องุ่น (Grape) ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ประโยชน์ที่แตกต่าง

องุ่น (Grape) ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ประโยชน์ที่แตกต่าง

องุ่น (Grape) ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ประโยชน์ที่แตกต่าง

ประโยชน์ขององุ่นแดง

  • ในองุ่นแดงประกอบไปด้วยสารเรสเวอราทรอล สารซาโปนิน สารฟลาโวนอยด์ สารโพลีฟีนอล สารแอนโทไซยานิน ซึ่งสารเหล่านี้จะมีสรรพคุณที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
  • ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง ช่วยยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็ง ทำลายพิษของสารก่อมะเร็ง
  • ป้องกันโรคหัวใจ
  • ช่วยชะลอวัย ช่วยในการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว ทำให้ผิวขาวอมชมพู
  • ช่วยลดการดูดซึมของคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด
  • ช่วยต้านแบคทีเรียไวรัส ป้องกันเนื้องอก
  • ช่วยเพิ่มระดับไขมันดี (HDL) ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ลดระดับไขมันเลว (LDL)
  • ควบคุมการทำงานของระบบประสาท ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เพิ่มการไหลเวียนเลือด ขยายหลอดเลือด
  • บำรุงสายตา
  • ช่วยในการเผาผลาญอาหารให้เป็นพลังงาน
  • มีแคลเซียมที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง
  • บำรุงโลหิต เพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างเม็ดเลือดแดง
  • ป้องกันโรคโรคเหน็บชา

ประโยชน์ขององุ่นเขียว

องุ่นเขียวมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์หลายชนิด ได้แก่ สารคาเตชิน สารเทอร์ซอทิลบีน สารแอนตี้ออกซิแดนท์ สารเหล่านี้จะมีสรรพคุณที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

  • ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ
  • ป้องกันโรคอัลไซเมอร์ โรคทางระบบประสาท
  • ช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อราหรือเชื้อไวรัสได้เป็นอย่างดี
  • ช่วยป้องกันมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมลูกหมาก
  • ป้องกันการเกิดโรคลูคีเมีย
  • ช่วยบำรุงผิวพรรณ ช่วยผลัดเซลล์ผิวทำให้ผิวพรรณดูเปล่งปลั่ง สดใส
  • ช่วยแก้หวัด ป้องกันการเกิดโรคหวัด
  • ช่วยลดความดันโลหิตสูง

ประโยชน์ขององุ่นสีดำ

  • ช่วยในการลดน้ำหนัก ลดไขมันในเส้นเลือด อุดมไปด้วยไฟเบอร์ที่จะทำให้รู้สึกอิ่มเร็วและมีแคลอรีต่ำ
  • ช่วยการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ
  • ช่วยเพิ่มการสร้างเกล็ดเลือดและเพิ่มการผลิตไนตริกออกไซด์เพื่อช่วยปกป้องเส้นเลือดแดง
  • ช่วยลดความเครียดได้
  • ประโยชน์สรรพคุณขององุ่นดำ
  • ช่วยขับล้างสารพิษในลำไส้ ทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ปกติ

องุ่นกับประโยชน์ด้านสุขภาพ

ที่มา : PG SLOT

การรักษาด้วยองุ่นที่เป็นไปได้ แต่ยังมีหลักฐานสนับสนุนมากพอ

องุ่น (Grape) ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ประโยชน์ที่แตกต่าง

นอกจากนี้ ยังงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งแบ่งอาสาสมัครกลุ่มอาการทางเมตาบอลิกออกเป็น 3 กลุ่ม และสุ่มให้รับประทานยาหลอก หรือสารสกัดจากเมล็ดองุ่นขนาด 150 มิลลิกรัม หรือสารสกัดจากเมล็ดองุ่นขนาด 300 มิลลกรัม เป็นเวลา 4 สัปดาห์ โดยวัดระดับไขมันและน้ำตาลในเลือดทั้งก่อนและหลังการทดลอง พบว่าความดันโลหิตของกลุ่มที่รับประทานสารสกัดจากเมล็ดองุ่นต่ำกว่ากลุ่มที่รับประทานยาหลอก แต่ระดับไขมันและน้ำตาลในเลือดไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

ไขมันพอกตับ เนื่องจากวิธีการรักษาโรคไขมันพอกตับยังค่อนข้างจำกัด ในขณะที่คุณสมบัติต้านสารอนุมูลอิสระของผักและผลไม้มีมากขึ้น ทำให้มีการวิจัยเกี่ยวกับการใช้สารสกัดจากเมล็ดองุ่นเพื่อช่วยปรับปรุงระบบการทำงานของตับในผู้ป่วยไขมันพอกตับ โดยสุ่มให้กลุ่มตัวอย่างกลุ่มละ 15 คน รับประทานอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากเมล็ดองุ่นหรือวิตามินซีขนาด 1,000 มิลลิกรัมทุก 12 ชั่วโมง เป็นเวลา 3 เดือน โดยตรวจการทำงานของตับในกลุ่มตัวอย่างก่อนการทดลอง และตรวจซ้ำในเดือนที่ 1, 2 และ 3 พบว่าสารสกัดจากเมล็ดองุ่นอาจช่วยทำให้ผู้ป่วยไขมันพอกตับมีอาการดีขึ้นหากมีการติดตามผลเป็นระยะเวลานาน

การรักษาด้วยองุ่นที่อาจไม่ได้ผล

คลื่นไส้และอาเจียนจากเคมีบำบัด หลายคนเชื่อว่าผักหรือผลไม้ที่อุดมไปด้วยฟลาโวนอยด์อาจมีส่วนช่วยในการป้องกันอาการคลื่นไส้และอาเจียนจากเคมีบำบัด ซึ่งเป็นการลดต้นทุนและประหยัดค่าใช้จ่ายอีกทางหนึ่ง ทั้งนี้ได้มีการทดลองชิ้นหนึ่งให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่รักษาด้วยยาเคมีบำบัดแบบที่ทำให้เกิดอาการแพ้ได้ปานกลางและแบบที่ทำให้เกิดอาการแพ้ได้มากจำนวนทั้งสิ้น 77 คน บริโภคน้ำองุ่นสายพันธุ์คอนคอร์ดในปริมาณ 4 ออนซ์หรือยาหลอก ก่อนมื้ออาหารเป็นเวลา 1 สัปดาห์ หลังจากรักษาด้วยยาเคมีบำบัดในแต่ละรอบ โดยบันทึกความถี่และระยะเวลาที่เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน และขย้อนเป็นประจำทุกวัน พบว่าความถี่และระยะเวลาที่เกิดอาการข้างเคียงจากยาเคมีบำบัดอยู่ในระดับต่ำกว่ากลุ่มตัวอย่าง แต่ไม่พบว่ามีนัยสำคัญทางสถิติ  ดังนั้นประสิทธิภาพของฟลาโวนอยด์ในน้ำองุ่นคอนคอร์ดยังจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมในอนาคตด้วยกลุ่มตัวอย่างที่มีจำนวนมากขึ้นเพื่อสนับสนุนการทดลอง

ความปลอดภัยในการรับประทานองุ่น

การรับประทานองุ่นเป็นอาหารในปริมาณที่เหมาะสมค่อนข้างมีความปลอดภัย หรือรับประทานในรูปแบบยารักษาโรคก็อาจจะปลอดภัยเช่นกัน แต่หากรับประทานองุ่นรวมถึงลูกเกดในปริมาณที่มากเกินไป อาจเป็นสาเหตุของอาการท้องเสีย ในบางรายอาจมีอาการแพ้องุ่นหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากองุ่นได้ ซึ่งอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ระคายเคืองกระเพาะอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน อาหารไม่ย่อย ไอ ปากแห้ง เจ็บคอ ปวดศีรษะ เกิดการติดเชื้อ หรือมีปัญหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ เป็นต้น

>> ข้อควรระวังในการรับประทานองุ่น <<

  • ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือผู้ที่อยู่ในช่วงให้นมบุตร ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าการรับประทานองุ่นในรูปแบบอาหารเสริม ยารักษาโรค หรือในปริมาณที่มากกว่าปกติ จะมีความปลอดภัยมากน้อยเพียงใด ดังนั้นควรรับประทานองุ่นในปริมาณที่เหมาะสมหรืองดการรับประทานองุ่นในระหว่างตั้งครรภ์
  • ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับเลือด การรับประทานองุ่นอาจส่งผลให้เลือดแข็งตัวช้าลง เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดแผลฟกช้ำหรือเลือดออกได้ง่ายในผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับเลือดหรือภาวะเลือดออกผิดปกติ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการรายงานปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นในมนุษย์
  • ผู้ที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด ควรหยุดรับประทานองุ่นก่อนการผ่าตัดอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพราะอาจส่งผลให้เลือดแข็งตัวช้าลง หรือทำให้มีเลือดออกมากในระหว่างหรือหลังการผ่าตัด
  • ผู้ที่รับประทานยาบางชนิดเป็นประจำ เพราะอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาที่ไม่พึงประสงค์ หากรับประทานองุ่นร่วมกับการใช้ยาต่อไปนี้
    • ยาที่ถูกเปลี่ยนแปลงโดยเอนไซม์ที่ตับ (P450) เนื่องจากการบริโภคน้ำองุ่นอาจเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือการทำลายยาที่ตับ และส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของยาลดลง ดังนั้น ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทานองุ่นร่วมกับยาดังต่อไปนี้
      • โคลซาปีน 
      • ไซโคลเบนซาพรีน
      • ฟลูวอกซามีน 
      • ฮาโลเพอริดอล 
      • อิมิพรามีน 
      • โอแลนซาปีน 
      • เพนตาโซซีน
      • โพรพราโนลอล 
      • ทีโอฟิลลีน 
      • ซอลมิทริปแทน
    • ยาต้านการแข็งตัวของเลือดวาร์ฟาริน เนื่องจากการรับประทานองุ่น อาจส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด และหากรับประทานร่วมกับวาร์ฟารินอาจทำให้เสี่ยงต่อการเกิดแผลฟกช้ำหรือเลือดออกได้ง่าย อาจต้องปรับขนาดยาเพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว และควรตรวจเลือดเป็นประจำ

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

เกมสนุกแถบได้ตัง : PGSLOTGAME