สรรพคุณ "พริก" ที่คุณทราบแล้วต้องจี๊ดดดด

สรรพคุณ “พริก” ที่คุณทราบแล้วต้องจี๊ดดดด

สรรพคุณ “พริก” ที่คุณทราบแล้วต้องจี๊ดดดด พริกเป็นสมุนไพรไทยที่มีรสชาติจัดจ้าน ช่วยเพิ่มรสชาติอาหารให้ดีขึ้น พริกขี้หนูนั้นมีประโยชน์มากมายหลายข้อ เช่น ช่วยลดน้ำหนัก ป้องกันโรคมะเร็ง เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรง วันนี้เรามาทำความรู้จักกับพริกขี้หนูกันให้มากขึ้นได้เลยดังนี้

ทำความรู้จักกับพริก!!

พริกมีรสชาติเผ็ดร้อน โดยมีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกา แต่ในปัจจุบันได้รับความนิยมปลูกกันหลายประเทศทั่วโลก เป็นพืชที่มีมาแต่โบราณ มีสรรพคุณทางยาหลายอย่าง จัดว่าเป็นเครื่องเทศชนิดหนึ่งที่ค่อยข้างได้รับความนิยมและยังมีการปลูกกันอย่างแพร่หลายในประเทศไทย ที่สำคัญสามารถนำไปใช้ประกอบอาหารได้แทบทุกเมนู

พริก ประวัติและความเป็นมา

          มีการบันทึกว่าพริกถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อประมาณ 7,000 ปีก่อนที่อเมริกากลางและอเมริกาใต้ โดยคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส จากนั้นก็มีการนำพริกมาปลูกและเผยแพร่ไปทั่วยุโรป และลามไปทั่วโลก ทำให้พริกมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปมากมาย เช่น พริก ภาษาอังกฤษคือ Chili หรือ Chili peppers ซึ่งก็มาจากคำว่าพริกในภาษาสเปน หรือ chile โดยพริกจัดอยู่ในวงศ์ Solanaceae สกุล Capsicum ซึ่งพริกมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Capsicum spp.

          ส่วนประเทศไทยของเราก็รู้จักและคุ้นเคยกับการปลูกพริกมานานแล้ว และสายพันธุ์ของพริกในประเทศไทยก็มีอยู่ไม่น้อย รวมทั้งหมดประมาณ 831 สายพันธุ์ สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ตามชนิดของพริก ได้แก่ พริกชี้ฟ้า พริกขี้หนูเม็ดใหญ่ และพริกขี้หนูเม็ดเล็ก

พริก ลักษณะทางพฤกษศาสตร์เป็นอย่างไรบ้าง ?

         โดยทั่วไปแล้วพริกเป็นได้ทั้งพืชล้มลุก ไม้พุ่ม และไม้ยืนต้นขนาดเล็กซึ่งจะกระจายอยู่ทั่วโลก และด้วยความที่พริกมีหลายสายพันธุ์ ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของพริกจึงจะอธิบายในส่วนของพริกที่คุ้นเคยกันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งลักษณะของต้นพริกก็มีดังนี้

          ราก : ระบบรากของพริกมีทั้งรากแก้วและรากฝอย โดยรากแก้วจะหากินลึกมาก ส่วนรากฝอยจะหากินอย่างหนาแน่นรอบ ๆ ต้น ถ้าต้นพริกยังไม่โตเต็มที่รากฝอยจะหากินลึกประมาณ 60 เซนติเมตร แต่หากต้นพริกโตเต็มที่แล้ว รากฝอยจะแผ่ออกไปหากินด้านข้างในรัศมีกว้างกว่า 1 เมตร และลึกกว่า 1.20 เมตร

          ลำต้นและกิ่ง : ลำต้นพริกตั้งตรง สูงประมาณ 1-2.5 ฟุต โดยจะมีกิ่งเจริญจากต้นเพียงกิ่งเดียว แล้วค่อยแตกออกเป็น 2 กิ่ง 4 กิ่ง 8 กิ่ง 16 กิ่งไปเรื่อย ๆ ซึ่งในระยะแรกทั้งลำต้นและกิ่งจะเป็นไม้เนื้ออ่อน แต่พอมีอายุมากขึ้น ลำต้นจะแข็งแรงมากขึ้น แต่กิ่งยังเป็นไม้เนื้ออ่อนที่เปราะหักง่ายเหมือนเดิม

          ใบ : เป็นใบเลี้ยงคู่ มีลักษณะแบนราบเป็นมัน มีขนเล็กน้อย โดยจะมีรูปร่างตั้งแต่รูปไข่ไปจนถึงทรงเรียวยาว โดยพริกแต่ละชนิดก็จะมีขนาดแตกต่างกันออกไป เช่น ใบพริกหวานมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ใบพริกขี้หนูทั่วไปมีขนาดเล็กในช่วงเป็นต้นกล้า แต่พอโตเต็มที่ก็จะมีขนาดค่อนข้างใหญ่

          ดอก : เป็นดอกสมบูรณ์เพศ คือมีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ภายในดอกเดียวกัน โดยปกติมักพบเป็นดอกเดี่ยว แต่อาจจะพบหลายดอกเกิดตรงจุดเดียวกันได้ โดยส่วนประกอบของดอก ประกอบไปด้วยกลีบรองดอก 5 พู กลีบดอกสีขาว 5 กลีบ แต่บางพันธุ์อาจมีสีม่วง และอาจมีกลีบตั้งแต่ 4-7 กลีบ มีเกสรตัวผู้ 5 อัน ซึ่งแตกจากตรงโคนของชั้นกลีบดอก ซึ่งอับเกสรตัวผู้เป็นสีน้ำเงิน แยกตัวเป็นกระเปาะเล็ก ๆ ยาว ๆ ส่วนเกสรตัวเมียชูสูงขึ้นไป

ที่มา : PG SLOT

พริก คุณค่าทางโภชนาการที่ควรรู้

หนังสือคู่มือเกษตรกร ระบุว่า พริกขี้หนูและพริกชี้ฟ้า 100 กรัม มีคุณค่าทางโภชนาการ ดังนี้

พลังงาน 103 กิโลแคลอรี
ไขมัน 2.4 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 19.9 กรัม
ใยอาหาร 6.5 กรัม
โปรตีน 4.7 กรัม
แคลเซียม 45 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 85 มิลลิกรัม
เหล็ก 2.5 มิลลิกรัม
วิตามินเอ 11,050 I.U.
วิตามินบี 1 (ไธอะมีน) 0.24 มิลลิกรัม
วิตามินบี 2 (ไรโบเฟลวิน) 0.29 มิลลิกรัม
วิตามินบี 3 (ไนอะซีน) 2.10 มิลลิกรัม
วิตามินซี 70 มิลลิกรัม

7 ประโยชน์ดี ๆ ของการกินเผ็ด !

1. ช่วยลดน้ำหนัก

นอกจากนี้ยังพบว่า วิตามินซีที่สูงมากในพริกสามารถขยายเส้นเลือดในลำไส้และกระเพาะอาหาร ช่วยให้ร่างกายดูดซึมอาหารได้ดีและทำให้ระบบขับถ่ายของเราดีขึ้นอีกด้วยนะคะ

2. ทำให้อารมณ์ดี 

สารแคปไซซินในพริกสามารถกระตุ้นให้สมองหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด อีกทั้งยังลดการสร้างฮอร์โมนที่ทำให้เครียด ช่วยให้เราอารมณ์ดี สดชื่น ทำให้ความดันโลหิตลดลง รู้สึกผ่อนคลาย และมีความสุขมากขึ้นได้

3. ช่วยให้เจริญอาหาร

นอกจากสารเอ็นดอร์ฟินจะช่วยทำให้เราอารมณ์ดีขึ้นแล้ว ยังทำให้เรารู้สึกว่าอาหารอร่อยขึ้นได้อีกต่างหาก อีกทั้งพริกจะไปทำให้ต่อมน้ำลายทำงานมากขึ้น จนไปกระตุ้นปลายประสาทให้สมองส่วนกลางรับรู้การอยากอาหาร ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจเลย ถ้าคนส่วนมากจะชอบทานอาหารรสเผ็ด หรือรู้สึกว่าอาหารที่มีรสเผ็ด ยิ่งเผ็ดก็ยิ่งกินอร่อย

4. เสริมสร้างภูมิต้านทาน   

     พริกมีวิตามินเอและวิตามินซีสูงมาก ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าวิตามินเอและวิตามินซีเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันและช่วยป้องกันโรคไข้หวัดได้ แถมในพริกยังมีเบต้าแคโรทีนและสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราให้แข็งแรงขึ้นได้อีกด้วย

5. ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น

        การทานพริกเป็นประจำช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น เพราะสารแคปไซซินสามารถยับยั้งการหดตัวของหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดขยายตัว ส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่าง ๆ ได้ดี อีกทั้งในพริกยังมีเบต้าแคโรทีนและวิตามินซี ที่ช่วยเพิ่มการยืดตัวของผนังหลอดเลือดให้รับกับแรงดันต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม และช่วยเสริมสร้างผนังหลอดเลือดให้แข็งแรงขึ้น ลดอาการหลอดเลือดอุดตันและหลอดเลือดตีบได้

6. ควบคุมคอเลสเตอรอล  

          นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยพบว่า สารแคปไซซินมีสรรพคุณช่วยยับยั้งไม่ให้ร่างกายสร้างคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี ในขณะที่ช่วยส่งเสริมให้ร่างกายสร้างคอเลสเตอรอลชนิดดีเพิ่มขึ้นได้ ทำให้เรามีปริมาณไตรกลีเซอไรด์ต่ำลงอีกด้วย

7. ป้องกันโรคโลหิตจาง

          โรคโลหิตจางมีสาเหตุหลักมาจากการขาดธาตุเหล็ก เนื่องจากธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง โดยช่วยผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงรวมทั้งฮีโมโกลบินให้มีปริมาณเพิ่มขึ้น ซึ่งในพริกก็มีธาตุเหล็กประกอบอยู่พอสมควร รวมถึงยังมีทองแดงที่ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีกรดโฟลิกที่ช่วยเสริมให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแข็งแรง ดังนั้น พริกจึงถือเป็นอีกหนึ่งอาหารที่ช่วยป้องกันโลหิตจางได้ค่ะ

พริก โทษไม่ดีที่ต้องระวัง

          ส่วนคนที่มีอาการสำลักง่าย เช่น เด็กและคนแก่ก็ควรหลีกเลี่ยงการทานพริกเช่นกัน เพราะหากสำลักพริกเข้าไปในหลอดลม กรดในพริกอาจจะไปกัดหลอดลม ทำให้หลอดลมหดเกร็ง ตีบ บวม หายใจไม่ออก เป็นอันตรายถึงชีวิตได้เลย

แก้เผ็ดจากพริก ต้องทำยังไง ??

          สังเกตไหมคะ ว่าการดื่มน้ำเปล่าไม่ได้ช่วยให้เราหายเผ็ดสักเท่าไร สาเหตุก็เป็นเพราะว่าสารแคปไซซินไม่ละลายในน้ำ แต่จะละลายในสารละลาย เช่น แอลกอฮอล์ อีเทอร์ และไขมัน แต่อย่างไรก็ตาม จะดื่มแอลกอฮอล์แก้เผ็ดก็คงไม่ค่อยดี เราจึงนำทางเลือกอื่นมาช่วยแก้เผ็ดจากพริก ดังนี้

 – ดื่มนม : การดื่มนมสามารถแก้เผ็ดได้ เพราะในนมมีโปรตีนน้ำนม (casein) และไขมัน ที่ช่วยละลายสารแคปไซซินได้ดี

 – ดื่มน้ำมะนาว : สารแคปไซซินในพริกเป็นด่าง แต่น้ำมะนาวเป็นกรด ฉะนั้นเมื่อเราดื่มน้ำมะนาวลงไป จึงช่วยบรรเทาความเผ็ดลงได้

– อมน้ำมันมะกอก : การอมหรือเคี้ยวอาหารที่มีไขมันเคลือบอยู่จะช่วยละลายแคปไซซินได้

– อมน้ำเกลือเจือจาง : ถ้าทำวิธีไหนแล้วไม่หายเผ็ดให้นำเกลือเพียงเล็กน้อยมาละลายน้ำ แล้วอมไว้สักพัก รับรองว่ารสเค็ม ๆ ของเกลือช่วยให้อาการเผ็ดหายไปได้แน่นอน

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

เกมสนุกแถบได้ตัง : PGSLOT