“แซลมอน” อาหารจานโปรด มีประโยชน์ต่อสุขภาพ

“แซลมอน” อาหารจานโปรด มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ปลาแซลมอน (Salmon) เป็นปลาเมืองหนาวที่นิยมรับประทานในทุกประเทศทั่วโลก ทั้งในรูปการประกอบอาหารสด เช่น ปิ้ง ย่าง หรือการทำเมนูอาหารต่างๆ ส่วนการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ได้แก่ ปลาแซลมอนกระป๋อง ปลาแซลมอนรมควัน ปลาแซลมอนแช่แข็ง และน้ำมันปลาแซลมอน เป็นต้น รวมถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ อาทิ เบอร์เกอร์ ไส้กรอก ขนมคบเขี้ยว เป็นต้น

ประเทศที่มีการจับปลาแซลมอนส่งจำหน่าย ได้แก่ นอร์เวย์ ชิลี สหรัฐอเมริกา รัสเซีย ญี่ปุ่น แคนาดา และนิวซีแลนด์ เป็นต้น โดยมีประเทศนอร์เวย์ และชิลี เป็นประเทศที่ส่งออกรายใหญ่ของโลก ส่วนประเทศไทยไม่มีแหล่งปลาแซลมอน และไม่สามารถเพาะเลี้ยงได้ จึงต้องนำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก

อนุกรมวิธาน
• Order : Salmonuformes
• Family : Salmonidae
• Subfamily : Salmoninae
– Salmon
– Trout

สกุลปลาแซลมอนที่มีการจับ และส่งจำหน่ายมากที่สุดมี 2 สกุล คือ Salmo และ Oncorhynchus
1. สกุล Salmo เป็นปลาแซลมอนมีทั้งหมด 6 ชนิด แต่ชนิดที่มีการจับ และค้าขายมากที่สุด คือ Salmo solar หรือเรียกว่า Atlantic salmon
2. สกุล Oncorhynchus หรือเรียกว่า Pacific salmon จัดเป็นปลาแซลมอนมีทั้งหมด 5 ชนิด ได้แก่
– O. Gorbuscha (Pink salmon)
– O. tshawytscha (Chinook salmon)
– O. nerka (Sockeye salmon)
– O. keta (Chum salmon)
– O. kisutch (Coho salmon)

ปลาแซลแมนแปซิฟิก

แหล่งอาศัย และการแพร่กระจาย
ปลาแซลมอนเป็นปลาเมืองหนาวที่ต้องการน้ำที่มีอุณหภูมิระหว่าง 4-12 องศา สำหรับการเติบโต และวางไข่ ซึ่งเป็นปลาที่มีแหล่งอาศัย 2 แหล่งในการดำรงชีวิต คือ การวางไข่ในแหล่งน้ำจืดที่เป็นต้นน้ำ และเติบโตในทะเล โดยปลาแซลมอน Atlantic จะพบได้ในทางตอนเหนือของมหาสมุทรแอตแลนติก แถบประเทศสหรัฐอเมริกา รัชเชีย แคนนาดา อังกฤษ เป็นต้น ส่วนปลาแซลมอนแปซิฟิกจะพบได้ในแถบประเทศที่ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก เช่น ญี่ปุ่น ซีลี เป็นต้น

ลักษณะทั่วไปของปลาแซลมอน
1. Atlantic salmon
ปลาแซลมอน Atlantic เป็นแซลมอนขนาดใหญ่ มีน้ำหนักตัวประมาณ 2.3-9 กิโลกรัม/ตัว และมีบันทึกขนาดที่เคยจับได้ใหญ่สุดที่แม่น้ำทานา ประเทศนอร์เวย์ ที่มีน้ำหนักว่า 35.89 กิโลกรัม ลำตัวมีลักษณะเด่น คือ ลำตัวส่วนข้าง และส่วนท้องมีสีเงิน ส่วนลำตัวส่วนหลังเป็นสีเดี่ยวที่มีหลายสีแตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น ได้แก่ สีน้ำตาล สีเขียว และสีน้ำเงิน นอกจากนั้น ลำตัวยังมีจุดสีดำวาวทั่วลำตัว

Atlantic salmon

2. Pink salmon
เป็นปลาแซลมอนขนาดเล็กสุด และมีอายุได้เพียง 2 ปี มีน้ำหนักตัวเฉลี่ยประมาณ 2.3 กิโลกรัม ลำตัวมีลักษณะเด่น คือ ลำตัวมีสีเทาเงิน (ไหล่เรียบเสมอ) หรือสีเหลืองอมน้ำตาล (ไหล่เป็นโหนกนูน) และมีจุดสีดำทั่วตัว แต่เนื้อมีสีชมพู และเนื้อมีไขมันน้อย เมื่อเทียบกับแซลมอนชนิดอื่น

Pink salmon

3. Chinook salmon หรือ King salmon
เป็นปลาแซลมอนที่มีอายุได้ 5-7 ปี และเป็นแซลมอนที่มีลำตัวขนาดใหญ่สุด อาจพบหนักได้ถึง 55 กิโลกรัม นอกจากนั้น ยังเป็นแซลมอนที่มีราคาซื้อขายกันแพงที่สุดเมื่อเทียบกับราคาแซลมอนชนิดอื่น ลำตัวมีลักษณะเด่น คือ ส่วนหลังของลำตัวมีสีเขียวอมน้ำเงิน และทั่วลำตัวมีจุดสีอ่อนกระจายทั่ว ส่วนเนื้อมีสีแดงเข้ม

Chinook salmon

4. Sockeye salmon
เป็นปลาแซลมอนที่มีลำตัวแบน และบางที่สุด และว่ายน้ำได้เร็วที่สุด มีอายุยืนนานได้ 4-5 ปี มีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 3.2 กิโลกรัม เมื่อถึงฤดูวางไข่จะมีลำตัวเป็นสีแดงสด เนื้อมีสีแดงเข้ม

Sockeye salmon
Sockeye salmon1

5. Chum salmon
เป็นปลาแซลมอนที่มีอายุประมาณ 3-5 ปี ลำตัวมีลักษณะเด่น คือ ลำตัวมีสีน้ำเงิน และมีจุดด่างกระจายทั่วลำตัว แต่เมื่อถึงฤดูวางไข่จะเปลี่ยนสีลำตัวเป็นสีเขียวอมดำ มีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 4.5 กิโลกรัม ส่วนเนื้อมีสีชมพู

Chum salmon
Chum salmon1

6. Coho salmon
เป็นปลาแซลมอนที่มีอายุประมาณ 3 ปี มีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 6.8 กิโลกรัม ลำตัวมีลักษณะเด่น คือ ลำตัวมีสีเงินวาวอมสีน้ำเงิน และพบจุดกลมใกล้กับบริเวณหาง ส่วนเนื้อมีสีชมพูเข้ม มีปริมาณไขมันสูง แต่ก็ยังน้อยกว่า Chinook salmon

Coho salmon

คุณค่าทางโภชนาการของปลาแซลมอน
– Atlantic salmon : โปรตีน 22%, ไขมัน 7%
– Pink salmon : โปรตีน 20.4%, ไขมัน 6.7%
– Chinook salmon : โปรตีน 19%, ไขมัน 11.4%
– Sockeye salmon : โปรตีน 20.3%, ไขมัน 7.9%
– Chum salmon : โปรตีน 23.1%, ไขมัน 3.7%
– Coho salmon : โปรตีน 20%, ไขมัน 4.6%

ปลาแซลมอนเป็นปลาทะเลที่คนทั่วโลกนิยมรับประทาน ด้วยรสชาติอร่อยและอุดมไปด้วยไขมันชนิดดี และยังขึ้นชื่อว่าเป็นปลาที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย บำรุงสุขภาพ ดีต่อระบบหลอดเลือดหัวใจ และอาจรักษาป้องกันโรคร้ายบางชนิดได้

ปลาแซลมอน

ปลาแซลมอนมีกรดไขมันโอเมก้า 3 โปรตีน วิตามินบี วิตามินดี โพแทสเซียม และสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น สารประเภทแคโรทีนอยด์ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพและการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ปลาแซลมอนจึงอาจเป็นมากกว่าเมนูอาหาร แต่อาจมีคุณสมบัติต้านโรคได้ด้วย การบริโภคปลาแซลมอนมีประสิทธิผลทางการแพทย์จริงหรือไม่ ศึกษาได้จากข้อมูลดังต่อไปนี้

ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจโรคหลอดเลือดหัวใจเกิดจากคราบไขมันเกาะตัวภายในผนังหลอดเลือดหัวใจจนหลอดเลือดตีบและอุดตัน ทำให้ปิดกั้นการไหลเวียนของกระแสเลือดและเกิดอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ตามมา หากมีไขมันสะสมในเลือดสูงโดยเฉพาะไขมันชนิดไม่ดี (LDL) ก็ทำให้ร่างกายเสี่ยงเผชิญโรคนี้ได้ โดยเนื้อปลาแซลมอนมีกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่อาจเป็นประโยชน์ต่อร่างกายและอาจช่วยชะลอการสะสมของคราบไขมันได้

มีงานวิจัยที่ให้ผู้ทดลองซึ่งมีไขมันในเลือดในระดับปกติถึงระดับมีไขมันเกินกว่าปกติเล็กน้อยบริโภคปลาแซลมอน วอลนัต และอาหารควบคุมที่ไม่มีแซลมอนหรือวอลนัตเป็นเวลาอย่างละ 4 สัปดาห์ ผลที่ได้ คือ เมื่อบริโภควอลนัต ผู้ทดลองมีระดับไขมันคอเลสเตอรอลรวมและไขมันชนิดไม่ดีลดลงมากที่สุด ส่วนการบริโภคเนื้อปลาแซลมอนช่วยลดระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในขณะที่ช่วยเพิ่มระดับไขมันดี (HDL) เมื่อเปรียบเทียบกับการบริโภคอาหารควบคุมที่ไม่มีอาหาร 2 ชนิดนี้

อีกงานวิจัยหนึ่งให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ 60 ราย แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกบริโภคน้ำมันปลาที่ทำจากปลาแซลมอนแอตแลนติก 100 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มถัดมาบริโภคน้ำมันเรปซี้ด (Rapeseed) 100 เปอร์เซ็นต์ และกลุ่มสุดท้ายบริโภคน้ำมันปลาและน้ำมันเรปซี้ดร่วมกันอย่างละ 50 เปอร์เซ็นต์ หลังผ่านไป 6 สัปดาห์พบว่า กลุ่มที่บริโภคน้ำมันปลาแซลมอนมีระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ลดลงและมีสารที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบภายในหลอดเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มที่เหลือ

จากผลการทดลองต่าง ๆ แม้พบประสิทธิภาพของสารประกอบในปลาแซลมอนที่เป็นประโยชน์ต่อการลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ แต่งานค้นคว้าเหล่านี้เป็นเพียงการทดลองขนาดเล็กที่เปรียบเทียบประสิทธิผลกับอาหารชนิดอื่น จึงควรศึกษาเพิ่มเติมต่อไปในกลุ่มทดลองขนาดใหญ่ขึ้น และควบคุมปัจจัยต่าง ๆ เพื่อให้ผลลัพธ์การทดลองชัดเจนมากยิ่งขึ้น

บำรุงครรภ์คนท้อง

ในระหว่างตั้งครรภ์ เพื่อให้ตนเองกับทารกในครรภ์มีสุขภาพดีและคลอดบุตรอย่างปลอดภัย คุณแม่จำเป็นต้องดูแลสุขภาพตนเองเป็นพิเศษ การเลือกบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ นอกจากอุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญต่อร่างกาย เชื่อว่าการบริโภคปลาแซลมอนอาจบำรุงสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์ได้ด้วย โดยมีการศึกษาในหญิงตั้งครรภ์สัปดาห์ที่ 20 จำนวน 62 คน บริโภคเนื้อปลาแซลมอน 150 กรัม 2 ครั้ง/สัปดาห์ ในขณะที่หญิงตั้งครรภ์อีก 61 คน บริโภคอาหารตามปกติไปจนคลอดบุตร ผลการทดลองพบว่า การบริโภคปลาแซลมอนช่วยเพิ่มกรดอะมิโนบางชนิดที่จำเป็นต่อกระบวนการเจริญเติบโตและการบำรุงระบบการทำงานส่วนต่าง ๆ ภายในร่างกาย

อย่างไรก็ตาม ยังมีอาหารชนิดอื่น ๆ ที่ให้สารอาหารจำเป็นสำหรับการบำรุงครรภ์ ดังนั้น ผู้ที่ตั้งครรภ์ควรบริโภคปลาหรืออาหารต่าง ๆ ในปริมาณที่เหมาะสมภายใต้คำแนะนำของแพทย์ และปรึกษาแพทย์ให้ดีก่อนการบริโภคเสมอโดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือมีปัญหาสุขภาพใด ๆ อยู่

ช่วยให้นอนหลับสบาย

นอกจากการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอจะทำให้ร่างกายแข็งแรง มีพลังงาน ยังกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น ปรับสภาพอารมณ์ และบรรเทาความเครียดได้ การบริโภคอาหารที่มีประโยชน์อย่างปลาแซลมอนก็อาจช่วยให้นอนหลับได้ง่ายและมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงเช่นกัน โดยมีงานทดลองให้ชายชาวอเมริกา 95 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกให้รับประทานปลาแซลมอน 3 ครั้ง/สัปดาห์ ในขณะที่อีกกลุ่มรับประทานอาหารจำพวกเนื้อไก่ เนื้อหมู และเนื้อวัว เป็นเวลา 6 เดือน พบว่าการบริโภคปลาแซลมอนอาจช่วยเพิ่มระดับวิตามินดีที่อาจเกี่ยวข้องกับการเพิ่มคุณภาพในการนอนหลับและสมรรถภาพในการใช้ชีวิตประจำวัน เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับประทานปลาแซลมอน

อย่างไรก็ตาม งานทดลองดังกล่าวเป็นการทดลองเฉพาะกลุ่ม และผู้ทดลองอาจรับประทานอาหารประเภทอื่น ๆ ที่ส่งผลดีต่อการนอนหลับไปพร้อมกับการบริโภคปลาแซลมอนด้วย ดังนั้น จึงควรมีการค้นคว้าทดลองเพิ่มเติมในกลุ่มทดลองที่หลากหลายและควบคุมปัจจัยที่เกี่ยวข้องให้ดี เพื่อยืนยันประสิทธิผลในด้านนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

รักษาโรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลเรื้อรัง

ลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลเรื้อรัง คือ การอักเสบที่เยื่อบุผิวบริเวณลำไส้ใหญ่และไส้ตรง ส่งผลให้เกิดแผลที่ผนังทางเดินอาหาร มีเลือดออกที่ผนังลำไส้ หรือลำไส้บีบตัวเร็วขึ้น จนเกิดอาการปวดท้อง ท้องร่วง ถ่ายมีเลือดและมูกปนออกมา มีสมมติฐานที่ว่าสารอาหารและกรดไขมันไม่อิ่มตัวในเนื้อปลาแซลมอนอาจช่วยต้านการอักเสบและรักษาลำไส้อักเสบได้ โดยมีงานทดลองที่ให้ผู้ป่วยโรคนี้ 12 ราย บริโภคปลาแซลมอนแอตแลนติก 600 กรัม/สัปดาห์เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ผลการทดลองพบว่าผู้ป่วยมีสารต้านการอักเสบในร่างกายเพิ่มมากขึ้นในขณะที่มีอาการของโรคลดลง

แม้ผลลัพธ์ที่ได้อาจเป็นประโยชน์ต่อการรักษาควบคุมอาการผู้ป่วยโรคลำไส้อักเสบชนิดนี้ แต่งานวิจัยนี้เป็นเพียงการทดลองขนาดเล็ก จึงควรค้นคว้าเพิ่มเติมถึงประสิทธิผลที่แน่ชัดของปลาแซลมอนก่อนนำมาประยุกต์ใช้รักษาบรรเทาอาการในผู้ป่วยจริงต่อไป

ความปลอดภัยในการบริโภคปลาแซลมอน

โดยทั่วไป ควรบริโภคเนื้อปลาที่มีโอเมก้า 3 โดยเฉพาะปลาที่มีไขมันอย่างปลาแซลมอนอย่างน้อยประมาณสัปดาห์ละ ประมาณ 200 กรัม เพราะอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์มากมาย แต่มีงานวิจัยบางส่วนพบว่าเนื้อปลาและสัตว์ทะเลมีเปลือก เช่น ปลาแซลมอน กุ้ง และปลาทูน่ากระป๋อง อาจมีสารปรอทซึ่งเป็นสารเคมีที่อันตรายต่อร่างกายตกค้างอยู่แม้จะพบในปริมาณน้อยก็ตาม ผู้บริโภคจึงควรบริโภคเนื้อปลาอย่างหลากหลาย เพื่อลดความเสี่ยงผลข้างเคียงต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาสุขภาพควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการวางแผนรับประทานอาหาร และปริมาณที่เหมาะสมในการบริโภคอาหารแต่ละชนิดรวมถึงปลาแซลมอนด้วย โดยเด็ก สตรีมีครรภ์ และผู้ที่กำลังให้นมบุตร สามารถบริโภคปลาแซลมอนและปลาชนิดอื่น ๆ ได้ตามปริมาณที่แนะนำเช่นกัน แต่ไม่ควรบริโภคเนื้อปลาเกินสัปดาห์ละ 340 กรัม เพื่อป้องกันการรับสารเคมีตกค้างอย่างปรอทเข้าสู่ร่างกายจนเกิดอันตราย

แม้ปลาแซลมอนเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของโอเมก้า 3ซึ่งพบได้มากโดยเฉพาะในปลาแซลมอนที่เพาะเลี้ยงในฟาร์ม แต่นอกจากเนื้อปลาแซลมอน ผู้บริโภคสามารถได้รับโอเมก้า 3 จากแหล่งอาหารอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน ปลาจาระเม็ดขาว ปลาสำลี ปลากะพง ปลาช่อน กุ้ง ถั่วเหลือง วอลนัต เมล็ดแฟลกซ์ เป็นต้น

คอลลาเจนจากไข่ปลาแซลมอนคืออะไร

                ปลาแซลมอนเป็นปลาทะเลน้ำลึกที่จัดอยู่ในประเภทสัตว์เลือดอุ่นชนิดหนึ่ง มีถิ่นกำเนิดอยู่ในถิ่นที่มีความอบอุ่น แต่จะต้องว่ายน้ำตลอดเวลาเพื่อให้มีชีวิตรอด โดยจะแพร่พันธุ์เฉพาะในเขตทะเลแอตแลนติกเหนือเท่านั้น ซึ่งน้ำมีอุณหภูมิต่ำกว่า -30 องศาเซลเซียส และเมื่อถึงฤดูวางไข่จะต้องว่ายน้ำกลับไปยังถิ่นกำเนิดเพื่อวางไข่

                ดังนั้นปลาแซลมอนจะสร้างสารพิษที่มีชื่อว่า “ไซโตไคนิน” (Cytokinin) เพื่อให้สามารถมีชีวิตรอดท่ามกลางอุณหภูมิน้ำที่ติดลบได้ และช่วยกระตุ้นระบบการดูดซึมสารอาหารของร่างกาย กระบวนการเหล่านี้จะทำให้ปลาแซลมอนมีพลังงานไปหล่อเลี้ยงเซลล์ภายในร่างกาย

                เมื่อเรานำปลาแซลมอนมาสกัดเอาสารคอลลาเจนแล้ว ก็จะได้คอลลาเจนชนิดพิเศษที่มีสารสำคัญ “ไซโตไคนิน” ในระดับที่สูงมาก ชนิดที่ว่าไม่เคยค้นพบในปลาชนิดอื่นมาก่อน

คอลลาเจนจากไข่ปลาแซลมอนดีต่อผิวพรรณอย่างไร

                หลังจากที่เรารับประทานสารสกัดคอลลาเจนจากไข่ปลาแซลมอนแล้ว ร่างกายจะสามารถดูดซึมนำไปใช้ในกระบวนการสังเคราะห์คอลลาเจนได้ง่ายและรวดเร็วอย่างยิ่ง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการเสริมสร้างพลังงานและฟื้นฟูเซลล์ต่างๆ ภายในร่างกาย

                นอกจากนี้สารสกัดจากไข่ปลาแซลมอนยังเป็นโครงสร้างสำคัญของชั้นผิวหนัง ซึ่งช่วยเสริมสร้างและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนที่ชั้นหนังแท้ ช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสื่อมโทรมจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น จึงทำให้เซลล์สามารถอุ้มน้ำได้ดี บำรุงผิวชะลอความแก่ ผิวพรรณจะแลดูอ่อนเยาว์และกระชับ มีความเต่งตึงสดใส ผิวหนังชั้นนอกจะมีความเรียบตึง ดันริ้วรอยและร่องผิวให้ตื้นขึ้น https://rositacorrer.com

สนับสนุนบทความโดย : Slotxo  Slotxo