สรรพคุณ “ฟักทอง” มีประโยชน์ แถมรักษาโรค

สรรพคุณ “ฟักทอง” มีประโยชน์ แถมรักษาโรค ฟักทองเป็นไม้เถาเลื้อยไปตามดิน มีมือสำหรับยึดเกาะ ลำต้นอวบน้ำ ใบเดี่ยวรูปห้าเหลี่ยม มีขนทั้งสองด้าน ดอกสีเหลืองรูปกระดิ่ง ผลฟักทองมีด้วยกันหลายลักษณะ บางครั้งเป็นผลเกือบกลมก็มี แต่โดยทั่วไปเป็นรูปทรงกลมแป้น ผิวขรุขระเล็กน้อย เมื่อยังดิบเนื้อค่อนข้างแข็ง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ฟักทอง

ฟักทองแบ่งเป็นตระกูลหลักสองตระกูลคือ ตระกูลฟักทองอเมริกัน (pumpkin) ขนาดผลใหญ่ เนื้อยุ่ย กับตระกูลสควอช (Squash) ได้แก่ฟักทองไทยและฟักทองญี่ปุ่นเปลือกแข็ง เนื้อแน่น ฟักทองไทยมีหลายสายพันธุ์ เช่น คางคกดำ คางคกลาย ศรีเมือง ข้องปลา สีส้ม รูปร่างกลมแป้น ผิวขรุขระเล็กน้อย ดิบเปลือกสีเขียวเข้ม เมื่อสุกจึงเป็นสีเหลืองอมส้ม ฟักทองญี่ปุ่น หรือกะโบะชะ (Kabocha) อยู่ในตระกูลสควอช (Squash) เช่นเดียวกับฟักทองไทย ผลเป็นทรงกลมขนาดเล็ก เนื้อแน่น รสหวานมัน

ฟักทอง Pumpkin

พันธุ์ฟักทอง (Pumpkin)
มีพันธุ์พื้นเมืองหลายพันธุ์ เรียกตามลักษณะของผล เช่น พันธุ์ข้องปลา จะมีลักษณะของผลคล้ายข้องปลา, พันธุ์ผลมะพร้าว จะมีลักษณะผลคล้ายมะพร้าว เป็นต้น
ฟักทองพันธุ์ดำ เมื่อแก่เปลือกจะมีสีเขียวเข้มอมดำ เปลือกจะขรุขระเป็นปุ่มปม คล้ายผิวคางคก (บางทีก็เรียกพันธุ์คางคก) ก้นของผลยุบเข้าไปในผล ทำให้ปอกเปลือกยาก แต่เป็นพันธุ์หนักผลโต
ฟักทองพันธุ์น้ำตก ผิวจะไม่ค่อยขรุขระนัก ก้นของผลจะนูนออกมา ทำให้ปอกเปลือกง่าย ผลเล็กกว่าพันธุ์ดำเล็กน้อย
พันธุ์ฟักทองนี้ จะมีชื่อเรียกแต่ละท้องถิ่นไม่เหมือนกัน มีขนาดรูปร่างสีเปลือก ผล และเนื้อก็แตกต่างกันไป พันธุ์เบาให้ผลเล็ก อายุเก็บเกี่ยว 120-180 วัน โดยทยอยเก็บผลได้เรื่อยๆ 4-5 ครั้ง 

การดูแลรักษาฟักทอง

การดูแลรักษาฟักทอง (Pumpkin)
เมื่อต้นกล้างอกจะมีใบจริง 2-3 ใบแล้ว ควรถอนแยกต้นที่ไม่สมบูรณ์ทิ้งไป เหลือต้นที่สมบูรณ์แข็งแรง เหลือหลุมละ 2 ต้น และรดน้ำทุกวัน
เมื่อต้นกล้าเจริญจนไม่มีใบจริง 4 ใบ ช่วงนี้ให้ใส่ปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟตหรือปุ๋ยผัก (21-0-0) ละลายน้ำแล้วใช้รดต้นฟักทอง ต้องรดน้ำทุกวัน
เมื่อฟักทองเริ่มออกดอก ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 (หรือสูตรใกล้เคียงกัน เช่น 13-13-27 หรือ 14-14-21) โรยรอบๆ ต้นแล้วรดน้ำตามและใส่ปุ๋ยอีกครั้งเมื่อฟักทองเริ่มติดผลอ่อน
พันธุ์ฟักทองที่เป็นพันธุ์หนักให้ผลโต อายุเก็บเกี่ยวยาวนาน ดังนั้นการใส่ปุ๋ยให้ฟักทองพันธุ์หนักควรใส่มากกว่าพันธุ์เบา
การรดน้ำ ต้องรดน้ำทุกวัน จนคะเนว่าอีก 15 วัน จะเก็บผลแก่ได้ จึงเลิกรดน้ำ
การกำจัดวัชพืช ควรทำในระยะแรก เพื่อให้ดินร่วนซุยและโปร่ง พอต้นฟักทองมีใบปกคลุมดินแล้วก็ไม่ต้องกำจัดวัชพืช
การช่วยผสมเกสร เมื่อดอกฟักทองกำลังบานให้เลือกดอกตัวผู้ เด็ดมาแล้วปลิดกลีบดอกออกให้หมด นำไปเคาะละอองเกสรตัวผู้ให้ตกลงบนดอกตัวเมีย ถ้าติดผลจะให้ผลอ่อน ถ้าไม่ติดผลดอกตัวเมียจะฝ่อไป วิธีนี้เรียกว่า “การต่อดอก” การต่อดอก โดยปลิดกลีบดอกตัวผู้ออก แล้วนำไปเคาะให้ละอองเกสรตกลงบนดอกตัวเมีย อีกวิธีหนึ่งที่เกษตรกรผู้ปลูกฟักทอง จ.สกลนคร แนะนำเทคนิคง่ายๆ คือ เอานมผงที่ใช้เลี้ยงทารกผสมน้ำพอประมาณ พ่นใส่ดอกฟักทองในระยะที่ดอกกำลังบาน เพื่อล่อแมลงมาช่วยผสมเกสร วิธีนี้ช่วยให้ฟักทองติดผลทุกเถา โดยไม่ต้องต่อดอก

ฟักทอง ( Pumpkin ) สรรพคุณและประโยชน์ของฟักทอง

ฟักทอง (Pumpkin) สรรพคุณและประโยชน์ของฟักทอง
ฟักทอง มีกากใยอาหารสูง มีแคลอรีและไขมันน้อย ใช้ได้ทั้งอาหารคาวและหวาน มีวิตามินแร่ธาตุมากมายที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

ฟักทอง ( Pumpkin ) แบ่งออกเป็น 2 ตระกูล คือ ตระกูลฟักทองอเมริกัน ผลใหญ่เนื้อนุ่ม และตระกูลสควอช เนื้อแน่นหนัก ได้แก่ฟักทองไทยและฟักทองญี่ปุ่น โดยฟักทองไทยผิวมีลักษณะขรุขระเล็กน้อย เปลือกจะแข็ง เนื้อด้านในเป็นสีเหลืองสดธรรมชาติให้สีสันน่ารับประทาน ชนิดของฟักทองที่นิยมนำมารับประทานได้แก่ ฟักทองของไทย พันธุ์คางคก พันธุ์ญี่ปุ่น พันธุ์คิงคอง พันธุ์ผลมะพร้าว พันธุ์เนื้อสีส้ม เป็นต้น 

ฟักทองชื่อวิทยาศาสตร์ คือ :  Cucurbita maxima ‘Kabocha Group’ หรือ Cucurbita moschata Duchesne จัดอยู่ในวงศ์แตง ( CUCURBITACEAE )

ฟักทอง เป็นพืชมีเถาชนิดหนึ่งที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกา ประโยชน์ของฟักทองมีมากและปัจจุบันฟักทองนั้น สามารถปลูกได้อย่างแพร่หลายกระจายไปทั่วโลกแล้วฟักทองเป็นพืชที่อยู่ในตระกูลเดียวกับ บวบ แตง มะระ และน้ำเต้าลำต้นอวบน้ำ ใบเดี่ยวรูปห้าเหลี่ยม มีขนทั้งสองด้าน ดอกสีเหลืองคล้ายรูปกระดิ่ง โดยผลจะเป็นทรงเกือบกลม มีสีเหลืองออกส้มผิวขรุขระเล็กน้อยมีเส้นใยอยู่ภายในเป็นสีเหลืองนิ่มพร้อมกับเมล็ดสีขาวแบนๆ ติดอยู่เมื่อยังดิบเนื้อค่อนข้างแข็งเป็นพืชที่  สามารถปลูกได้ทั้งเขตร้อนและเขตหนาว นิยมนำผลมารับประทาน ใช้ทำได้ทั้งเมนูอาหารคาวเมนูอาหารหวาน รวมทั้งทานเล่นเป็นอาหารว่างก็ยังได้

ฟักทอง ถือเป็นอาหารที่อุดมด้วยสารอาหาร เเต่อย่างไรก็ตามพบว่า ฟักทองให้พลังงานแคลอรี่ต่ำมากอย่างเหลือเชื่อ ถึงเเม้ว่าจะเต็มไปด้วยสารอาหารก็ตาม ฟักทองปริมาณ 245 กรัม (ถ้วย) ให้พลังงานที่ต่ำกว่า 50 แคลอรี่ต่อถ้วย และประกอบด้วยประมาณของน้ำมากถึง 94 เปอร์เซนต์ นอกจากนี้ยังพบว่า ฟักทองยังเป็นแหล่งของใยอาหาร หรือไฟเบอร์ที่ดีอีกด้วย ซึ่งสามารถช่วยลดความอยากอาหารได้

ประโยชน์ของฟักทองมีอะไรบ้าง

ประโยชน์ของฟักทองในส่วนประกอบของฟักทองที่ให้คุณค่าสารอาหารมีอะไรบ้าง?

  • เปลือกฟักทอง ประโยชน์ของเปลือกฟักทองมีฤทธิ์ทางยามากมาย หากทานฟักทองทั้งเปลือก จะสามารถกระตุ้นการหลั่งอินซูลินในร่างกาย ซึงช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันการเกิดเบาหวาน ความดันโลหิต บำรุงตับ บำรุงไต บำรุงดวงตา และสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนเซลล์ที่ตายไป ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ประโยชน์ของฟักทองใบอ่อน มีวิตามินเอสูงเท่ากับเนื้อฟักทอง แต่มีแคลเซียม ( Calcium ) และฟอสฟอรัส ( Phosphorus ) สูงกว่าในเนื้อ นิยมเด็ดยอดอ่อนมาลวดจิ้มน้ำพริกในตำรับอาหารไทย
  • ประโยชน์ของฟักทองตรงเนื้อฟักทอง มีวิตามินเอสูง รวมทั้งฟอสฟอรัส แคลเซียม วิตามินซี แป้ง และที่จะลืมไปไม่ได้เลยก็คือ ” เบต้าแคโรทีน ” ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอยู่ในเนื้อสีเหลืองของฟักทอง สามารถช่วยลดการเกิดมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหัวใจได้ แถมเบต้าแคโรทีน ยังช่วยต้านความชรา ป้องกันโรคผิวหนัง บรรเทาอาการปวดเมื่อยของข้อเข่า และบั้นเอวได้เป็นอย่างดี
  • ประโยชน์ของฟักทองที่เยื่อกลางผลฟักทอง สามารถนำมาพอกแผล แก้อาการฟกช้ำ อาการปวด อักเสบได้
  • ประโยชน์ของฟักทองที่ดอกฟักทอง ( Pumpkin Flower ) มีวิตามินเอ ธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัส มีวิตามินซีเล็กน้อย
  • เมล็ดฟักทอง ประกอบด้วยแป้ง ฟอสฟอรัส โปรตีนและวิตามิน รวมทั้งสารที่ชื่อว่า ” คิวเคอร์บิติน ” ( Cucurbitine ) ซึ่งมีฤทธิ์ในการฆ่าพยาธิตัวตืดได้ดี และยังช่วยขับปัสสาวะ ป้องกันการเกิดนิ่ว มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ น้ำมันจากเมล็ดฟักทองยังช่วยบำรุงประสาทได้ดี และยังมีกรดอะมิโนบางชนิดที่ช่วยป้องกันไม่ให้ต่อมลูกหมากของผู้ชายขยายใหญ่ขึ้น และช่วยปรับระดับฮอร์โมนเพศชายที่ได้จากลูกอัณฑะให้อยู่ในระดับปกติ
  • รากฟักทอง น้ำมาต้มน้ำใช้ดื่มแก้อาการไอได้ และยังช่วยบำรุงร่างกาย ถอนพิษของฝิ่นได้

สรรพคุณของฟักทอง

  • ช่วยในเรื่องรักษาและบำรุงสุขภาพหัวใจ  เนื่องจากในฟักทองประกอบด้วยแคโรทีนชนิดต่างๆเช่น เบต้าแคโรทีนอัฟฟาแคโรทีน ซึ่งช่วยให้บำรุงสุขภาพของหัวใจให้แข็งแรงนอกจากนี้ในฟักทองยังมีไฟเบอร์และโพแทสเซียมซึ่งมีประโยชน์ต่อระบบหัวใจด้วยเช่นกันโดยการทานฟักทองแค่เพียง 1 ถ้วยเล็กสามารถเพิ่มแคโรทีนต่างๆให้กับร่างกายได้มากถึง 1,000 มิลลิกรัมเลยทีเดียว
  • ประโยชน์ของฟักทองช่วยลดความดันโลหิต เนื่องจาก ในฟักทองนั้นมากไปด้วย โพแทสเซียมและไฟเบอร์ต่างๆซึ่งสองสิ่งนี้เป็นตัวช่วยอย่างดีในการไปลดและควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีโดยฟักทองปริมาณหนึ่งเสิร์ฟมีโพแทสเซียมเกือบ 300 มิลลิกรัม หรือ 10% ของความต้องการ พร้อมด้วยใยอาหาร 4 กรัม หรือ 20% ของความต้องการต่อวัน  นอกจากนี้สารแคโรทีนในฟักทองอย่างเบต้าและอัลฟ่า ยังช่วยไปต่อต้านอนุมูลอิสละช่วยคุ้มครองมิให้ LDL ซึ่งเป็นพาหะนำคอเลสเตอรอล ( Cholesterol ) ไหลเวียนไปทั่วร่างกายถูกทำลายด้วยอนุมูลอิสระ
  • ฟักทองช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลเนื่องจาก มีผลการทดลองกับสัตว์โดยเพิ่มเมนูฟักทองลงมื้ออาหารประจำวันสามารช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในสัตว์ตัวนั้นๆได้ซึ่งก็น่าจะมีผลที่ดีเหมือนกันในร่างกายของมนุษย์เราได้เช่นกันด้วยคุณประโยชน์ที่มากมายของฟักทองทุกบ้านควรนำฟักทองมาประกอบเป็นอาหารมื้อหลักให้บ่อยๆ

ข้อควรระวังในการทาน “ ฟักทอง ”

ฟักทอง มีฤทธิ์อุ่นดังนั้นคนที่กระเพาะร้อน จะมีอาการเบื้องต้น เช่น กระหายน้ำ ปากเหม็น หิวง่าย ปัสสาวะเหลือง ท้องผูก เป็นแผลในช่องปาก เหงือกบวม ไม่ควรทานฟักทองมากเกินไป เพราะอาจกระตุ้นให้ร่างกายร้อนขึ้นได้นั่นเอง หรือแม้แต่ในคนปกติ การทานฟักทองมากเกินไป ก็อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ไม่สบายท้องได้เช่นกัน

ตัวอย่างอาหารหวานจากฟักทอง เช่น ฟักทองเชื่อม ฟักทองแกงบวช พายฟักทอง ขนมปังหรือคุกกี้ที่มีส่วนผสมของฟักทอง เป็นต้นแม้ว่าประโยชน์ของฟักทองมีมากมายแต่การที่นำฟักทองไปประกอบเป็นอาหารต่างๆก็ควรระมัดระวังเรื่องของส่วนผสมในอาหารชนิดนั้นๆ ไม่ให้ในอาหารนั้นมีปริมาณของไขมันและน้ำตาลมากเกินไป โดยเฉพาะเมนูอาหารหวานปกติฟักทองเองก็สามารถทานเป็นผลสดๆเลยก็ได้ สามารถหาทานได้ง่ายทุกฤดูการหรือจะเลือกทานแบบอัดกระป๋องก็ยังได้โดยฟักทองแบบอัดกระป๋องนั้นจะมีคุณค่าทางอาหารที่สูงกว่าแบบการทานสดๆเนื่องจากมีปริมาณน้ำน้อยกว่า และมากไปด้วยแคโรทีน

ประโยชน์ของฟักทองกับคุณค่าทางโภชนาการของฝักทองเนื้อฟักทอง ต่อ 100 กรัมมีสารอาหารอะไรบ้าง
พลังงาน26 กิโลแคลอรี
วิตามินเอ476 ไมโครกรัม53%
เบตาแคโรทีน3,100 ไมโครกรัม29%
ลูทีนและซีแซนทีน1,500 ไมโครกรัม
วิตามินบี 10.05 มิลลิกรัม4%
วิตามินบี 20.11 มิลลิกรัม 9%
วิตามินบี 30.6 มิลลิกรัม4%
วิตามินบี 50.298 มิลลิกรัม6%
วิตามินบี 60.061 มิลลิกรัม5%
ฟักทองวิตามินบี 916 ไมโครกรัม4%
วิตามินซี 9 มิลลิกรัม 11%
วิตามินอี0.44 มิลลิกรัม3%
วิตามินเค1.1 ไมโครกรัม1%
ธาตุแคลเซียม21 มิลลิกรัม2%
ธาตุเหล็ก0.8 มิลลิกรัม6%
ธาตุแมกนีเซียม12 มิลลิกรัม3%
ธาตุแมงกานีส0.125 มิลลิกรัม6%
ธาตุฟอสฟอรัส44 มิลลิกรัม6%
ธาตุโพแทสเซียม340 มิลลิกรัม7%
ธาตุโซเดียม1 มิลลิกรัม0%
ธาตุสังกะสี0.32 มิลลิกรัม3%
คาร์โบไฮเดรต6.5 กรัม
น้ำตาล2.75 กรัม
เส้นใยกากใย0.5 กรัม
โปรตีน1 กรัม
ไขมัน0.1 กรัม

% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ ( ข้อมูลจาก : USDA Nutrient Database )

หนึ่งในพืชสีเหลืองที่เรามักจะเห็นคนนำมาประกอบอาหารอยู่บ่อย ๆ ก็คือ “ฟักทอง”นั่นเอง เพราะฟักทองสามารถประกอบอาหารคาว-หวานได้สารพัดเมนู จึงไม่แปลกที่ฟักทองจะเป็นอาหารจานโปรดของใครหลายคน

ฟักทอง เป็นพืชตระกูลมะระ ชนิดไม้เถาขนาดใหญ่ ผิวมีลักษณะขรุขระ เนื้อในสีเหลืองนิ่ม มีเมล็ดสีขาวแบน ๆ ติดอยู่ ซึ่งแต่ละส่วนของ “ฟักทอง” มีสรรพคุณทางมากมาย คือ

          – เนื้อฟักทอง มีวิตามินเอสูง รวมทั้งฟอสฟอรัส แคลเซียม วิตามินซี แป้ง และที่จะลืมไปไม่ได้เลยก็คือ “เบต้าแคโรทีน” ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอยู่ในเนื้อสีเหลืองของฟักทอง สามารถช่วยลดการเกิดมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหัวใจได้ แถมเบต้าแคโรทีน ยังช่วยต้านความชรา ป้องกันโรคผิวหนัง บรรเทาอาการปวดเมื่อยของข้อเข่า และบั้นเอวได้เป็นอย่างดี

          – เปลือกฟักทอง มีฤทธิ์ทางยามากมาย หากทานฟักทองทั้งเปลือก จะสามารถกระตุ้นการหลั่งอินซูลินในร่างกาย ซึงช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันการเกิดเบาหวาน ความดันโลหิต บำรุงตับ บำรุงไต บำรุงดวงตา และสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนเซลล์ที่ตายไป ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

          – ใบอ่อน มีวิตามินเอสูงเท่ากับเนื้อฟักทอง แต่มีแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูงกว่าในเนื้อ

          – ดอก มีวิตามินเอ ธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัส มีวิตามินซีเล็กน้อย

          – เมล็ด ประกอบด้วยแป้ง ฟอสฟอรัส โปรตีนและวิตามิน รวมทั้งสารที่ชื่อว่า “คิวเคอร์บิติน” (cucurbitine) ซึ่งมีฤทธิ์ในการฆ่าพยาธิตัวตืดได้ดี และยังช่วยขับปัสสาวะ ป้องกันการเกิดนิ่ว มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ นอกจากนี้ น้ำมันจากเมล็ดฟักทองยังช่วยบำรุงประสาทได้ดี และยังมีกรดอะมิโนบางชนิดที่ช่วยป้องกันไม่ให้ต่อมลูกหมากของผู้ชายขยายใหญ่ขึ้น และช่วยปรับระดับฮอร์โมนเพศชายที่ได้จากลูกอัณฑะให้อยู่ในระดับปกติ

          – ราก น้ำมาต้มน้ำใช้ดื่มแก้อาการไอได้ และยังช่วยบำรุงร่างกาย ถอนพิษของฝิ่นได้

          – เยื่อกลางผล สามารถนำมาพอกแผล แก้อาการฟกช้ำ อาการปวด อักเสบได้

ฟักทอง อาหารเพื่อคุณผู้หญิง

          และสำหรับคุณผู้หญิงที่ต้องการลดน้ำหนัก“ฟักทอง” นี่แหละค่ะคือ “ตัวช่วย” ที่ดีตัวหนึ่งเลยทีเดียว เพราะฟักทองเป็นพืชที่มีกากใยมาก และมีแคลอรีไม่สูง ไขมันน้อย จึงไม่ทำให้อ้วน นอกจากนี้ในฟักทองมีวิตามินหลายชนิดในปริมาณสูง จะช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวพรรณของคุณสาว ๆ มีน้ำมีนวล แถมสายตายังดูปิ๊งอีกต่างหาก

          นอกจากนี้ สำหรับสตรีหลังคลอดบุตร “ฟักทอง” ซึ่งมีฤทธิ์อุ่น จะช่วยย่อยอาหาร ทำให้กระเพาะอุ่น บำรุงกำลัง ลดอาการอักเสบ แก้ปวดได้อีกด้วย

ข้อควรระวังในการทาน “ฟักทอง”

          เนื่องจาก “ฟักทอง” มีฤทธิ์อุ่น ดังนั้นคนที่ “กระเพาะร้อน” คือมีอาการเช่นกระหายน้ำ ปากเหม็น หิวง่าย ปัสสาวะเหลือง ท้องผูก เป็นแผลในช่องปาก เหงือกบวม ไม่ควรทานฟักทองมากเกินไป เพราะอาจกระตุ้นให้ร่างกายร้อนขึ้นได้นั่นเอง หรือแม้แต่ในคนปกติ การทานฟักทองมากเกินไป ก็อาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ไม่สบายท้องได้เช่นกัน https://rositacorrer.com