“ส้ม” ผลไม้เพื่อสุขภาพ วิตามินซีสูง

“ส้ม” ผลไม้เพื่อสุขภาพ วิตามินซีสูง

ลักษณะทั่วไปของส้ม

ส่วนต่างๆ ที่สำคัญของส้ม ได้แก่ ลำต้น กิ่งก้าน ใบและก้านใบ หนาม ดอก ผล เมล็ด และราก ใช้เป็นข้อมูลพื้นฐาน เพื่ออธิบายลักษณะของส้มแต่ละชนิดแต่ละพันธุ์ และใช้จำแนกความแตกต่าง ตลอดจนใช้ประโยชน์ในการพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์

๑. ลำต้น 

ส้มชนิดที่ปลูกกันโดยทั่วไป เป็นไม้ยืนต้น หรือไม้พุ่มขนาดกลาง มีความสูงประมาณ ๔ – ๘ เมตร ส้มโอที่มีอายุมากอาจมีความสูงได้ถึง ๑๐ – ๑๕ เมตร ความสูงของต้นส้ม จะแตกต่างกันไปในแต่ละชนิด ส้มมีทรงต้นโปร่ง มีการแตกกิ่งก้านแผ่เป็นพุ่ม รัศมีของทรงพุ่มประมาณ ๒ – ๕ เมตร มีใบ ตาข้าง ดอกและผลเกิดอยู่บนกิ่ง หนามจะอยู่ด้านข้างของตา การจัดเรียงตัวของใบส้ม (phyllotaxy) ทั่วไปมีค่าเท่ากับ ๓ / ๘

๒. ใบ 

ใบส้มจัดเป็นใบเดี่ยว แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรกเรียกว่า แผ่นใบ หรือตัวใบ แผ่นใบมีรูปร่างกลมมน เรียวยาว รูปไข่ยาว หรือรูปโล่ ปลายใบแหลมหรือป้าน ขอบใบอาจเรียบหรือหยัก สีของใบมีตั้งแต่สีเขียวอมเหลืองถึงสีเขียวอมดำ ส่วนที่สองคือ ก้านใบ ซึ่งมีส่วนของก้านใบที่เรียกว่า หูใบ (wing) มีลักษณะเป็นปีก รูปทรงคล้ายรูปหัวใจ อาจเล็กแคบ หรือมีขนาดใหญ่เกือบเท่าตัวใบ ลักษณะของแผ่นใบ สี ขนาด และหูใบ สามารถนำมาใช้จำแนกชนิดและพันธุ์ส้มได้ บนแผ่นใบมีต่อมน้ำมัน (oil gland) ขนาดเล็กหรือใหญ่ กระจายอยู่ทั่วไป น้ำมันส้มมีกลิ่นเฉพาะแตกต่างกัน ตามชนิดและสายพันธุ์

๓. ดอก 

ดอกส้มเกิดที่ปลายยอดอ่อน หรือที่มุมใบ อาจเกิดเป็นดอกเดี่ยว (solitary) หรือช่อดอก (inflorescence) เป็นดอกสมบูรณ์เพศ (perfect flower) อยู่บนฐานรองดอก (receptacle) ซึ่งเป็นส่วนของก้านดอก (peduncle) ส่วนของดอกประกอบด้วยชั้นต่างๆ ๔ วง เรียงจากวงนอกสุด คือ กลีบเลี้ยง (calyx หรือ sepal) กลีบดอก (corolla หรือ petal) เกสรตัวผู้ (androecium หรือ stamen) และเกสรตัวเมีย (gynaecium หรือ pistil) กลีบเลี้ยงมีขนาดเล็ก และมีสีเขียว หรือสีเขียวอ่อน กลีบดอกมีจำนวน ๕ กลีบ มีสีขาว แต่อาจมีสีอมเขียว หรือมีสีม่วงแต้มในส้มบางชนิด ที่กลีบดอกมักมีต่อมน้ำมันกระจายอยู่ เกสรตัวผู้มีจำนวน ๒๐ – ๔๐ อัน มีก้าน (filament) สีขาว ยาว ส่วนปลายเป็นอับเกสร (anther) สีเหลือง ภายในมีละอองเกสร (pollen) จำนวนมาก ชั้นในสุด คือ เกสรตัวเมีย ประกอบด้วย รังไข่ (ovary) รูปร่างกลม สีเขียว ตั้งอยู่บนจาน ซึ่งเป็นส่วนของต่อมน้ำหวาน ส่วนปลายของรังไข่เป็นก้านชูเกสรตัวเมีย (style) และที่รับละอองเกสร (stigma) เมื่อดอกส้มบานจะมีกลิ่นหอมมาก

๔. ผล 

ผลส้ม คือ ส่วนที่เจริญและพัฒนามาจากส่วนของรังไข่ เกิดขึ้นภายหลังจากการถ่ายละอองเกสร (pollination) โดยลมหรือแมลง และเกิดการปฏิสนธิ (fertilization) ผลส้มโดยทั่วไปมีกลีบผลอยู่จำนวน ๑๐ กลีบ อาจมีจำนวนกลีบมากหรือน้อยกว่าในแต่ละสายพันธุ์ กลีบเชื่อมติดกันเป็นวงกลมล้อมรอบแกนกลางของผล เมื่อส้มเริ่มติดผลและพัฒนา จนเป็นผลที่สมบูรณ์ส ่วนของผนังรังไข่ (ovary wall) จะพัฒนาเปลี่ยนไปเป็นส่วนหนึ่งของผล คือ ส่วนเปลือกชั้นนอกสุด ที่มีสีเขียว หรืออาจเปลี่ยนเป็นสีอื่น เมื่อสุก เปลือกส่วนกลาง ที่มีลักษณะนุ่ม มีสีขาว อาจเป็นชั้นที่บางมาก เช่นที่พบในส้มเขียวหวาน และส่วนในสุด ที่เป็นเยื่อหุ้มกลีบ ผนังด้านในของส่วนในสุดนี้ จะแบ่งเซลล์และขยายตัวออกกลายเป็นถุง (juice sac) ทำหน้าที่เก็บสะสมน้ำ น้ำตาล และสารอาหารต่างๆ

๕. เมล็ด 

เมล็ดส้มมีการเจริญและพัฒนามาจากไข่ (oval) รูปร่างคล้ายหยดน้ำ ด้านแหลมเป็นด้านที่รากงอกออกมา และด้านตรงข้ามซึ่งมีลักษณะป้าน รูปร่าง ขนาดของเมล็ด และสีของด้านป้าน สามารถนำมาใช้เป็นลักษณะ ในการจำแนกชนิดและพันธุ์ส้มได้ เมล็ดประกอบด้วยส่วนสำคัญต่างๆ คือ เปลือกหุ้มเมล็ด (seed coat) ซึ่งมี ๒ ชั้น ชั้นนอกมีสีเหลืองฟางข้าว ส่วนชั้นในมีลักษณะเป็นเยื่อบางสีน้ำตาล ต้นอ่อน หรือที่เรียกว่า เอ็มบริโอ (embryo) คือ ส่วนที่จะเจริญพัฒนากลายเป็นต้น และส่วนที่สะสมอาหารซึ่งเรียกว่า ใบเลี้ยง (cotyledon)

๖. ราก 

เมื่อเมล็ดเริ่มงอก ส่วนของรากปฐมภูมิ (primary root) จะเจริญออกมาก่อน และมีการพัฒนากลายเป็นรากแก้ว (tap root) โดยปกติจะมีเพียงรากเดียว และมีการแตกแขนงออกไปเรียกว่า รากทุติยภูมิ (secondary root) รากที่มีขนาดใหญ่เรียกว่า ไพโอเนียร์รูต (pioneer root) และที่มีลักษณะเป็นรากขนาดเล็กเป็นกระจุก เจริญมาจากรากแก้วเรียกว่า รากฝอย (fibrous root) โดยทั่วไปรากส้มจะอยู่ในดินระดับค่อนข้างตื้นประมาณ ๕๐ เซนติเมตร รากจะทำหน้าที่หยั่งยึดลำต้นกับพื้นดิน ดูดแร่ธาตุอาหารและน้ำ

ส้มเป็นผลไม้ที่คนทุกวัยสามารถรับประทานได้ โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุมากกว่า 6 เดือน พ่อแม่จะเริ่มให้ดื่มน้ำส้มผสมน้ำเปล่า เพื่อลดการระคายเคือง นอกจากส้มจะเป็นผลไม้ที่ให้สารอาหารมากแล้ว ยังเป็นผลไม้ที่สามารถนำมาสร้างสรรค์เป็นเครื่องดื่มและอาหารเพื่อสุขภาพได้อย่างหลากหลายอีกด้วย 

คุณค่าทางโภชนาการของส้ม

ในส่วนของส้ม 100 กรัม ให้คุณค่าทางโภชนาการดังนี้

  • พลังงาน 47 กิโลแคลอรี
  • คาร์โบไฮเดรต 11.75 กรัม 
  • น้ำตาล 9.35 กรัม
  • เส้นใย 2.4 กรัม
  • ไขมัน 0.12 กรัม
  • โปรตีน 0.94 กรัม
  • วิตามินเอ 11 ไมโครกรัม 1%
  • วิตามินบี 1 0.087 มิลลิกรัม 8%
  • วิตามินบี 2 0.04 มิลลิกรัม 3%
  • วิตามินบี3 0.282 มิลลิกรัม 2%
  • วิตามินบี5 0.25 มิลลิกรัม 5%
  • วิตามินบี6 0.06 มิลลิกรัม 5%
  • วิตามินบี9 30 ไมโครกรัม 8%
  • โคลีน 8.4 มิลลิกรัม 2%
  • วิตามินซี 53.2 มิลลิกรัม 64%
  • วิตามินอี 0.18 มิลลิกรัม 1%
  • ธาตุแคลเซียม 40 มิลลิกรัม 4%
  • ธาตุเหล็ก 0.1 มิลลิกรัม 1%
  • ธาตุแมกนีเซียม 10 มิลลิกรัม 3%
  • ธาตุแมงกานีส 0.025 มิลลิกรัม 1%
  • ธาตุฟอสฟอรัส 14 มิลลิกรัม 2%
  • โพแทสเซียม 181 มิลลิกรัม 4%
  • ธาตุสังกะสี 0.07 มิลลิกรัม 1%

ประโยชน์ของส้ม

  1. ส้มเป็นผลไม้ที่มีคุณสมบัติช่วยในการสร้างคอลลาเจนภายในร่างกาย ช่วยลดและชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัยได้เป็นอย่างดี
  2. มีส่วนช่วยบำรุงผิวพรรณให้มีความเปล่งปลั่งสดใสอย่างเป็นธรรมชาติ และฟื้นบำรุงผิวแห้งกร้านให้มีความชุ่มชื้น สุขภาพดีได้
  3. ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายมีสุขภาพที่แข็งแรง และช่วยลดความเครียด
  4. อุดมไปด้วยวิตามินซี ช่วยบำรุงสายตาให้มีสุขภาพดี และยังช่วยป้องกันการเกิดโรคต้อกระจกได้อีกด้วย
  5. มีส่วนช่วยในการป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบและโรคเลือดออกตามไรฟัน
  6. แผลไฟไหม้หรือแผลหลังผ่าตัดสามารถหายได้เร็วขึ้นจากการรับประทานส้ม เพราะส้มมีวิตามินซีและคอลลาเจนที่จะช่วยในการสมานแผลต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  7. ส้มมีสารฟลาโวนอยด์ ที่มีส่วนช่วยในการป้องกันการอักเสบ และช่วยป้องกันเลือดจับตัวกันเป็นก้อนได้ดี
  8. สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับเส้นผม สารเบต้าแคโรทีนที่อุดมอยู่ในส้มนั้น มีส่วนช่วยในการชะลอความเสื่อมของเส้นผมได้ นอกจากนี้ยังช่วยบำรุงเล็บ ผิว และช่วยให้ผนังหลอดเลือดเส้นเลือดฝอยมีความแข็งแรง
  9. เปลือกส้มเต็มไปด้วยน้ำมันหอมระเหย ซึ่งมีความสามารถในการแก้อาการวิงเวียนศีรษะ และยังจัดเป็นยาระบายอ่อนๆ ได้ดี นอกจากนี้ ยังมีส่วนช่วยในการลดคอเลสเตอรอลในร่างกาย ช่วยในการปรับระดับน้ำตาลในเลือด และยังช่วยกรองสารพิษที่อยู่ในตับได้อีกด้วย
  10. การรับประทานส้มเป็นประจำทุกวัน ยังช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ ลดโอกาสการเกิดโรคมะเร็งที่ปาก และมะเร็งกล่องเสียง อีกทั้งยังช่วยป้องกันการเป็นอัมพาตได้เป็นอย่างดี
  11. น้ำส้มช่วยแก้อาการกระหาย ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้ร่างกาย ทำให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่า

ไอเดียการใช้ส้มเพื่อสุขภาพ

นอกจากส้มจะเป็นผลไม้มงคลต้อนรับตรุษจีนแล้ว ยังถือว่าเป็นผลไม้ที่สามารถนำมาทำเป็นเมนูอาหารและเครื่องดื่มได้อีกหลากหลายเลยทีเดียว ที่สำคัญยังสามารถนำมาใช้เพื่อสุขภาพได้อีกด้วย เช่น

  1. ช่วยไล่ยุง นำเปลือกส้มมาตากแห้ง เมื่อแห้งแล้วให้นำมาจุดไฟ วิธีนี้จะช่วยให้เกิดกลิ่นที่หอม เพิ่มความสดชื่นในร่างกาย อีกทั้งยังเป็นการไล่ยุ่งได้ ซึ่งปลอดภัยต่อสุขภาพร่างกายอีกด้วย
  2. ช่วยย่อยอาหาร การเสิร์ฟอาหารที่เป็นเมนูเนื้อสัตว์คู่กับเปลือกส้ม จะช่วยย่อยอาหารที่มีไขมันสูงได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว หรือจะสับเปลือกส้มลงในเมนูอาหารขณะที่กำลังปรุงอาหารนั้นๆ ด้วยก็ได้
  3. ดับกลิ่นในห้องครัว การนำเปลือกส้มมาอบด้วยไฟอ่อนสักประมาณ 4-5 นาที จากนั้นเปิดฝาไมโครเวฟทิ้งไว้ จะทำให้กลิ่นหอมของเปลือกส้มที่ได้จากน้ำมันหอมระเหยช่วยดับกลิ่นอาหารที่ไม่พึงประสงค์ในห้องครัวได้เป็นอย่างดี
  4. ดับกระหาย เพียงนำส้มมาคั้นสดๆ แล้วดื่มก็จะช่วยแก้อาการอ่อนเพลีย ปลุกความสดชื่นและสามารถดื่มดับกระหายในหน้าร้อน หรือช่วงอากาศร้อนๆ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งวิตามินซีจากส้มยังช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรงอีกด้วย
  5. ปรนนิบัติด้านความงาม ส้มสามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบเสริมความงามได้เป็นอย่างดี ช่วยให้ผิวหน้าขาวกระจ่างใส เรียบเนียน และลดเลือนจุดด่างดำให้ดูจางลง โดยสามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้
สูตรพอกหน้าด้วยส้ม
  1. สูตร 1 นำเนื้อส้มมาแกะกลีบออก แล้ววางแปะบนใบหน้าจนทั่ว ปล่อยไว้ประมาณ 15-20 นาที จากนั้นล้างให้สะอาด ทำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ผิวหน้าจะกระจ่างใสขึ้น
  2. สูตร 2 คั้นน้ำส้มผสมกับโยเกิร์ตรสธรรมชาติ คนให้เข้ากันแล้วนำมาพอกหน้าจนทั่ว ปล่อยไว้ประมาณ 20-30 นาที แล้วล้างหน้าให้สะอาด สูตรนี้จะช่วยบำรุงผิวหน้าให้เนียนนุ่มชุ่มชื้นและทำให้ผิวหน้าขาวใสขึ้นได้

ไอเดียการกินส้มเพื่อสุขภาพ

ส้ม มักนำมาทำเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะน้ำส้มคั้นสดที่หลายคนเลือกดื่มในช่วงเช้าก่อนออกไปทำงาน เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารและวิตามินซีในช่วงเช้า แต่ยังมีอีกหลากหลายเมนูที่นำส้มมาเป็นวัตถุดิบหลัก จะมีอะไรบ้างนั้นตามไปดูกันเลย

  1. แยมส้ม 
    ส่วนผสมที่ต้องเตรียมคือ ส้ม น้ำตาลทราย และน้ำมะนาว เมื่อได้ส่วนผสมทั้งหมดแล้วให้ปอกผิวส้มโดยตัดส่วนที่ขาวๆ ออก จากนั้นซอยผิวส้มให้เป็นเส้นบางๆ ตามด้วยหั่นเนื้อส้มตามกลีบ ส่วนกากที่เหลือให้บีบน้ำออกใส่ลงไปในหม้อ 

    ขั้นตอนของการเคี่ยวส้มและน้ำตาลทราย โดยเคี่ยวด้วยไฟอ่อน เคี่ยวต่อไปจนข้นแล้วค่อยปิดไฟ ใส่ผิวส้มแต่เพียงพอประมาณ ตามด้วยน้ำมะนาวแล้วคนต่อไปให้เข้ากัน พักให้เย็นแล้วตักใส่ภาชนะเก็บไว้รับประทาน

  2. น้ำส้มบ๊วยโซดา 
    สำหรับเครื่องดื่มนี้ให้เตรียมน้ำส้มคั้นสด น้ำตาลทราย บ๊วยเค็มแห้ง เนื้อส้มหั่นเต๋า ใบสะระแหน่ น้ำโซดา น้ำเปล่า และน้ำแข็ง 

    ขั้นตอนในการทำคือ เริ่มจากทำน้ำเชื่อมบ๊วยก่อน โดยต้มบ๊วยกับน้ำตาลทรายและน้ำด้วยไฟอ่อนๆ เคี่ยวต่อไปจนงวด ให้น้ำเชื่อมเหลือเพียงครึ่งเดียว แล้วพักให้เย็น เมื่อได้น้ำเชื่อมแล้วให้ผสมน้ำเชื่อมบ๊วย น้ำส้มคั้นสด เนื้อส้ม ใบสะระแหน่ และโซดา คนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน แล้วจึงตักใส่แก้วที่มีน้ำแข็งเตรียมไว้

  3. กรานิต้าน้ำส้ม 
    เตรียมน้ำส้มคั้นสด น้ำเชื่อม เนื้อส้มไร้เมล็ด และน้ำมะนาว ขั้นตอนการทำ เริ่มจากปั่นส่วนผสมทุกอย่างให้พอหยาบ จากนั้นเทใส่ภาชนะสแตนเลส แล้วนำไปแช่แข็งจนส่วนผสมที่ได้เริ่มเซตตัว 

    นำส้อมมาขูดให้เป็นเกล็ดน้ำแข็ง แล้วจึงนำไปแช่แข็งอีกครั้ง เมื่อส่วนผสมเริ่มแข็งตัว ก็นำออกมาขูดด้วยส้อมอีกครั้งจนหน้าตาคล้ายกับเกล็ดน้ำแข็งเล็กๆ เพียงเท่านี้ก็พร้อมเสิร์ฟในช่วงที่อากาศร้อน เพราะสามารถกินเพื่อช่วยเพิ่มความสดชื่นให้ร่างกายได้ดีทีเดียว
  4. พานาคอตต้าส้ม 
    เตรียมวิปปิ้งครีม นมจืด น้ำตาลทราย น้ำส้มคั้นสด และเจลาติน เมื่อได้ส่วนผสมทั้งหมดแล้ว ให้เริ่มจากการทำส่วนแรกก่อนคือ นำวิปปิ้งครีมและนมจืดเทใส่ลงไปในหม้อ จากนั้นตั้งไฟให้พออุ่น แล้วจึงค่อยๆ เติมน้ำตาลทรายลงไป 

    ส่วนที่ 2 คือ นำน้ำส้มคั้นสดใส่หม้อแล้วตั้งไฟให้พออุ่น เติมน้ำตาลทรายลงไป ระหว่างนั้นให้นำแผ่นเจลาตินมาแช่ลงในน้ำเย็น เมื่อเจลาตินนิ่มให้นำไปใส่ในส่วนผสมที่ 1 และ 2 แล้วจึงคนให้เข้ากัน ต่อด้วยเทใส่ลงไปในพิมพ์ ตกแต่งด้วยผลไม้ที่ต้องการ นำเข้าตู้เย็น

  5. มัฟฟินส้ม 
    เตรียมแป้งอเนกประสงค์ แป้งโฮลวีต เบกกิ้งโซดา เนื้อส้มแกะเป็นกลีบ นมถั่วเหลือง น้ำส้มเข้มข้น น้ำมันคาโนลา น้ำตาลหญ้าหวาน แอปเปิ้ลไซเดอร์ และเกลือป่น เริ่มด้วยการเปิดเตาอบที่ 170 องศา ทาน้ำมันให้ทั่วพิมพ์แต่เพียงบางๆ เตรียมรอไว้ มาต่อกันที่ส่วนผสมแรก โดยร่อนแป้งทั้ง 2 ชนิดและเบกกิ้งโซดาเข้าด้วยกัน 

    จากนั้นให้ทำส่วนที่ 2 โดยเติมส่วนผสมที่เหลือยกเว้นเนื้อส้ม ตีส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน จากนั้นเทส่วนผสมที่ได้ลงไปในแป้งที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้ ใช้พายกวนส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน ตักใส่พิมพ์ที่เตรียมไว้ จัดเรียงเนื้อส้มที่แกะเป็นกลีบให้สวยงาม นำเข้าเตาอบประมาณ 25 นาที พักให้เย็นแล้วแกะออกจากพิมพ์ เตรียมเสิร์ฟพร้อมเครื่องดื่มได้เลย

ข้อควรระวังการใช้หรือบริโภคส้ม

แม้ว่าส้มจะเป็นผลไม้ที่มีคุณประโยชน์ แต่หากรับบริโภคมากเกินไปก็จะส่งผลเสียต่อร่างกายได้เช่นเดียวกัน โดยข้อควรระวังในการรับประทานส้ม มีดังนี้

  • เส้นใย : ส้มถือว่าเป็นผลไม้ที่มีปริมาณเส้นใยมากที่สุดอีกหนึ่งชนิด โดยมีปริมาณอยู่ที่ 2.4 กรัม เพราะฉะนั้นจึงควรรับประทานเพียงแค่ 1 ลูกเท่านั้น แต่หากรับประทานมากกว่านั้นจะส่งผลทำให้มีปริมาณเส้นใยภายในลำไส้มากจนเกินไป และทำให้เกิดปัญหาท้องผูกได้
  • วิตามินซี : ภายในส้มมีปริมาณวิตามินซีมากเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายต้องการวิตามินซีเพียงแค่ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมเท่านั้น หากร่างกายได้รับปริมาณวิตามินซีมากกว่าที่ต้องการ ก็จะส่งผลทำให้เกิดโรคท้องร่วง อาเจียน ท้องอืด  หรือแม้กระทั่งทำให้เกิดโรคนิ่วในไตขึ้นได้ ซึ่งโดยปกติส้มเพียง 2-3 ผลก็เพียงพอต่อวิตามินซีที่ต้องการต่อวัน
  • กรด : ส้มถือเป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์เป็นกรดเช่นกัน เพราะฉะนั้น ผู้ที่มีปัญหาในเรื่องของกรดภายในกระเพาะหรือกรดไหลย้อน ควรรับประทานส้มไม่เกิน 1 ลูก นอกจากนี้ หากรับระทานส้มมากเกินไปก็อาจทำให้กรดจากส้มทำลายผิวฟันให้สึกหรอได้
  • โพแทสเซียม : โพแทสเซียมเป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการเป็นอย่างมาก แต่ก็มีระดับปริมาณที่ต้องการจำกัด ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาวะร่างกายของแต่ละคน หากได้รับปริมาณโพแทสเซียมจากส้มมากเกินความต้องการของร่างกาย ก็จะส่งผลทำให้หัวใจทำงานผิดปกติได้

สรุป  ส้มไม่เพียงเป็นผลไม้ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของวิตามินซีสูงเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นผลไม้ที่สามารถนำมาทำเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ และยังสามารถนำมาสร้างสรรค์เป็นเมนูอาหารทั้งคาว-หวานได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังให้ประโยชน์และสรรพคุณทางยาที่หลากหลาย ดังนั้น ส้ม ถือว่าเป็นผลไม้ที่ทุกคนควรหันมาบริโภคเพื่อการมีสุขภาพที่ดี แต่ก็ควรคำนึงถึงปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน เพื่อไม่ทำให้เกิดผลเสียใดๆ ต่อสุขภาพนั่นเอง  https://rositacorrer.com

สนับสนุนบทความโดย : Slotxo  Slotxo