเกี่ยวกับสุขภาพเพิ่มเติม คลิกเลย

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

เกมสนุกแถบได้ตัง : PGSLOTGAME