https://rositacorrer.com

มาดูประโยชน์ของกากกาแฟ ที่สาวๆ ไม่ควรพลาด

มาดูประโยชน์ของกากกาแฟ ที่สาวๆ ไม่ควรพลาด “กาแฟ” เครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก นอกจากกาแฟผงสำเร็จรูปแล้ว ผู้คนยังนิยมดื่มกาแฟสดที่มีการชงจากเมล็ดกาแฟที่ผ่านการคั่วบดจนสดใหม่ เราจะได้กาแฟที่มีรสชาติหอมและมากประโยชน์ ทว่าในส่วนของการทำกาแฟสด 

กากกาแฟที่หมดประโยชน์แล้ว ไม่สามารถนำกลับมาชงใหม่ได้อีก อาจจะถูกทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย แต่ทราบหรือไม่ว่ากากกาแฟมีประโยชน์อย่างมากมายในหลากหลายด้าน และสำหรับสาวๆ แล้วสิ่งนี้คือ ตัวช่วยประทินผิว กำจัดสารพิษจากภายนอก ทำให้ผิวใสได้อย่างปลอดภัยและประหยัดเงินในกระเป๋าได้อีกด้วยค่ะ 

กากกาแฟคืออะไร ?

กากกาแฟ (Ground coffee) คือ เศษที่ได้จากการคั่วบดกาแฟแล้วนำไปชงดื่มเรียบร้อยแล้ว จะถูกทิ้งภายหลังจากการสกัดเพื่อให้ได้น้ำกาแฟออกมา แต่ในกากกาแฟจะยังคงเหลือสารอาหารสำคัญ โดยเฉพาะสารต้านอนุมูลอิสระ เรานิยมนำเอากากกาแฟมาใช้ในการดูแลผิว ด้วยการผสมกับส่วนผสมตามธรรมชาติ ใช้ขัดหรือพอก ไม่ว่าจะเป็นผิวหน้าหรือผิวกาย ก็ล้วนช่วยดึงเอาสารพิษตกค้าง เติมความใสให้ผิวสุขภาพดีได้ 

กากกาแฟกับการขัดผิว

สำหรับการขัดผิวด้วยกากกาแฟ เราสามาถนำเอากากกาแฟที่ใช้แล้ว และยังสะอาดอยู่มาตากให้แห้ง แล้วนำเอามาเก็บใส่ขวดโหลเอาไว้สำหรับใช้ขัดถูร่างกายทั่วไป โดยเฉพาะข้อศอกที่ดำด้าน หรือผิวที่สัมผัสกับมลภาวะบ่อยครั้ง โดยการผสมกากกาแฟกับน้ำเปล่าหรือนมสดเล็กน้อยให้ได้เป็นครีมหนืดๆ นำมานวดอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ทิ้งระยะห่างกันประมาณ 3-4 วันต่อครั้ง ยิ่งผิวส่วนไหนที่มีความดำให้ใช้เวลาขัดนานเป็นพิเศษ แต่หลีกเลี่ยงการขัดในส่วนที่บอบบาง รับรองว่าผิวสวยใสและเนียนเรียบได้ในไม่ช้า 

กากกาแฟกับการมาส์กหน้าและบำรุงผิวใต้ดวงตา

เชื่อหรือไม่ว่ากากกาแฟใช้สำหรับการมาส์กหน้าได้ด้วย แถมยังบรรเทาอาการอ่อนล้ารอบๆ ดวงตา โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาถุงใต้ตาได้เป็นอย่างดี เริ่มตั้งแต่การมาส์กหน้าธรรมดา ซึ่งสามารถประยุกต์กับส่วนผสมได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโยเกิร์ต น้ำผึ้ง หรือนมสด นำมาพอกให้ทั่วผิวหน้าโดยไม่ต้องขัดผิว ทิ้งเอาไว้ประมาณ 10-15 นาที ส่วนรอบๆ ดวงตาให้ใช้ผ้าขาวบางห่อกากกาแฟแล้วนำไปแช่ในน้ำอุ่นหรือแช่เย็น นำไปประคบรอบดวงตาช้าๆ เหมือนการนวด วนไปรอบๆ เพื่อให้เลือดลมไหลเวียน ประมาณ 30 นาที แล้วค่อยเช็ดล้างทำความสะอาดกันตามปกติ

กากกาแฟกับความงามมีประโยชน์มากกว่าที่คิด ใครที่กำลังมองหาตัวช่วยบำรุงผิวแบบปลอดภัยอยู่ล่ะก็ ขอแนะนำกับการนำเอากากกาแฟเหลือใช้เหล่านี้ไปเป็นส่วนผสมในสครับธรรมชาติ หรือครีมมาส์กหน้า ที่รับรองว่าได้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม พร้อมกับความปลอดภัยจากสารเคมีอีกด้วย

การเก็บรักษากาแฟคั่วบดให้คงคุณภาพได้นาน อาจเป็นเรื่องที่ยุ่งยากสำหรับใครบางคน เพราะจะต้องรู้จักเก็บกาแฟให้ดีให้สดและให้นาน ซึ่งปัญหาของกาแฟคั่ว และกาแฟที่ผ่านการ “บด” อาจเป็นการเสื่อมสภาพที่จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหากไม่ใช้กากกาแฟเหล่านี้ในการชงให้หมดภายใน 2-3 วันและยิ่งเก็บไว้นานวันบวกกับการเก็บรักษาที่ไม่ดีพอ จะส่งผลทำให้กลิ่นต่าง ๆ เข้ามาปะปนในน้ำกาแฟที่ผ่านการสกัด ทำให้รสชาติของกาแฟที่ได้อาจจะเหลือแค่เพียงรสชาติขม ๆ จืดชืด หรือจะเป็นรสเปรี้ยวและมีกลิ่นแปลกปลอมเข้ามาผสมอย่างน่าเสียดาย

ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดกาแฟราคาแพงแค่ไหน แต่หากไม่เก็บรักษาให้ดีก็สามารถกลายเป็นกาแฟที่ไร้คุณภาพขึ้นมาได้ ซึ่งหากใครที่มีกาแฟคั่วบดมาแล้วอยู่ในปริมาณที่ไม่มั่นใจว่าจะสามารถใช้ให้หมดภายใน 1-3 วันแล้วล่ะลองมาดูเคล็ดลับของการดูแลกากกาแฟเหล่านี้ให้คงรสชาติที่ดีต่อไปได้อีกระยะหนึ่งกันดีกว่า

หลักการจัดเก็บกาแฟที่ผ่านการคั่วและบด

หัวใจสำคัญของการป้องกันไม่ให้กากกาแฟที่ยังไม่ถูกสกัดสูญเสียรสชาติเดิมแท้ไปอย่างรวดเร็ว คือการพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้มันสัมผัสกับแสงแดด หรือความชื้นและความร้อนมากเกินไป ซึ่งทางที่ดีก็ไม่ควรให้พบเจอกับสภาพแวดล้อมเหล่านี้จะเป็นการดีที่สุด ส่วนใครที่ยังเก็บกากกาแฟไว้ในบรรจุภัณฑ์เดิม ๆ ส่วนใหญ่เป็นถุงที่ออกแบบมาสำหรับใส่กาแฟคั่วบดโดยเฉพาะ จะต้องทำการไล่อากาศภายในออกให้ได้มากที่สุด (จนกลายเป็นถุงสุญญากาศได้ยิ่งดี) จะช่วยคงสภาพของกากกาแฟให้สามารถนำมาใช้ในการชงได้ โดยอาจจะสามารถเก็บได้เพิ่มขึ้น 3-4 วันหรือประมาณ 1 อาทิตย์ ทั้งนี้ก็จะขึ้นอยู่กับสภาพของถุงและสภาพอากาศที่เก็บกากกาแฟ

หากใครใช้วิธีบรรจุในถุงเดิม ควรม้วนปากถุงหลาย ๆ ชั้น เพื่อให้มั่นใจว่ามันแน่นสนิทดีหรือไม่?? และพันอีกรอบด้วยหนังยาง จากนั้นนำมาเก็บใส่ภาชนะทึบแสง และปิดฝาให้สนิท ก็จะช่วยเก็บรสชาติและกลิ่นของมันเอาไว้ได้นานขึ้น (ระวังภาชนะที่ใส่อาจจะมีกลิ่นอับติดอยู่ภายใน ซึ่งอาจจะทำกลิ่นเหล่านี้เข้าไปปะปนกับกลิ่นของกาแฟเอาได้) และเมื่อเก็บใส่ภาชนะปิดฝาสนิทเป็นที่เรียบร้อยแล้วควรนำไปตั้งไว้ในสภาพอากาศแห้ง ไม่ร้อนชื้น และห้ามเอากากกาแฟไปแช่ในตู้เย็นอย่างเด็ดขาด เพราะจะทำให้เกิดฝ้าและความชื้นภายในขวดได้ ที่สำคัญคือควรหลีกเลี่ยงแสงสว่างและกลิ่นต่างๆ ดังที่กล่าว และพยายามเน้นย้ำอยู่เสมอว่า จะนำออกมาใช้เท่าที่ต้องการแล้วค่อยทำการปิดปากถุงและเก็บในภาชนะที่ปิดสนิทดังเดิม เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้กาแฟคั่วบดสามารถเก็บรักษาได้นานขึ้นกว่าเดิม ทางที่ดีควรเลือกซื้อเป็นเมล็ดกาแฟคั่วเพียงอย่างเดียวจะดีกว่า เพราะหากต้องการดื่มให้นำมาบดเท่าที่จำเป็นต้องใช้ ซึ่งจะช่วยให้คุณได้รับรสชาติและกลิ่นที่หอมละมุนของกาแฟได้อย่างเต็มที่

สำหรับ การเก็บรักษาเมล็ดกาแฟให้สดนาน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นกาแฟคั่วแล้ว ไม่ว่าคั่วอ่อนหรือเข้ม ถือได้ว่าเป็นสินค้าที่เสื่อมสภาพได้ง่าย โดยจะต้องทำความเข้าใจและความตระหนักว่ากาแฟเป็นสินค้าที่เปราะบาง และง่ายต่อการเสื่อมคุณภาพ จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการรักษาคุณภาพของกลิ่นหอม ๆ ของเมล็ดกาแฟและรวมถึงคุณภาพเครื่องดื่ม โดยจะต้องเริ่มต้นที่การเก็บรักษากาแฟในสถานที่ที่เหมาะสมจะช่วยให้กาแฟไม่เสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควรได้ มาดูวิธีการเก็บกาแฟคั่ว และกาแฟบดให้มีอายุการใช้งานได้ดีเพื่อให้กลิ่นมีความหอมอย่างยาวนานมิธรไหนบ้าง?? มาดูกัน

1.  ควรเก็บเมล็ดกาแฟ หรือกาแฟบดในภาชนะทึบ เพื่อช่วยป้องกันแสงแดดเพราะเชื่อกันว่าแสงอาทิตย์ทำให้กลิ่นระเหยเร็วและความสดหายไป และปิดสนิทเพื่อป้องกันอากาศและความชื้น อาจใช้ กระปุกเซรามิกแบบฝามีซิลยาง แต่ไม่แนะนำให้เก็บในถุงกาแฟแล้วใช้แค่ลวดหรือที่หนีบปิดปากถุง เพราะไม่มีความแน่นหนาพอจะป้องกันอากาศ+ความชื้นได้ ซึ่งหากต้องการเก็บในถุงกาแฟ ให้พับปากถุงหลาย ๆ ชั้นแล้วปิดทับด้วยเทปกาวหรือมัดด้วยยางอย่างหนาแน่น และนำมาเก็บในกระปุกที่กันอากาศได้อีกชั้นหนึ่ง

2.  เก็บถุงหรือขวดกาแฟไว้ให้ห่างจากแหล่งความร้อน หากหีบห่อแน่นหนาพอป้องกันกลิ่นและความชื้นได้ อย่าลืมว่าหากใช้เสร็จทุกครั้งจะต้องรีบปิดภาชนะในทันที ไม่ควรนำกาแฟเก็บในตู้เย็น แม้ว่ากาแฟบางยี่ห้อจะแนะนำให้แช่เย็นก็ตาม เพราะความเย็นทำให้รสชาติของกาแฟเสีย และเมื่อเอาขวดออกจากตู้เย็นอาจทำให้เกิดความชื้นในขวดได้

3.  หากมีเครื่องบด ให้บดเท่าที่ต้องใช้ครั้งต่อครั้ง โดยเมื่อมีการบดแล้วก็ต้องใช้ให้หมดในคราวเดียว เพราะกาแฟที่บดแล้วจะสูญเสียกลิ่นและรสชาติได้ไวกว่ากาแฟที่เป็นเมล็ด แต่หากไม่มีเครื่องบดและสั่งซื้อกาแฟบดแล้ว ก็ให้ระมัดระวังในการเก็บรักษาโดยเฉพาะการเปิด-ปิด ภาชนะ เพื่อเป็นการรักษาคุณภาพไว้ให้นานที่สุด

การเก็บรักษากาแฟควรหลีกเลี่ยงความชื้น , แสงแดด อากาศ รวมทั้งความร้อน เพราะสิ่งเหล่านี้จะส่งผลทำให้เป็นสาเหตุของการเปลี่ยนรสชาติ และความหอมของกลิ่นกาแฟได้

กาแฟถือเป็นเครื่องดื่มอีกชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง กลิ่นที่หอมเป็นเอกลักษณ์และรสชาติที่อร่อยโดดเด่น ทำให้หลายคนหลงรักเครื่องดื่มชนิดนี้ได้ไม่ยาก อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ชงกาแฟแล้ว หลายคนมักทิ้งกากกาแฟอย่างไม่ไยดี แต่ความจริงแล้ว เราสามารถนำกากกาแฟมาใช้ประโยชน์ค่ะ ซึ่งวันนี้เราได้รวบรวมหลากวิธีใช้กากกาแฟเพื่อจุดประสงค์ด้านความงามมาฝาก มาดูกันเลยดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง

1.ช่วยเพิ่มความเข้มให้เส้นผม

หากคุณมีผมสีน้ำตาล ถ้าอยากให้สีผมเข้มขึ้นโดยไม่ใช้สารเคมี การใช้กากกาแฟสามารถตอบโจทย์ได้ดีมากทีเดียว โดยให้คุณนำกากกาแฟ 1 ช้อนชา หรือ 2 ช้อนชา โดยขึ้นอยู่กับความหนาและความยาวของเส้นผม มาผสมกับครีมนวด และนำมาหมักเส้นผมหลังสระผม ปล่อยทิ้งไว้ไม่ให้เกินกว่า 5 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็นเพื่อเคลือบผมชั้นนอก

2.เพิ่มความเงางามให้เส้นผม

การทำความสะอาดเส้นผมถือเป็นวิธีที่ช่วยกำจัดสิ่งตกค้างที่เกิดจากผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผมที่ดีที่สุด แต่คุณควรทำความสะอาดหนังศีรษะแบบล้ำลึกเดือนละสองครั้งเช่นกัน โดยให้คุณนำกากกาแฟมาทาที่หนังศีรษะด้วยปลายนิ้วเป็นเวลา 60 วินาที หลังจากนั้นให้ล้างออกด้วยน้ำเย็น และสระผมด้วยแชมพูและครีมนวดตามปกติ หากคุณใช้อย่างต่อเนื่อง คุณจะพบว่าเส้นผมมีความเงางามมากขึ้น นอกจากนี้คาเฟอีนในกาแฟยังช่วยให้ผมงอกมากขึ้น

3.ทำให้ปากนุ่ม

หากคุณรู้ตัวว่าริมฝีปากแห้ง ก่อนที่คุณจะทาลิปเนื้อแมทท์และลิปกลอส ให้คุณนำกากกาแฟที่ใช้แล้ว 1-2 ช้อนชา ผสมกับน้ำผึ้ง 1/2 ช้อนชา คุณจะได้ลิปสครับที่มีประสิทธิผล โดยให้คุณนำมาถูที่ริมฝีปากเป็นแนววงกลม 30 วินาที แล้วค่อยเช็ดออกด้วยผ้าเปียก จากนั้นให้ทา Emollient Balm เพื่อปกป้องและบำรุงริมฝีปาก

4.ทำให้ประสาทสัมผัสด้านการดมกลิ่นดีขึ้น

การพ่นและดมน้ำหอมหลายชนิดในเวลาไล่เลี่ยกัน เพื่อหากลิ่นที่แสดงความเป็นตัวเองจะทำให้คุณไม่สามารถแยกกลิ่นได้ หรือที่เรียกว่า Nasal fatigue  ซึ่งมีงานวิจัยพบว่า การดมกาแฟช่วยล้างกลิ่นที่ติดในจมูกดีกว่าการสูดอากาศ ทำให้คุณได้กลิ่นน้ำหอมดีขึ้น ดังนั้นครั้งต่อไปที่คุณไปลองน้ำหอมที่ร้าน ให้คุณนำกากกาแฟใส่ภาชนะเล็กๆ ติดไปด้วย การสูดกลิ่นกาแฟจะช่วยล้างกลิ่นน้ำหอมที่ติดในจมูก ทำให้คุณได้กลิ่นน้ำหอมขวดอื่นๆ ชัดเจนขึ้น

5.ลดบวมที่ใต้ดวงตา

รอยคล้ำและอาการบวมใต้ดวงตาเกิดจากพันธุกรรม การแพ้ การคั่งน้ำ และการนอนไม่เพียงพอ ทั้งนี้คุณสามารถแก้ปัญหาโดยนำกากกาแฟที่แช่เย็นแล้ววางใต้ดวงตาเป็นเวลา 20 นาที แล้วค่อยล้างออก สารต้านการอักเสบในคาเฟอีนช่วยให้เส้นเลือดตีบลง ทำให้บรรเทาอาการตาบวมได้

6.ช่วยให้ผิวกระจ่างใส

คุณสามารถกำจัดสารพิษและทำความสะอาดรูขุมขนแบบล้ำลึกโดยใช้กากกาแฟและน้ำมันมะกอก ซึ่งมันจะช่วยฟื้นฟูและทำให้ผิวเปล่งปลั่งแบบมีสุขภาพดี สำหรับวิธีทำคือ ให้คุณนำน้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะมาผสมกับกากกาแฟ 2 ช้อนโต๊ะ และนำมานวดที่ใบหน้าอย่างอ่อนโยน โดยหลีกเลี่ยงบริเวณดวงตา จากนั้นให้รอ 30 วินาที และใช้ผ้าเปียกเช็ดออก 

7.ลดเซลล์ลูไลท์

ใครที่รู้ตัวว่าผิวมีเซลล์ลูไลท์ ให้คุณนำกากกาแฟมาผสมกับน้ำมันมะพร้าวในอัตราส่วนเท่าๆ กัน และนำมานวดในบริเวณที่มีเซลล์ลูไลท์อย่างต้นขาและสะโพก ซึ่งมันจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ทำให้ผิวดูแข็งแรงและเรียบเนียนมากยิ่งขึ้น

ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมคะว่า เราก็สามารถนำของเหลืออย่างกากกาแฟมาใช้ต่อได้  หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่ทิ้งกากกาแฟทุกครั้งหลังชงกาแฟ หวังว่าสิ่งที่เรานำมาแชร์จะช่วยให้คุณได้ไอเดียการนำกากกาแฟไปใช้ประโยชน์บ้าง