สรรพคุณ “สตรอว์เบอร์รี่” ผลไม้เพื่อสุขภาพ

สรรพคุณ “สตรอว์เบอร์รี่” ผลไม้เพื่อสุขภาพ ประวัติความเป็นมาของสตอเบอร์รี สตรอว์เบอร์รี (อังกฤษ: strawberry) เป็นสกุลไม้ดอกในวงศ์กุหลาบ ผลสามารถรับประทานได้ ในอดีตปลูกเป็นพืชคลุมดินให้กับต้นไม้ปลูกเลี้ยงอื่น ซึ่งอาจเป็นที่มาของชื่อก็เป็นได้ มีมากกว่า 20 สปีชีส์ และมีลูกผสมมากมาย แต่สตรอว์เบอร์รีที่นิยมปลูกมากในปัจจุบันก็คือสตรอว์เบอร์รีสวน (Fragaria × ananassa) ผลของสตรอว์เบอร์รีมีรสชาติหลากหลายขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ มีตั้งแต่รสหวานจนถึงเปรี้ยว สตรอเบอร์รีเป็นผลไม้ทางการค้าที่สำคัญ มีปลูกกันเป็นวงกว้างหลายสภาพอากาศทั่วโลก

สตรอว์เบอร์รี
ผลของสตรอว์เบอร์รี
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร:Plantae
หมวด:Magnoliophyta
ชั้น:Magnoliopsida
อันดับ:Rosales
วงศ์:Rosaceae
วงศ์ย่อย:Rosoideae
เผ่า:Potentilleae
เผ่าย่อย:Fragariinae[1]
สกุล:Fragaria
L.
สปีชีส์
มีมากกว่า 20 ชนิด

รูปลักษณะ

เป็นพืชล้มลุก แตกกิ่งก้านแผ่ปกคลุมดิน ใบจะรวมกันอยู่ 3 ใบใน 1 ก้าน ขอบใบมีรอยหยัก มีดอกสีขาว ผลมีก้านยาวเชื่อมกับต้น มีเสี้ยนเล็ก ๆ บาง ๆ กระจายอยู่ทั่วผล มีกลีบเลี้ยงบนขั้วของผล เมื่ออ่อนมีสีขาว เหลือง เมื่อสุกจะเป็นสีส้ม หรือแดง รสชาติอมเปรี้ยวถึงหวาน ขึ้นอยู่กับผลที่สุก

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

ไร่สตรอว์เบอร์รี

ผลสตรอว์เบอร์รีที่ยังไม่นำออกจากต้น

  • พื้นที่ที่มีระดับความสูงจากน้ำทะเลตั้งแต่ 800 เมตรขึ้นไป
  • พื้นที่ที่มีอุณหภูมิ 10-25 องศาเซลเซียส (มีอากาศเย็นตลอดปี)
  • พื้นที่ที่มีดินอุดมสมบูรณ์ เช่น ดินแบบทุ่งหญ้าแพรรี หรือดินร่วนที่อุดมสมบูรณ์

ฤดูกาล

  • เริ่มปลูกในช่วงเดือนปลายสิงหาคม ถึง ปลายตุลาคม
  • เริ่มเก็บเกี่ยวช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงช่วงเดือนเมษายนของปีถัดไป

พันธุ์ที่นิยมปลูกในประเทศไทย

  • พันธุ์พระราชทาน 16
  • พันธุ์พระราชทาน 20
  • พันธุ์พระราชทาน 50 (เป็นพันธุ์ที่มูลนิธิโครงการหลวงส่งเสริมให้ปลูก) เป็นพันธุ์ที่เกิดจากการผสมในประเทศสหรัฐอเมริกา และนำเข้ามาคัดเลือกโดยการผสมตัวเองตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 เจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้ดีในสภาพอากาศเย็นปานกลาง ทรงพุ่มปานกลางถึงค่อนข้างแน่น ผลผลิตมีคุณภาพดีโดยเฉพาะใกล้สุกเต็มที่ น้ำหนักต่อผล 12 -18 กรัม รูปร่างเป็นลิ่มสีแดงถึงสีแดงเข้มค่อนข้างแข็ง ไม่ต้านทานต่อไร แต่ต้านทานราแป้งได้ดี
  • พันธุ์พระราชทาน 70 (เป็นพันธุ์ที่มูลนิธิโครงการหลวงส่งเสริมให้ปลูก) เป็นสายพันธุ์จากประเทศญี่ปุ่น ใบมีลักษณะกลมใหญ่ และสีเขียวเข้มไม่ทนต่อราแป้ง แต่ทนต่อโรคเหี่ยว ให้ผลผลิตค่อนข้างสูง น้ำหนักต่อผล 11.5 – 13.0 กรัม ผลมีลักษณะทรงกลมหรือทรงกรวย สีแดงสดใสแต่ไม่สม่ำเสมอ เนื้อและผลค่อนข้างแข็ง มีกลิ่นหอม มีความฉ่ำและรสชาติหวาน เปอร์เซ็นต์ความหวาน 9.6° Brix
  • พันธุ์พระราชทาน 72 (เป็นพันธุ์ที่มูลนิธิโครงการหลวงส่งเสริมให้ปลูก) เป็นสายพันธุ์นำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น ชื่อพันธุ์ TOCHIOTOME ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 น้ำหนักต่อผล 14 กรัม เนื้อผลแข็งกว่าพันธุ์พระราชทาน 70 แต่มีความหวานน้อยกว่าคือ 9.3° Brix มีกลิ่นหอมเมื่อเริ่มสุก เนื้อภายในผลมีสีขาว ผิวผลเมื่อสุกเต็มที่จะมีสีแดงถึงแดงจัด เงาเป็นมันที่ผิวผล ทนต่อการขนส่งมากกว่าพันธุ์อื่น
  • พันธุ์พระราชทาน 80 (เป็นพันธุ์ที่มูลนิธิโครงการหลวงส่งเสริมให้ปลูก ตั้งแต่ปีพ พ.ศ. 2552 เป็นต้นมา) เป็นสายพันธุ์ที่มาจากประเทศญี่ปุ่น ชื่อพันธุ์ Royal Queen
  • พันธุ์ 329 (Yale) เป็นพันธุ์ที่กรมส่งเสริมการเกษตรส่งเสริมให้กับเกษตรกรปลูก เป็นพันธุ์ที่มาจากประเทศอิสราเอล

สารอาหาร

  • สตรอว์เบอร์รีวิตามินเอ วิตามินบี และวิตามินซี
  • มีกรดโฟลิก (Folic acid)
  • มีเส้นใยอาหาร (Fiber)

แหล่งปลูกที่สำคัญในประเทศไทย

  • อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่

พันธุศาสตร์

สตรอเบอร์รี่มีพันธุศาสตร์ออกตะพลอยด์ที่ซับซ้อน (8 โครโมโซม) ตลอดจนการสกัดดีเอ็นเอลักษณะนิยม ทั้งนี้ สตรอว์เบอร์รีมีลำดับที่ได้รับการค้นพบเป็นจำนวน 7,096 ยีน

อาการแพ้

ผู้คนบางรายมีประสบการณ์ในการมีอาการแอนาฟิแล็กซิสจากการรับประทานสตรอว์เบอร์รี

สตรอเบอรีได้รับการยอมรับว่าเป็นผลไม้ที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง  เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งและโรคหลอดเลือดอุดตัน

ซึ่งผลจากการศึกษาพบว่า     เมื่อเทียบน้ำหนักที่เท่ากับผลไม้ชนิดอื่นๆ        แล้ว พลังในการต้านอนุมูลอิสระของสตรอเบอรี่จะสูงกว่าส้มถึงหนึ่งเท่าครึ่ง  สูงกว่าองุ่นแดง 2 เท่า       สูงกว่ากีวี 3 เท่า   เป็นต้นปัจจุบัน ประเทศไทยมีการปลูกสตรอเบอรี่เพื่อการค้าหลายพันธุ์     ซึ่งมูลนิธิโครงการหลวง เป็นหน่วยงานหลักที่ให้ความสนับสนุน    โดยจะเน้นส่งเสริมการปลูกสตรอเบอรี่พันธุ์ที่มีคุณภาพในการรับประกันสดสูง อันได้แก่ พันธุ์พระราชทาน 50(พระราชทานเมื่อปี พ.ศ. 2539 ซึ่งเป็นปีฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี) เป็นพันธุ์ที่เกิดจากการผสมในประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วนำเข้ามาคัดเลือกโดยการผสมตัวเองตั้งแต่ปี พ.ศ.2536 สามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตดีในสภาพอากาศเย็นปานกลาง ทรงพุ่มปานกลางถึงค่อนข้างแน่น ผลผลิตมีคุณภาพดีโดยเฉพาะใกล้สุกเต็มที่ น้ำหนัก/ผล 12-18 กรัม รูปร่างเป็นลิ่มสีแดงถึงสีแดงเข้ม ค่อนข้างแข็งไม่ต้านทานต่อไรแต่ต้านทานราแป้งได้ดี พันธุ์พระราชทาน 70 (ตรงกับปี พ.ศ.2540 ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 70 พรรษา) เป็นสายพันธุ์จากประเทศญี่ปุ่น ใบมีลักษณะกลมใหญ่ และสีเขียวเข้มไม่ทนต่อราแป้ง แต่ทนต่อโรคเหี่ยว ให้ผลผลิตค่อนข้างสูง น้ำหนัก/ผล 11.5-13.0 กรัม ผลมีลักษณะทรงกลมหรือทรงกรวย สีแดงสดใสแต่ไม่สม่ำเสมอ เนื้อและผลค่อนข้างแข็ง มีกลิ่นหอม มีความฉ่ำและรสชาติหวาน พันธุ์พระราชทาน 72 (ตรงกับปี พ.ศ.2542 ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 72 พรรษา) เป็นสายพันธุ์นำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่นชื่อพันธุ์ TOCHIOTOME ตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 น้ำหนัก/ผล 14 กรัม เนื้อผลแข็งกว่าพันธุ์พระราชทาน 70 แต่มีความหวานน้อยกว่า มีกลิ่นหอมเมื่อเริ่มสุก เนื้อภายในผลมีสีขาว ผิวผลเมื่อสุกเต็มที่จะมีสีแดงถึงแดงจัด เงาเป็นมันที่ผิวผล ทนต่อการขนส่งมากกว่าพันธุ์อื่นเป็นสกุลไม้ดอกในวงศ์กุหลาบ ผลสามารถรับประทานได้ ในอดีตปลูกเป็นพืชคลุมดินให้กับต้นไม้ปลูกเลี้ยงอื่น ซึ่งอาจเป็นที่มาของชื่อก็เป็นได้ มีมากกว่า 20 สปีชีส์ และมีลูกผสมมากมาย แต่สตรอว์เบอร์รีที่นิยมปลูกมากในปัจจุบันก็คือสตรอว์เบอร์รีสวน (Fragaria × ananassa) ผลของสตรอว์เบอร์รีมีรสชาติหลากหลายขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ มีตั้งแต่รสหวานจนถึงเปรี้ยว สตรอเบอร์รีเป็นผลไม้ทางการค้าที่สำคัญ มีปลูกกันเป็นวงกว้างหลายสภาพอากาศทั่วโลกเป็นพืชล้มลุก แตกกิ่งก้านแผ่ปกคลุมดิน ใบจะรวมกันอยู่ 3 ใบใน 1 ก้าน ขอบใบมีรอยหยัก มีดอกสีขาว ผลมีก้านยาวเชื่อมกับต้น มีเสี้ยนเล็ก ๆ บาง ๆ กระจายอยู่ทั่วผล มีกลีบเลี้ยงบนขั้วของผล เมื่ออ่อนมีสีขาว เหลือง เมื่อสุกจะเป็นสีส้ม หรือแดง รสชาติอมเปรี้ยวถึงหวาน ขึ้นอยู่กับผลที่สุกทางภาคเหนือของประเทศไทยได้มีการปลูกสตอว์เบอร์รี่มานานหลายปีแล้วแต่ที่นับว่าเริ่มมีความสำคัญเป็นพืชเศรษฐกิจก็ตั้งแต่ พ.ศ. 2522  เป็นต้นมา ชาวอังกฤษที่มาทำงานเกี่ยวกับป่าไม้ในจังหวัดเชียงใหม่เป็นผู้นำต้นสตรอว์เบอร์รี่เข้ามาประมาณ พ.ศ. 2477 ซึ่งต่อมาสตรอว์เบอร์รี่พันธุ์นี่ถูกเรียกว่า พันธุ์พื้นเมือง เพราะไม่ทราบชื่อพันธุ์ที่แน่นอน ผลของพันธุ์นี้จะมีลักษณะนิ่ม มีขนาดเล็ก สีผลออกเดป็นสีปูนแห้ง และให้ผลผลิตต่อพื้นที่ต่ำ ต่อมาหลังจากที่ได้มีการแนะนำวิธีการปลูกสตรอว์เบอร์รี่แล้วก็มีการแพร่ขยายการปลูก ในฐานะเป็นผลไม้ชนิดใหม่ภายในส่วนของโรงเรียน และสถานีทดลองเกษตรของส่วนราชการต่างๆ แต่อย่างไรก็ตามยังไม่ได้มี การปลูกเพื่อการค้าในพื้นที่ใหญ่ๆ แต่ก็ไม่ได้รับความ สำหรับเท่าที่ควร

ช่วงปลายปี อากาศเริ่มเย็นลงถือเป็นช่วงเวลาที่จะมีผลไม้เมืองหนาวออกจำหน่ายมากมาย และเจ้าผลไม้ผลจิ๋ว สีแดงสด กลิ่นหอมหวาน อย่างสตรอเบอร์รี่ ก็เป็นอีก1ผลไม้ที่เป็นที่ชื่นชอบของคนทุกเพศทุกวัยและได้รับความนิยมรับประทานมากในฤดูกาลนี้ ด้วยที่เป็นช่วงฤดูกาลที่สตรอเบอร์รี่ออกผลผลิตมากทำให้ราคาถูกลงและพอซื้อหามารับประทานกันได้

ซึ่งสตรอเบอร์รี่ที่มีวางจำหน่ายตามท้องตลาดและซุปเปอร์มาร์เก็ตนั้นจะมีทั้งที่นำเข้าจากต่างประเทศ และชนิดที่ปลูกบนภูเขาสูงทางภาคเหนือของประเทศไทย โดยพันธุ์ที่นิยมปลูกในบ้านเราคือ สตรอเบอร์รี่สวน พันธุ์พระราชทาน 50, พันธุ์พระราชทาน 70 และพันธุ์พระราชทาน 72 ซึ่งสตรอเบอร์รี่สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายโดยเฉพาะเมนูของหวานอย่าง เค้ก เครื่องดื่ม หรือแม้กระทั้งรับประทานสดๆร่วมกับเมนูลดน้ำหนักอย่างโยเกิร์ต หรือทานคู่กับซีเรียลเป็นอาหารเช้าก็ให้พลังงานพอเหมาะและได้คุณค่าทางอาหารครบถ้วน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของสตรอเบอร์รี่

สตรอเบอร์รี่ จัดอยู่ในตระกูลพืชล้มลุก ใช้ปลูกคลุมดิน แต่มีผลสามารถรับประทานได้ เป็นพืชในกลุ่มวงศ์เดียวกันกับบ๊วย แอปเปิ้ลและกุหลาบ โดยตัวสตรอเบอร์รี่เองนั้นมีมากมายหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งพันธ์ุแท้ และลูกผสมจึงทำให้สตรอเบอร์รี่มีรสชาติที่หลากหลาย ตั้งแต่เปรี้ยวมากๆจนถึงหวานจัด

คุณค่าทางอาหารของสตรอเบอร์รี่

สตรอเบอร์รี่สีแดงสด กลิ่นหอมหวาน อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารมากมาย ได้รับการยกย่องให้เป็นผลไม้เพื่อสุขภาพและความงามเลยทีเดียว ในสตรอเบอร์รี่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระได้แก่ แอนโทไซยานิน (Anthocyanin) เคอซิติน (Quercetin) เคมเพอรอล (Kaempferol) ซึ่งสารเหล่านี้มีส่วนช่วยยับยั้งสารก่อโรคมะเร็งชนิดต่างๆได้ และเมื่อเปรียบเทียบสารต้านอุมูลอิสระ กับผลไม้ชนิดอื่นๆ สตรอเบอร์รี่นั้นจะมีสารต้านอุนมูลอิสระมากกว่า ส้มถึง 1 เท่าครึ่ง มากกว่าองุ่นแดงอยู่ถึง 2 เท่า มากกว่ากีวีถึง 3 เท่า มากกว่ามะเขือเทศและกล้วยหอมถึง 7 เท่า และมากกว่าลูกแพรถึง 15 เท่า นอกจากนี้ผลไม้ชนิดถือว่าเป็นผลไม้มีวิตามินซีสูง โดยสตรอเบอร์รี่ปริมาณ 100 กรัมจะมีวิตามินซีมากถึง 58 มิลลิกรัมเลยทีเดียว นอกจากนี้สตรอเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่ให้พลังงานต่ำ ไม่มีคอเรสเตอรอล และมีไฟเบอร์ จึงเหมาะมากสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก

ค่าโภชนาการของสตรอเบอร์รี่ ปริมาณ 100 กรัม 
ให้พลังงาน33 kcal
ไขมัน0.3 กรัม
คอเรสเตอรอล0
มิลลิกรัม
โซเดี่ยม1มิลลิกรัม
คาร์โบไฮเดรต8 กรัม
ไฟเบอร์2 กรัม
น้ำตาล4.9 กรัม
โปรตีน0.7 กรัม

ประโยชน์ของสตรอเบอร์รี่

สตรอเบอรี่ผลเล็กๆที่ทุกๆคนชื่นชอบนั้น อุดมไปด้วยประโยชน์เพื่อสุขภาพมากมาย ทั้งยับยั้งป้องกันโรค ช่วยบำรุงรักษาระบบต่างๆในร่างกาย และช่วยบำรุงผิวพรรณ ถือว่าเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพอีกชนิดนึงไม่ควรพลาดเลยทีเดียว

ช่วยยับยั้งป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง

อย่างที่กล่าวไปในข้างต้นในสตอเบอร์มีสารต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ แอนโทไซยานิน (Anthocyanin) เคอซิติน (Quercetin) เคมเพอรอล (Kaempferol)อยู่ ซึ่งเจ้าสารเหล่านี้จะช่วยชะลอการเกิดอนุมูลอิสระที่เป็นที่มาของการเสื่อมถอยของเซลต่างๆในร่างกายที่เป็นต้นเหตุของการการเกิดโรคมะเร็งหลายๆชนิด ยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก

ลดความดันโลหิต และโรคหัวใจ

สตรอเบอร์รี่อุดมไปด้วย โพแทสเซียม(Potassium) และแมกนีเซียม (Magnesium) ซึ่งเป็นตัวช่วยควบคุมระดับความดันเลือดให้อยู่ในสภาวะปรกติ และยังมี วิตามิน ใยอาหาร และโฟเลตที่ช่วยลดคอเรสเตอรอลและไขมันเลวในร่างกาย เพิ่มปริมาณไขมันดี(HDL)ทำให้หลอดเลือกสะอาด ป้องการหลอดเลือดอุดตัน ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อหัวใจให้แข็งแรง

ช่วยบำรุงสายตา

ด้วยที่ปัจจัยหลักที่ทำให้ระบบการทำงานของดวงตาเสื่อมสภาพลงนั้นมาจากสารอนุมูลอิสระ และการขาดสารอาหารบางตัว และยิ่งอายุยิ่งมากขึ้นก็จะยิ่งทำให้สายตาเราเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งสตรอเบอร์รี่นั้นมีส่วนช่วยต้านการเกิดอนุมูลอิสระได้ เพราะมี ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) กรดฟีโนลิกส์ และวิตามินอีกหลายตัว จึงทำให้ชะลอความเสื่อมของระบบการมองเห็น ช่วยปรับความดันในตาให้กลับมาเป็นปกติ ช่วย ป้องกันโรคต้อกระจก และ ช่วยลดความเสื่อมของจอประสาทตาได้ถึง 50%

ส่งเสริมการทำงานและบำรุงสมอง

ด้วยจุดเด่นเรื่องสารต้านอนุมูลอิสระนี่เองจึงทำให้ สตรอเบอร์รี่มีส่วนช่วยในการส่งเสริมการทำงานของสมองให้ดีขึ้นทำให้อนุมูลอิสระน้อยลง ช่วยลดการเสื่อมสภาพของเนื้อเยื่อและเส้นประสาทต่างๆ และยังมีไอโอดินที่ช่วยให้สมองทำงานได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพอีกด้วย

ป้องกันหวัด ภูมิแพ้ และโรคเลือดออกตามไรฟัน

เนื่องจากสตรอเบอร์รี่มีวิตามินซีอยู่มาก จึงช่วยป้องกันหวัด และเป็นผลไม้ที่เหมาะสำหรับทานหลังฟื้นไข้ ช่วยลดอาหารภูมิแพ้ และโรคภายในช่องปากที่เกิดจากการขาดวิตามินซี

ช่วยบำรุงผิวพรรณ

เนื่องจากสตรอเบอร์รี่มีวิตามินมากมายจึงมีส่วนช่วยในเรื่องของผิวพรรณโดยเฉพาะวิตามินซีและสารต้านนุมูลอิสระ ที่ช่วยชะลอวัย ป้องกันการเสื่อมสภาพของผิว ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง

เป็นยาระบายอ่อน

จากสรรพคุทางยา สตรอเบอร์รี่ถือเป็นยาระบายอ่อนๆ ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ และยังช่วยแก้อาหารท้องร่วงได้ เพราะสตรอเบอร์รี่นั้นอุดมไปด้วยวิตามินซีและธาตุเหล็กนั้นเอง https://rositacorrer.com