วิตามิน (Vitamin) มีกี่ชนิดและมีประโยชน์อะไร

วิตามิน (Vitamin) มีกี่ชนิดและมีประโยชน์อะไร

วิตามิน (Vitamin) มีกี่ชนิดและมีประโยชน์อะไร วิตามิน เป็นสารอาหารประเภทหนึ่งที่ร่างกายต้องการในปริมาณเล็กน้อย แต่มีความสำคัญต่อร่างกาย มีสารต้านอนุมูลอิสระ เพราะหากร่างกายขาดวิตามินเมื่อไร อาจส่งผลให้ร่างกายเจ็บป่วย หรือเกิดอาการที่ไม่พึงประสงค์ขึ้นได้โดยที่เราไม่รู้ตัว

รู้จักวิตามิน

          “วิตามินเป็นหนึ่งในสารอาหาร 5 หมู่ที่เรากินกันอยู่ ซึ่งจะเป็นสารอินทรีย์ชนิดหนึ่งที่อยู่ในสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นพืชและสัตว์ต่าง ๆ โดยร่างกายของคนเราจะใช้วิตามินเพื่อนำมาช่วยทำให้มีปฏิกิริยาในร่างกายเกิดขึ้น ส่งผลให้การทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายเป็นไปตามปกติ หรือพูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ แทงบอลออนไลน์ วิตามินเปรียบเสมือนน้ำมันหล่อลื่นในรถยนต์ที่จำเป็นต้องมี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ แต่ไม่ได้ให้พลังงานแก่รถ”

กลุ่มวิตามิน

วิตามินทั้ง 13 ชนิดจะทำหน้าที่แตกต่างกันไป สำหรับวิตามินที่ละลายในไขมันวิตามินเอ จะช่วยบำรุงเกี่ยวกับเรื่องสายตา ทำให้การมองเห็นในเวลากลางคืนดีขึ้น สร้างกระดูกและฟันในเด็ก พบในเนื้อสัตว์ ไข่แดง ตับ นม เนย ผักและผลไม้ที่มีสีเขียวและสีส้ม เช่น ตำลึง กวางตุ้ง ผักบุ้ง คะน้า มะม่วงสุก มะละกอสุก มะเขือเทศ ปริมาณที่ควรได้รับไม่ควรเกิน 3,000 ไมโครกรัมต่อวัน

วิตามินที่ละลายในไขมัน

วิตามินอี

วิตามินอีจะช่วยเกี่ยวกับการบำรุงผิวพรรณ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ โดยพบในกลุ่มน้ำมันพืช เช่น น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันมะกอก น้ำมันเมล็ดดอกคำฝอย อัลมอนด์ ปริมาณที่ควรได้รับไม่ควรเกิน 1,000 ไมโครกรัมต่อวัน  

วิตามินที่ละลายในน้ำ

วิตามินบี 1

วิตามินบี 1 (ไทอามีน) จะช่วยเกี่ยวกับการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ป้องกันโรคเหน็บชา หากขาดจะเกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้ พบในเนื้อหมู เมล็ดทานตะวัน ข้าวซ้อมมือซึ่งจะพบมากที่เปลือกและจมูกของข้าว ถ้าเป็นข้าวที่ขัดสีจะพบปริมาณวิตามิน บี 1 น้อยกว่าข้าวซ้อมมือถึง 10 เท่า

วิตามินบี 2

วิตามินบี 2  (ไรโบฟลาวิน) เกี่ยวข้องกับการสร้างเส้นผม เล็บ และผิวหนัง เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันโรคปากนกกระจอก จะพบในอาหารจำพวกข้าว ธัญพืช เนื้อสัตว์ ไข่ นม เครื่องในสัตว์ ตับ ผักใบเขียว โยเกิร์ต ข้าวโอ๊ต วิตามินบี 3  (ไนอาซิน หรือ ไนอาซินามายด์) จะช่วยเรื่องผิวหนังแห้งเมื่อเจอแสงแดด ถ้าขาดมากจะพบอาการท้องเสีย สมองเบลอ เกิดอาการขี้หลงขี้ลืมได้ พบในอาหารจำพวก ตับ เนื้อสัตว์ ข้าวโอ๊ต ถั่ว จมูกข้าว ยีสต์ ผักใบเขียว ปริมาณที่ควรได้รับไม่ควรเกิน 35 มิลลิกรัมต่อวัน

วิตามินบี 6

วิตามินบี 6  (ไพริดอกซีนหรือไพริดอกซามีน) จะเกี่ยวกับระบบของเส้นประสาท หากขาดวิตามินบี 6 จะเกิดภาวะซีด โลหิตจางได้ พบมากในเนื้อสัตว์ ปลา ไก่ ตับ มันฝรั่ง กล้วย แตงโม นม ไข่แดง ข้าวกล้อง รำข้าว จมูกข้าวสาลี ถั่วต่าง ๆ เมล็ดงา ปริมาณที่ควรได้รับไม่ควรเกิน 100 มิลลิกรัมต่อวัน

วิตามินบี 7

วิตามินบี 7  (ไบโอตีน) จะเกี่ยวกับเรื่องผิวหนัง ถ้าขาดจะเป็นผิวหนังอักเสบ ลำไส้อักเสบ ส่วนใหญ่พบในดอกกะหล่ำ ถั่ว กล้วย ปลาแซลมอน ไข่ ตับ งา วิตามินบี 9  (โฟลิกแอซิด) จะเกี่ยวข้องกับการสร้างเม็ดเลือด บาคาร่าหากขาดจะเป็นโรคโลหิตจางได้ พบในถั่ว ผักโขม บรอกโคลี คะน้า ผักบุ้ง กวางตุ้ง ผักกาดหอม ปริมาณที่ควรได้รับไม่ควรเกิน 1,000 ไมโครกรัมต่อวัน

วิตามินซี

วิตามินซีเกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์คอลลาเจน ทำให้หลอดเลือดแข็งแรง ลดรอยแผลเป็น พบในส้ม ดอกกะหล่ำ บรอกโคลี ผักโขม แคนตาลูป มะเขือเทศ มะละกอ มันฝรั่ง ฝรั่ง สับปะรด หากขาดจะเกิดอาการเลือดออกตามไรฟัน ซีด แผลหายยาก ปริมาณที่ควรได้รับไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัม

ที่มา : PG SLOT

วิตามิน (Vitamin) มีกี่ชนิดและมีประโยชน์อะไร

ปัจจัยที่ทำให้ขาดวิตามิน

ปัจจัยที่ทำให้ร่างกายขาดวิตามิน ได้แก่

  • อาหารที่บริโภค โดยอาหารที่บริโภคเข้าไปในแต่ละมื้อ แต่ละวันอาจมีสารอาหารจำพวกวิตามินน้อยเกินไป โดยเฉพาะอาหารที่ไหม้ เกรียม ซึ่งจะทำให้มีวิตามินในอาหารน้อยลง และไม่มีสารต้านอนุมูลอิสระ รวมทั้งอาหารที่ผ่านความร้อนเป็นเวลานาน ๆ รวมไปถึงอาหารที่ผ่านกระบวนการทำให้สุกนานจนเกินไปก็จะทำให้มีวิตามินน้อยลงด้วยเช่นกัน
  • ร่างกายต้องการวิตามินมากขึ้น เช่น ผู้หญิงตั้งครรภ์ คุณแม่ที่ให้นมบุตร รวมถึงผู้ที่ต้องใช้พลังงานมาก อาทิ นักกีฬา ผู้ที่ออกกำลังกายมากกว่าปกติ ในส่วนของคนที่มีโรคภัยไข้เจ็บ ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ร่างกายขาดวิตามินได้ เช่น คนที่ท้องเสียจะสามารถดูดซึมวิตามินได้น้อยลง หรือผู้ที่มีอาการลำไส้อักเสบ เป็นโรคตับ คนกลุ่มนี้จะสร้างวิตามินได้ไม่ดี และปราศจากสารต้านอนุมูลอิสระ
  • คนที่รับประทานอาหารบางอย่างที่ไปรบกวนการดูดซึมหรือทำลายวิตามินมากขึ้น เช่น วิตามินบี 1 จะมีอาหารบางกลุ่มที่ทำลายวิตามินกลุ่มนี้ เช่น ปลาน้ำจืดสด ปลาร้า หอยบางชนิด รวมทั้งกลุ่มชา กาแฟ และแอลกอฮอล์ ซึ่งจะทำให้วิตามินบี 1ถูกขับออกจากร่างกายมากขึ้นการรับประทานอาหารเหล่านี้เป็นประจำจะทำลายวิตามินบี 1 ที่ดูดซึมจากลำไส้ส่งผลให้เป็นโรคเหน็บชาได้ง่ายขึ้น

ประโยชน์ของวิตามินต่างๆ

วิตามินเอ 

  • วิตามินเอประกอบด้วยสารสำคัญ 2 ชนิด ได้แก่ เรตินอล (Retinal) และแคโรทีน (Carotene)
  • วิตามินเอมีส่วนสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการสร้างกระดูกและฟัน ช่วยในการบำรุงสายตา ทำให้การมองเห็นดีขึ้นในเวลากลางคืน ช่วยบำรุงผิว ทำให้ผิวดูสุขภาพดี ช่วยลดการอักเสบของสิว ลดรอยจุดด่างดำ และช่วยส่งเสริมภูมิต้านทาน 
  • ปริมาณที่แนะนำให้รับประทานต่อวันคือ 900 ไมโครกรัมในผู้ชาย และ 700 ไมโครกรัมในผู้หญิง อย่างไรก็ตามไม่ควรได้รับเกิน 3,000 ไมโครกรัม

วิตามินบี 1 

  • วิตามินบี 1 ประกอบด้วยสารสำคัญ ไทอะมีน (Thiamin)
  • มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะการนำกระแสประสาท ช่วยเพิ่มการเผาผลาญสารอาหารโดยเฉพาะคาร์โบไฮเดรต  ช่วยบำรุงผิว เส้นผม และสมอง ป้องกันโรคเหน็บชา
  • อาการของผู้ที่ขาดวิตามินบี 1 คือ เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร ปวดกล้ามเนื้อ เป็นตะคริว มีอาการเหน็บชาตามมือและเท้า 
  • ปริมาณที่แนะนำให้รับประทานต่อวันคือ 1.5 มิลลิกรัม

วิตามินบี 2

  • วิตามินบี 2 ประกอบด้วยสารสำคัญ ไรโบฟลาวิน (Riboflavin)
  • ช่วยในการเผาผลาญไขมัน เสริมสร้างเส้นผม ช่วยบำรุงผิว บำรุงเลือด และบำรุงสมอง ทั้งยังมีส่วนช่วยในการทำงานของสายตา โดยเฉพาะบริเวณเรตินาของลูกตา ถ้าขาดวิตามินและแร่ธาตุตัวนี้ จะทำให้เป็นโรคปากนกกระจอกได้
  • ปริมาณที่แนะนำให้รับประทานต่อวันคือ 1.2 มิลลิกรัม

วิตามินบี 5 

  • วิตามินบี 5 ประกอบด้วยสารสำคัญ กรดแพนโทธานิก (Pantothanic acid)
  • ช่วยเผาผลาญสารอาหาร เสริมสร้างฮีโมโกลบิน เป็นส่วนสำคัญของฮอร์โมนและสารสื่อประสาทที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบ 
  • หากขาดวิตามินชนิดนี้ มักก่อให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนที่เท้า (Burning feet) และอาการที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท เช่น คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย ปวดท้อง เป็นต้น 
  • ปริมาณที่แนะนำให้รับประทานต่อวันคือ 6 มิลลิกรัมต่อวัน

วิตามินบี 6

  • วิตามินบี 6 ประกอบด้วยสารสำคัญ ไพริด็อกซิน (Pyridoxine)
  • ช่วยสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง และมีส่วนช่วยในการเผาผลาญอาหารประเภทโปรตีน ทำให้ผิวหนังมีสุขภาพดี ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ตัวช่วยในการเปลี่ยนแปลงของสารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับ ความอยากอาหารและอารมณ์ กระตุ้นภูมิคุ้มกัน 
  • ถ้าขาดวิตามินบี 6 จะทำให้เป็นโรคโลหิตจาง และอาจเป็นโรคหลอดเลือดอุดตันได้
  • ปริมาณที่แนะนำให้รับประทานต่อวันคือ ไม่ควรเกิน 100 มิลลิกรัมต่อวัน

วิตามินบี 12

  • วิตามินบี 12 ประกอบด้วยสารสำคัญ ไซยาโนโคบาลามิน (Cyanocobalamin)
  • ช่วยให้ร่างกายนำคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างเม็ดเลือดแดง และช่วยในการทำงานของระบบประสาท ช่วยป้องกันโรคหัวใจ 
  • วิตามินบี 12 พบได้ในตับ นม ไข่ และเนย ซึ่งร่างกายต้องการวันละ 2.4 ไมโครกรัม

วิตามินซี

  • วิตามินซี ประกอบด้วยสารสำคัญ กรดแอสคอร์บิก (Ascorbic acid)
  • เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็ก ส่งเสริมการสร้างคอลลาเจนให้กับผิวหนังและเนื้อเยื่อต่างๆ เช่น ผนังหลอดเลือด ช่วยสมานแผล ทำให้ผิวหนังมีสุขภาพดี กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน กระตุ้นทำให้เกิดการสร้างกระดูกและฟัน 
  • ปริมาณที่แนะนำต่อวันคือ 60 มิลลิกรัม แต่ไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัม

วิตามินดี

  • ช่วยควบคุมการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสเข้าสู่ร่างกาย  ส่งเสริมการสร้างกระดูกและฟัน ป้องกันโรคกระดูกพรุนและโรคกระดูกบาง 
  • ถ้าขาดวิตามินดีจะทำให้ปวดเมื่อย และเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน 
  • ร่างกายของเราสามารถสังเคราะห์วิตามินดีได้จากแสงแดดอ่อนๆ ในตอนเช้าและตอนเย็น ดังนั้นจึงควรสัมผัสแสงแดดอ่อนๆ อย่างน้อยวันละ 15-20 นาที สัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง หรือรับประทานอาหารที่สามารถพบวิตามินดีได้มากคือ นม ไข่ น้ำมันตับปลา หรือเนื้อปลาที่มีไขมัน เช่น ปลาแซลมอน ปลาทู ปลาทูน่า หรือจากอาหารเสริม เป็นต้น
  • ปริมาณวิตามินดีที่ร่างกายต้องการคือ วันละ 5 ไมโครกรัม และไม่ควรเกินวันละ 50 ไมโครกรัม 

วิตามินอี

  • เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ ช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ กระตุ้นการทำงานของระบบประสาท ระบบสืบพันธุ์ และกล้ามเนื้อ ช่วยบรรเทาอาการเหนื่อยล้า และอ่อนเพลีย ช่วยบำรุงทำให้สุขภาพผิวเป็นปกติ 
  • ร่างกายควรได้รับในปริมาณที่ไม่เกิน 1,000 ไมโครกรัมต่อวัน 

วิตามินเค

  • ส่วนประกอบสำคัญในการแข็งตัวของเลือด ในเด็กที่วิตามินเคในเลือดต่ำจะมีอาการเลือดออกผิดปกติ หากขาดวิตามินเคจะส่งผลให้เลือดออกง่าย หรือเลือดไหลแล้วหยุดช้า 
  • ปริมาณที่ร่างกายควรได้รับคือ 80 ไมโครกรัมต่อวัน 

วิตามินแต่ละชนิดมีความจำเป็นต่อร่างกาย เนื่องจากมีส่วนสำคัญต่อการทำงานทุกระบบภายในร่างกาย ทั้งนี้ต้องได้รับในปริมาณที่เหมาะสม โดยแนะนำให้รับประทานวิตามินที่สกัดมาจากธรรมชาติซึ่งจะดีกว่าวิตามินสังเคราะห์ แต่หากต้องรับประทานอาหารเสริมก็ควรศึกษาข้อมูลก่อนเลือกผลิตภัณฑ์ด้วยความระมัดระวัง

อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญคือต้องรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย เพียงแค่นี้ก็จะมีสุขภาพที่แข็งแรงแล้ว

อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับสุขภาพและการออกกำลังกาย

สนับสนุนโดย : PG SLOT

เรียบเรียงโดย : Rositacorrer

เกมสนุกแถบได้ตัง : Slotxo , PGSLOT , PGSLOTGAME