สรรพคุณ "กระเจี๊ยบเขียว หรือกระเจี๊ยบมอญ"

สรรพคุณ “กระเจี๊ยบเขียว หรือกระเจี๊ยบมอญ”

สรรพคุณ “กระเจี๊ยบเขียว หรือกระเจี๊ยบมอญ” นับเป็นผักที่ขึ้นชื่อในสรรพคุณด้านการเป็นยาระบาย เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการท้องผูกบ่อยๆ ที่เป็นต้นเหตุของ โรคร้ายแรงอื่นๆ เช่น ลำไส้อักเสบ หรือริดสีดวงทวาร วันนี้เราจะมาทำความรู้จักผักที่มากไปด้วยคุณประโยชน์ต่อสุขภาพชนิดนี้กันให้มากขึ้น

ลักษณะของกระเจี๊ยบเขียว

กระเจี๊ยบเขียว มีลักษณะเป็นฝักสีเขียว รูปทรงเรียวยาว คล้ายกับนิ้วมือ ส่วนปลายโค้งเล็กน้อย ฝักมีสันเป็นเหลี่ยมตามยาว 5 เหลี่ยม มีขนอ่อนๆ อยู่ทั่วฝัก หากนำมาต้มหรือทำอาหาร ฝักจะมีผิวลื่นเป็นเมือก รับประทานง่าย รสชาติอร่อย นิยมนำมาต้มรับประทานแกล้มน้ำพริก

คุณค่าทางสารอาหารของกระเจี๊ยบเขียว

นอกจากจะมีไฟเบอร์หรือกากใยอาหารสูง กระเจี๊ยบเขียวยังเป็นแหล่งรวมสารอาหารที่สำคัญอย่างกรดโฟลิก โพแทสเซียม แคลเซียม วิตามินบี วิตามินซี และวิตามินแร่ธาตุอื่นๆ อีกมากมาย 

ด้วยแคลอรี่ที่ต่ำและกากใยที่สูง ยังทำให้กระเจี๊ยบเป็นหนึ่งในพืชผักที่แนะนำสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน เพราะจะช่วยในเรื่องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด รวมไปถึงผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก นอกจากนี้ ข้อมูลจากสำนักงานข้อมูลสมุนไพรระบุว่า กระเจี๊ยบเขียวสามารถช่วยลดเสมหะ บรรเทาอาการไอ และรักษาแผลในกระเพาะอาหารได้ด้วย 

ทำไมกินกระเจี๊ยบเขียวแล้วถ่ายคล่อง?

อาจเป็นเพราะเมือกลื่นของกระเจี๊ยบเขียวนั่นเองที่ช่วยให้ถ่ายคล่องขึ้น เพราะมีใยอาหารชนิดที่ไม่ละลายน้ำ เมื่อรับประทานเข้าไปจะไม่ถูกย่อย แต่จะเดินทางไปจนถึงลำไส้ใหญ่ แล้วปนกับอุจจาระ จึงทำให้อุจจาระอ่อนนุ่มขึ้น และสามารถถ่ายออกมาได้ง่ายกว่าปกติ

ที่มา : PG SLOT

กระเจี๊ยบช่วยลดน้ำหนักได้จริงหรือ?

กากใยที่มีมากในกระเจี๊ยบเขียวช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี แถมยังกินแล้วอิ่มนาน จึงช่วยลดความอยากอาหารลงได้ นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยในสัตว์ทดลองที่พบว่ากระเจี๊ยบเขียวมีคุณสมบัติช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้ ด้วยเหตุนี้การรับประทานกระเจี๊ยบเขียวจึงมีส่วนช่วยลดความอ้วน เหมาะกับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ควบคุมคอเลสเตอรอล รวมไปถึงผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ต้องระวังความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างโรคอ้วน

สรรพคุณด้านอื่นๆ ของกระเจี๊ยบเขียว

นอกจากสรรพคุณในเรื่องการระบาย ช่วยบรรเทาอาการท้องผูก และการควบคุมน้ำหนักแล้ว กระเจี๊ยบยังมีสรรพคุณดีๆ อีกมากมาย ได้แก่

  1. ควบคุมน้ำตาลในเลือด เนื่องจากในฝักกระเจี๊ยบเขียวมีเส้นใยอยู่มาก จึงช่วยรักษาระดับการดูดซึมน้ำตาลจากลำไส้ใหญ่ให้คงที่ เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานอย่างยิ่ง
  2. ช่วยลดไขมันและคอเลสเตอรอล ด้วยเส้นใยของกระเจี๊ยบที่ช่วยกำจัดไขมันปริมาณสูงกับน้ำดี จึงมีส่วนช่วยลดไขมันและคอเลสเตอรอลได้
  3. ช่วยกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย เพราะเส้นใยของกระเจี๊ยบและเมือกในฝักจะช่วยจับสารพิษกับน้ำดีในลำไส้ และขับออกมาทางอุจจาระ ทำให้ไม่เหลือสารพิษตกค้างอยู่ในลำไส้
  4. ช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร หากรับประทานฝักกระเจี๊ยบเป็นประจำ สารไกลโคไซเลทของกระเจี๊ยบจะช่วยเคลือบกระเพาะอาหาร ลดความสามารถในการเกาะเยื่อบุผิวกระเพาะอาหารของแบคทีเรียที่ชื่อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโรไล ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญในการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร และนำมาสู่มะเร็งกระเพาะอาหาร
  5. ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของทารกในครรภ์ ทั้งยังช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดงให้คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ได้ เนื่องจากมีกรดโฟเลตสูง
  6. ช่วยต้านเครียด มีผลการวิจัยพบว่าสารสกัดจากเมล็ดกระเจี๊ยบเขียวมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยต้านการเกิดความเครียด ช่วยให้สภาพจิตใจแจ่มใสยิ่งขึ้น
  7. ช่วยเพิ่มความอดทนในการออกกำลังกาย โดยการรับประทานกระเจี๊ยบเขียวเป็นประจำควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความเหนื่อยล้าจากการออกกำลังกายได้
  8. ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน เนื่องจากมีวิตามินเคสูง วิตามินชนิดนี้จะช่วยให้กระดูกดูดซึมแคลเซียมไปใช้ได้ดียิ่งขึ้น การรับประทานกระเจี๊ยบเขียวจึงส่งผลดีต่อสุขภาพกระดูกนั่นเอง 
  9. ใบกระเจี๊ยบสามารถช่วยแก้โรคปากนกกระจอก และช่วยในการขับเหงื่อได้
สรรพคุณ "กระเจี๊ยบเขียว หรือกระเจี๊ยบมอญ"

ประโยชน์ขั้นเทพของ “กระเจี๊ยบเขียว”

1. ช่วยลดน้ำตาลในเลือด เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน และคนที่กำลังควบคุมน้ำตาล-น้ำหนัก

2. ลดอาการท้องผูก เพราะมีเมือกที่ช่วยให้อุจจาระอ่อนตัวขึ้น และยังมีใยอาหารที่ดีต่อการขับถ่าย

3. ลดคอเลสเตอรอลในร่างกาย

4. ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคกระเพาะอาหาร เยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบ และลำอักเสบได้

5. ใครที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอยู่แล้ว การทานกระเจี๊ยบเขียวพร้อมเมือกเหนียวๆ ใสๆ จะช่วยเข้าไปเคลือบแผลในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย

6. ฝักกระเจี๊ยบต้มเกลืออ่อนๆ สามารถแก้อาการกรดไหลย้อนได้

7. มีโฟเลตสูง ช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดง และเป็นสิ่งจำเป็นต่อพัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์ ดังนั้นจึงเหมาะกับหญิงมีครรภ์

>> ความเชื่อและข้อพิสูจน์ถึงคุณประโยชน์ของกระเจี๊ยบเขียว <<

ต้านอนุมูลอิสระ กระเจี๊ยบเขียวอุดมไปด้วยสารฟลาโวนอยด์ที่มีงานวิจัยพบว่าอาจเป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง หลายคนจึงเชื่อว่าการบริโภคกระเจี๊ยบเขียวอาจช่วยต้านสารอนุมูลอิสระในร่างกายไม่ให้เกิดการทำลายเซลล์เนื้อเยื่อต่าง ๆ จนเกิดโรคหรืออาการป่วยตามมาได้

ซึ่งมีงานวิจัยหนึ่งศึกษาถึงประสิทธิผลของกระเจี๊ยบเขียวในห้องทดลองแล้วพบว่า กระเจี๊ยบเขียวอาจมีสารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติมากมาย โดยเฉพาะสารฟลาโวนอยด์ และสารประกอบกลุ่มฟีนอล

ส่วนอีกงานวิจัยที่ศึกษาถึงการต้านอนุมูลอิสระของกระเจี๊ยบเขียวในห้องทดลองด้วยการวิเคราะห์ความสามารถในการทำลายและต้านสารอนุมูลอิสระ พบว่าสารสกัดจากฝักและเมล็ดของกระเจี๊ยบเขียวอาจมีฤทธิ์ช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ โดยเฉพาะสารสกัดจากส่วนเมล็ด

อย่างไรก็ตาม การศึกษาดังกล่าวเป็นเพียงงานวิจัยขนาดเล็กที่ค้นคว้าในห้องทดลองเท่านั้น จึงยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนเพียงพอยืนยันประสิทธิภาพของกระเจี๊ยบเขียวต่อการต้านสารอนุมูลอิสระที่ทำลายเซลล์มนุษย์ได้ ควรศึกษาทดลองในมนุษย์เพิ่มเติม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนและเป็นประโยชน์ต่อไปในอนาคต

บรรเทาอาการเหนื่อยล้าและอ่อนเพลีย แม้การออกกำลังกายและการทำกิจกรรมที่ใช้แรงมากอาจช่วยเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรง แต่ในทางกลับกันก็อาจทำให้รู้สึกเหนื่อยและอ่อนเพลียได้เช่นกัน หลายคนเลือกบริโภคสมุนไพรอย่างกระเจี๊ยบเขียวซึ่งเป็นพืชสมุนไพรที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ

ด้วยความเชื่อที่ว่าอาจช่วยบรรเทาอาการเหนื่อยล้าและอ่อนเพลียได้ ซึ่งมีงานวิจัยหนึ่งเผยว่ากระเจี๊ยบเขียวอาจช่วยบรรเทาอาการเหนื่อยล้าอ่อนเพลียและย่นเวลาในการฟื้นตัวหลังมีอาการดังกล่าวได้ โดยงานวิจัยนี้ให้หนูทดลองเพศผู้รับประทานสารสกัดจากกระเจี๊ยบเขียวปริมาณ 0.8-3.2 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม แล้วให้หนูทดลองว่ายน้ำ พบว่าหนูกลุ่มที่ได้รับสารสกัดจากกระเจี๊ยบเขียวสามารถว่ายน้ำได้นานกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับสารดังกล่าวถึง 30.5 เปอร์เซ็นต์ จึงคาดว่าสารสกัดจากกระเจี๊ยบเขียวอาจมีฤทธิ์บรรเทาอาการเหนื่อยล้าและอ่อนเพลียได้อย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยข้างต้นเป็นเพียงการทดลองในสัตว์เท่านั้น ไม่ได้ทดลองกับมนุษย์โดยตรง จึงไม่อาจยืนยันได้ว่ากระเจี๊ยบเขียวช่วยบรรเทาอาการเหนื่อยล้าและอ่อนเพลียในมนุษย์ได้อย่างปลอดภัย ดังนั้น ควรศึกษาเพิ่มเติมและทดลองใช้กระเจี๊ยบเขียวกับมนุษย์ เพื่อยืนยันสมมติฐานด้านนี้ให้ชัดเจน และนำไปประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์กับอาการอื่น ๆ ต่อไป

รักษาโรคเบาหวาน โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ การเลือกบริโภคอาหารให้เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาและป้องกันโรคนี้ด้วยเช่นกัน หลายคนจึงเลือกบริโภคสมุนไพรที่มีน้ำตาลน้อยอย่างกระเจี๊ยบเขียว เพราะเชื่อว่าอาจช่วยควบคุมระดับน้ำตาลและรักษาโรคเบาหวานได้

ซึ่งมีงานวิจัยหลายชิ้นศึกษาในด้านนี้แล้วพบว่า สารสกัดจากกระเจี๊ยบเขียวอาจเป็นประโยชน์ต่อการรักษาโรคเบาหวานด้วยการลดระดับน้ำตาลในเลือด ทั้งยังช่วยยับยั้งการดูดซึมคอเลสเตอรอลและลดระดับไขมันในเลือดได้ด้วย

โดยมีงานวิจัยหนึ่งทดลองใช้สารสกัดจากเมล็ดและผิวของกระเจี๊ยบเขียวฉีดเข้าช่องท้องของหนูทดลองที่เป็นโรคเบาหวานในปริมาณ 60 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม พบว่าสารสกัดดังกล่าวอาจมีฤทธิ์ต้านเบาหวานด้วยการลดระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดของหนูทดลองลงอย่างมีนัยสำคัญ

แม้ผลการทดลองจากงานวิจัยบางส่วนจะเผยว่า สารสกัดจากกระเจี๊ยบเขียวอาจช่วยรักษาโรคเบาหวานได้ แต่งานวิจัยเหล่านั้นเป็นเพียงการทดลองในสัตว์เท่านั้น จึงไม่สามารถสรุปประสิทธิผลของกระเจี๊ยบเขียวในด้านนี้ได้อย่างชัดเจน ดังนั้น ควรค้นคว้าเพิ่มเติมโดยทดลองในมนุษย์ต่อไป เพื่อนำหลักฐานที่ได้มาพิสูจน์ให้แน่ชัดก่อนนำกระเจี๊ยบเขียวไปใช้ในทางการแพทย์

สรรพคุณ "กระเจี๊ยบเขียว หรือกระเจี๊ยบมอญ"

ข้อควรระวังในการบริโภคกระเจี๊ยบเขียว

แม้กระเจี๊ยบเขียวมีสารอาหารต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอยู่มาก และอาจไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ ต่อคนทั่วไปหากบริโภคเป็นอาหารในปริมาณที่เหมาะสม แต่ผู้บริโภคควรรับประทานกระเจี๊ยบเขียวอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะการรับประทานแบบสด เพราะกลิ่นเหม็นเขียวของกระเจี๊ยบเขียวสดอาจทำให้เกิดอันตราย เช่น อาการเบื่อเมาได้ จึงควรต้มหรือลวกกระเจี๊ยบเขียวให้สุกจัดก่อนบริโภค เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายดังกล่าว ส่วนยางหรือเมือกของกระเจี๊ยบเขียวที่คนส่วนใหญ่เป็นกังวลนั้น อาจไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ ต่อร่างกาย เพราะเมือกดังกล่าวสามารถละลายน้ำได้ อีกทั้งยังช่วยในการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่มีประโยชน์เมื่อลงสู่ลำไส้ใหญ่อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ยังไม่มีการทดลองทางการแพทย์ใดยืนยันได้ชัดเจนว่ากระเจี๊ยบเขียวสามารถรักษาหรือป้องกันโรคต่าง ๆ ได้อย่างปลอดภัย ดังนั้น ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพควรปรึกษาแพทย์ก่อนบริโภคกระเจี๊ยบเขียวเสมอ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวานที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการรักษา เพราะมีงานวิจัยหนึ่งพบว่ากระเจี๊ยบเขียวอาจยับยั้งการทำงานของยาเมทฟอร์มิน ซึ่งเป็นยาที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน

นอกจากนี้ จากการสุ่มตรวจหาสารพิษตกค้างจากพืชผลการเกษตรของกระทรวงสาธารณสุขประเทศไทยยังพบว่า กระเจี๊ยบเขียวเป็นพืชชนิดหนึ่งที่มีสารพิษต่าง ๆ ตกค้างอยู่มาก เช่น สารคลอร์พิริฟอส สารคาร์โบซัลแฟน และสารกลุ่มไดไทโอคาร์บาเมตส์ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ หากรับสารเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายในปริมาณมาก เพราะสารบางชนิดอาจมีฤทธิ์ทำลายระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เซลล์ประสาททำงานผิดปกติ จนรู้สึกชาตามใบหน้า ลิ้น ริมฝีปาก และทำให้ชักได้ ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยในการบริโภค จึงควรเลือกซื้อกระเจี๊ยบเขียวจากแหล่งปลอดสาร และล้างกระเจี๊ยบเขียวให้สะอาดก่อนรับประทานทุกครั้ง ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขได้แนะนำวิธีการล้างสารพิษตกค้างในผัก ไว้ดังนี้

  • ล้างด้วยน้ำไหล โดยนำกระเจี๊ยบเขียวไปแช่ในน้ำสักพัก ก่อนนำมาใส่ไว้ในตะกร้าหรือตะแกรง แล้วจึงเปิดให้น้ำไหลผ่านกระเจี๊ยบเขียวในความแรงที่พอประมาณ พร้อมกับใช้มือถูกระเจี๊ยบเขียวไปด้วยประมาณ 2 นาที ซึ่งวิธีนี้อาจลดสารพิษตกค้างได้ 25-65 เปอร์เซ็นต์
  • ล้างด้วยน้ำส้มสายชู โดยนำน้ำส้มสายชูปริมาณ 1 ช้อนโต๊ะ กับน้ำ 4 ลิตรมาผสมให้เข้ากัน แล้วจึงนำกระเจี๊ยบเขียวมาแช่ทิ้งไว้ 10 นาทีก่อนจะล้างออกด้วยน้ำสะอาด ซึ่งวิธีนี้อาจลดสารพิษตกค้างได้ 60-84 เปอร์เซ็นต์
  • ล้างด้วยผงฟูหรือเบคกิ้งโซดา โดยนำผงฟูหรือเบคกิ้งโซดาปริมาณ ½ ช้อนโต๊ะ กับน้ำ 10 ลิตรมาผสมให้เข้ากัน แล้วจึงนำกระเจี๊ยบเขียวมาแช่ทิ้งไว้ 15 นาทีก่อนจะล้างออกด้วยน้ำสะอาด ซึ่งวิธีนี้อาจลดสารพิษตกค้างได้ 90-95 เปอร์เซ็นต์

วิธีรับประทานกระเจี๊ยบเขียว

สามารถหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ทานสดๆ ได้เลย หรือจะนำไปประกอบอาหารกับเมนูอื่นๆ นำไปย่างด้วยไฟอ่อนๆ หรือจะทานผสมกับน้ำผึ้ง น้ำมะนาว หรือไอศกรีมก็ได้

วิธีเลือกและวิธีรับประทานกระเจี๊ยบเขียว

  • เลือกฝักที่ตรงและเนื้อแข็ง ไม่ช้ำ ไม่เหี่ยว หากปลายฝักเริ่มเป็นสีดำ ควรรีบนำมาปรุงอาหารก่อนจะเน่าเสีย
  • กระเจี๊ยบสดจะอยู่ได้ประมาณ 3-4 วัน โดยควรห่อด้วยกระดาษหรือถุงพลาสติก แล้วใส่ไว้ในช่องแช่ผักของตู้เย็น แต่หากต้องการเก็บไว้นาน ให้นำไปต้มก่อนนำมาแช่ในช่องแช่แข็ง
  • ควรล้างกระเจี๊ยบเขียวเมื่อต้องการนำมาทำอาหารในทันทีเท่านั้น
  • เมือกของกระเจี๊ยบเขียวที่ออกมาหลังจากนำไปปรุงอาหารนั้นไม่เป็นอันตราย และมีสรรพคุณช่วยย่อยอาหารได้ดี แต่หากไม่ชอบให้มีเมือกหรือนิ่มเกินไป ควรต้มด้วยไฟแรงและใช้เวลาไม่นาน
  • สามารถรับประทานแบบสดๆ ได้ทั้งฝัก รวมถึงเมล็ดที่อยู่ภายในด้วย นอกจากนี้ยังนำเมล็ดกระเจี๊ยบเขียวมาคั่วและบดเพื่อใช้ชงแทนเมล็ดกาแฟได้ แถมยังไม่มีคาเฟอีนอีกด้วย

กระเจี๊ยบเขียวต้ม ลวก หรือรับประทานกับน้ำพริกแบบสดๆ ก็อร่อย หรือจะนำไปต้มและชุบแป้งทอดเพิ่มความกรอบมันก็อร่อยไม่แพ้กัน แต่ต้องระวังอย่ารับประทานมากเนื่องจากมีน้ำมัน นอกจากนี้บางคนก็นำไปปิ้งย่างบนเตาให้พอสุก จิ้มน้ำจิ้ม หรือรับประทานแกล้มกับเนื้อสัตว์ อย่างไรก็ตาม อย่าอร่อยเพลินเกินไป ควรเพลาๆ มือในการหยิบเนื้อหรือหยิบหมูมาย่างรับประทานกันด้วย

ข้อควรระวังในการรับประทานกระเจี๊ยบเขียว

กระเจี๊ยบเขียวนั้นกินดี มีประโยชน์ แต่ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพบางอย่างดังต่อไปนี้ ควรระมัดระวังอย่างยิ่งไม่ให้รับประทานมากเกินไป

  • คนที่มีปัญหาเกี่ยวลำไส้หรือระบบทางเดินอาหารควรรับประทานแต่พอดี เพราะกระเจี๊ยบเขียวมีคาร์โบไฮเดรตชนิดที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร ปวดบีบท้อง ท้องอืด หรือท้องเสียได้
  • กระเจี๊ยบเขียวมีออกซาเลตสูง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดนิ่วในไตที่เกิดจากแคลเซียมออกซาเลตได้
  • คนที่กำลังใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดไม่ควรรับประทานกระเจี๊ยบเขียวมากเกินไป เพราะผักชนิดนี้มีวิตามินเคที่ช่วยต้านการเกิดลิ่มเลือด
  • ผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องการใช้กระเจี๊ยบเขียวช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง เพราะอาจทำปฏิกิริยากับยารักษาโรคเบาหวานที่ใช้อยู่ได้

แม้กระเจี๊ยบเขียวจะมากไปด้วยคุณประโยชน์ แต่การรับประทานมากเกินไปก็ใช่ว่าจะเกิดผลดี สิ่งที่สำคัญคือการเลือกรับประทานผักผลไม้ให้หลากหลายชนิดและครบถ้วนตามหลักโภชนาการ และอย่าลืมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วย

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

เกมสนุกแถบได้ตัง : Slotxo , PGSLOT